| |
| |
 |
| |
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : วราห์ หัสรังค์ |
Monday, 24 August, 2009 1:23 AM |
|
 |
| |
|
| |
เฟียต 500 รถจิ๋วสัญชาติอิตาลี ที่มีประวัติยาวนาน เริ่มผลิตครั้งแรก ปี 1957 ใช้เครื่องยนต์เบนซินวางด้านท้าย 2 สูบ หลังจากหยุดผลิตไปนาน ในที่สุดเฟียตก็นำรุ่น 500 กลับมาผลิตใหม่ในปี 2007 ดึงจุดเด่นจากรุ่นแรก ผสมผสานกับความทันสมัย และปรับเปลี่ยนบางจุดเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สำหรับเมืองไทยสมัยรุ่นคุณพ่อยังหนุ่ม เฟียตถือเป็นรถยุโรปชั้นดี แต่หลังจากนั้นก็ถูกรถญี่ปุ่นตีตลาด กระทั่งชื่อของเฟียตได้จางหายไปจากเมืองไทย ก่อนจะกลับมาอีกครั้งกับรุ่น เทมปร้า และปุนโต ที่ถือว่าค่อนข้างแพร่หลาย ส่วนบราโว่ บราว่า และบาร์เช็ตต้า มักจะเห็นจอดอยู่บนโชว์รูมมากกว่า และในที่สุด เฟียตก็หายไปจากตลาดรถยนต์เมืองไทย (อีกครั้ง)
ทิ้งระยะนานพอควร กระทั่งเมื่อไม่นานนี้ มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักเฟียต รวมตัวกันเปิดบริษัทรถยนต์ Autostella นำเข้ารถเฟียต 500 หลากรุ่นย่อย พร้อมรองรับด้วยศูนย์บริการและอะไหล่ หวังปลุกกระแสรถเฟียตในเมืองไทย ให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยตั้งใจจะทำให้คนที่อยากขับเฟียต นึกถึง Autostella เป็นอันดับแรก
ก่อนวันเปิดศูนย์บริการ Autostella อย่างเป็นทางการ ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับเฟียต 500 รุ่น 1.4 Sport DOHC 16 วาล์ว 100 แรงม้า เกียร์ธรรมดาไร้แป้นคลัตช์ เน้นการชับใช้งานทั่วไป รวมไปถึงอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
รูปลักษณ์ย้อนยุค ดึงเอาจุดเด่นของเฟียต 500 รุ่นแรก มาผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างกลมกลืน มีทั้งเอกลักษณ์เดิมของเฟียต 500 ที่แค่มองผ่านๆ ก็รู้ได้ทันที และมีดีไซน์ที่โดดเด่นในสไตล์รถยนต์จากอิตาลี
ไฟหน้าดวงกลมพร้อมไฟเลี้ยวด้านบนเป็นไฟต่ำ ส่วนไฟสูงแยกมาติดตั้งด้านล่างต่ำลงมา กันชนหน้าและกระจังเป็นชิ้นเดียวกัน มีช่องดักลมขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ประกบข้างด้วยสปอตไลต์
ด้านข้างแอบดุด้วยโป่งล้อทั้ง 4 ที่มีขนาดใหญ่ รับกับล้อแม็กลายซี่ละเอียดพร้อมฝาครอบประทับตรา 500 ใส่ยาง 195/45/16 คันที่ทดสอบเพิ่มความหนึบและความสวยด้วยการเปลี่ยนสปริงโหลด กระจกมองข้างปรับไฟฟ้ายึดอยู่บนบานประตู มีไฟเลี้ยวข้างขนาดเล็กคล้ายรุ่นดั้งเดิม
ด้านท้ายออกแบบเป็นทรงแฮทช์แบ็ก 3 ประตู โคมไฟท้ายชิ้นเดียวทรงตั้ง ประตูบานท้ายเปิดขึ้นด้านบนทั้งชิ้น รวมกระจกหลังด้วย ปลายท่อไอเสียโครเมียมทรงแบน ให้สุ้มเสียงเร้าใจเกินตัว
มิติตัวถังกะทัดรัด มีความยาว 3,546 มิลลิเมตร กว้าง 1,627 มิลลิเมตร สูง 1,488 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร น้ำหนัก 930 กิโลกรัม |
| |
 |
| |
การตกแต่งภายใน เน้นความน่ารักด้วยทรงกลมของสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และระบบปรับอากาศบนคอนโซลกลาง คั่นกลางด้วยสวิตช์ 3 ใบเถา ประกอบด้วยสวิตช์ Sport ไฟฉุกเฉิน และไฟตัดหมอกหน้า/หลัง พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนัง มัลติฟังก์ชั่น มีสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์
มาตรวัดแพรวพราวทันสมัย และออกแบบให้เป็นทรงกลมเช่นกัน วงนอกสุดเป็นที่อยู่ของสัญญาณไฟเตือนระบบต่างๆ ถัดเข้ามาเป็นมาตรวัดความเร็ว เลขตัวใหญ่มีหน่วยเป็นไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนเลขตัวเล็กเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาขับก็อย่าเผลอมองตัวเลขวงนอก เดี๋ยวจะต้องจอดรถเถียงกับตำรวจเสียเปล่าๆ
ถัดเข้ามาวงในเป็นวัดรอบ ขีดแเดงเริ่มต้นที่ 6,000 รอบต่อนาที และตรงกลางเป็นจอเอนกประสงค์ แสดงข้อมูลได้หลายอย่าง ควบคุมด้วยสวิตช์บนก้านพวงมาลัย ซึ่งคันนี้เป็นสไตล์ยุโรป ไฟเลี้ยวอยู่ซ้าย ที่ปัดน้ำฝนอยู่ขวา มองรวมๆ อาจดูเรียบๆ ไม่มีปุ่มมากมาย แต่ซ่อนลูกเล่นไว้เพียบ
ดูจากภายนอกอาจคิดว่าเล็กจัด แต่ความจริงแล้วเบาะคู่หน้านั่งได้อย่างสบาย ผู้ขับและผู้โดยสารน้ำหนักรวมกัน 170 กิโลกรัม ก็ยังไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนเบาะหลังก็ไม่ได้อึดอัดคับแคบมากมายอะไร ลองไปนั่งก็ยังนั่งได้ การเข้า-ออกเบาะหลังแน่นอนว่าไม่สะดวกสบายเหมือนรถ 4 ประตู แต่ก็ไม่ทุลักทุเลแต่อย่างใด
เครื่องยนต์ 1,400 ซีซี DOHC 16 วาล์ว 100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 13.34 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบต่อนาที อาจดูน้อยไปนิด แต่อย่าลืมว่ารถหนักแค่ 930 กิโลกรัม อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักจึงไม่ขี้เหร่ ม้า 1 ตัวแบกน้ำหนักแค่ 9.3 กิโลกรัม ถ้ารวมคนขับก็เพิ่มเป็นแถวๆ 10 กิโลกรัม
อัตราเร่งเกินตัว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 10.5 วินาที ความเร็วปลายตามสเปค 182 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เท่าที่ทดลองขับ สภาพการจราจรเอื้ออำนวยให้ทำได้แถวๆ 160-170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้โหมด M กดคันเร่งไล่รอบไม่นานก็ทะลุ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว
เกียร์ของ เฟียต 500 1.4 Sport เป็นแบบธรรมดา ไร้แป้นคลัตช์ แบ่งเป็น 2 โหมด คือ A-Automatic และ M-Manual ในโหมด A เกียร์จะเปลี่ยนขึ้นและลงตามการใช้งาน แต่จะสังเกตว่าก่อนเกียร์จะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง จะมีอาการ ‘วูบ’ เล็กน้อย ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นเพราะระบบตัดการส่งกำลังชั่วครู่ หรือพูดง่ายๆ ว่าระบบ ‘เหยียบคลัตช์’ ให้ก่อนเปลี่ยนเกียร์นั่นเอง
วิธีขับให้ต่อเนื่องนุ่มนวลก็ไม่ยาก เมื่อจับจังหวะได้แล้วว่าเมื่อไรเกียร์จะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง ก็ให้ถอนเท้าขวาจากคันเร่งเล็กน้อย (เหมือนเกียร์ธรรมดา ที่เมื่อจะเปลี่ยนเกียร์ต้องถอนเท้าขวาจากคันเร่ง) เกียร์ก็จะเปลี่ยนได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีอาการวูบ
ในโหมด M ก็ใช้วิธีเดียวกัน คือ ก่อนดึงคันเกียร์ลงไปที่ตำแหน่ง + ให้ถอนเท้าขวาจากคันเร่งก่อน แต่การกะจังหวะเปลี่ยนเกียร์จะทำได้ง่ายว่าโหมด M เพราะเราย่อมรู้ตัวว่าจะเปลี่ยนเกียร์เมื่อไร ทดลองลากรอบสูงๆ แล้วเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงโดยยกเท้าขวาก่อน ก็พบว่าเกียร์เปลี่ยนได้นุ่มนวลดี |
| |
 |
| |
เนื่องจากเป็นเกียร์ธรรมดา จึงไม่มีตำแหน่งเกียร์ P-Park และถ้าดันคันเกียร์ขึ้นไปตำแหน่งบนสุดจะเป็นเกียร์ N หรือเกียร์ว่าง ถ้าจอดบนเนินลาดชันจึงต้องดึงเบรกมือช่วย และเมื่ออยู่ในเกียร์เดินหน้าแล้วจอดบนทางลาดชัน เมื่อยกเท้าจากแป้นเบรก รถจะไหลถอยหลังเล็กน้อย ต่างจากเกียร์อัตโนมัติทั่วไป การใช้งานต้องระวังในจุดนี้ด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจะทำเกียร์ธรรมดาไร้แป้นคลัตช์มาให้ยุ่งยากทำไม ทำเกียร์อัตโนมัติแบบปกติ ให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าหรือ...ตอบได้ว่า เกียร์แบบนี้มีไว้เพื่อเล่นสนุกกับการเปลี่ยนเกียร์ได้ใกล้เคียงเกียร์ธรรมดาแบบมีคลัตช์ แต่ไม่ต้องเมื่อยขาซ้ายเพื่อเหยียบคลัตช์ และถ้าใช้โหมด A จนชำนาญ ก็แทบไม่แตกต่างจากเกียร์อัตโนมัติทั่วไป
เกียร์รุ่นนี้เป็นแบบ 5 จังหวะ ในโหมด M ถ้าเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงที่ความเร็วต่ำ เกียร์จะไม่ยอมเปลี่ยนให้ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำที่ความเร็วสูง ซึ่งเกียร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนให้เช่นเดียวกัน หลังจากทำความคุ้นเคยกับเกียร์แล้ว จึงทดลองอัตราเร่ง พบว่าอยู่ในระดับเดียวกับรถคอมแพ็กต์เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี โดยเฉพาะถ้าใข้โหมด M รักษารอบไว้แถวๆ 4,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป พร้อมกับเปิดใช้โหมด Sport การตอบสนองจะฉับไวมาก
ช่วงล่างอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัตพร้อมเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้า และคานบิดที่ด้านหลัง ทั้งความรู้สึกและสุ้มเสียง บ่งบอกถึงความหนักแน่นสไตล์ยุโรป แม้จะเป็นรถรุ่นจิ๋ว แต่คันนี้ค่อนข้างแข็งกว่าปกติเพราะโหลดมา แต่ก็แลกมาด้วยความสนุกเมื่อขับบนทางเรียบ
การเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน ให้ความเฉียบคมฉับไว ลองไล่ไปตามโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงกว่าปกติเล็กน้อย ก็ไม่รู้สึกว่าต้องออกแรงต่อสู้แต่อย่างใด แต่ถ้าเจ้าของเป็นคุณผู้หญิงร่างบอบบาง (ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือกลุ่มเป้าหมาย) คงบ่นกับความแข็งของคันที่ทีมงานมอเตอร์ทริเวียได้ทดลองขับแน่ๆ ส่วนรุ่นพื้นฐานที่ไม่ได้โหลด มีความนุ่มนวลมากกว่านี้เยอะ
อัตราสิ้นเปลืองในเมือง ถ้าขับเรื่อยๆ และรถไม่ติดมาก จะได้แถวๆ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าซัดบ่อยๆ ก็จะซดมากขึ้นตามสัดส่วน เฉลี่ยแล้วน่าจะอยู่แถวๆ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมันจุ 35 ลิตร เติมเต็มถังประมาณ 1,000 บาท คนซื้อรถระดับนี้คงไม่บ่น
สนใจชมตัวจริงหรือทดลองขับ ติดต่อที่ศูนย์ Autostella ตามแผนที่แนบ หรือโทร. 08-4999-6006 / 08-6385-1593 / 08-1426-9416 • |
| |
 |
| |
|
|
|