| |
|
| Saturday, 22 May, 2010 0:42 AM |
|
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : วราห์ หัสรังค์ |
|
นอกเหนือจากซีดานขนาดกลาง เอสยูวี และ สปอร์ตแฮทช์แบ็ค ที่ราคาแตะ 2 ล้านบาทแล้ว วอลโว่ยังมีรถรุ่น ‘เรียกลูกค้า’ นั่นคือ วอลโว่ เอส40 คอมแพ็กต์ซีดาน และ วี50 สเตชั่นแวกอน ราคา 1.799 ล้านบาท เพื่อเป็นการเริ่มต้นที่ง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่อยากสัมผัส หรืออยากลองใช้รถยนต์ยุโรป
ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับรุ่น เอส40 ซึ่งเป็นซีดานกึ่งสปอร์ตกึ่งหรู เครื่องยนต์เบนซิน 2,000 ซีซี มาพร้อมเกียร์ Powershift 6 จังหวะ ซึ่งระบุว่ามีการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล รวดเร็ว และแม่นยำ ช่วยให้มีอัตราเร่งที่ดี และช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง จะเป็นจริงแค่ไหน ต้องติดตาม
|
| |
 |
| |
ภายนอกมีเอกลักษณ์
นับเป็นความสำเร็จของวอลโว่ ที่พลิกโฉมจาก ‘กล่องติดล้อ’ เพื่อสื่อถึงความแข็งแกร่ง มาเป็นรถยนต์ที่มีความโค้งมนกลมกลืน โดยที่ภาพลักษณ์เรื่องความแข็งแรงปลอดภัยก็ไม่ได้ลดลงเลย โดยในยุคหลังๆ มีการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และใส่ไว้ในรถยนต์ทุกรุ่นทุกแบบ
เช่นเดียวกับ เอส40 ซีดานที่มีทั้งความหรูหราและความสปอร์ต ด้านหน้าออกแบบให้กันชนและขอบกระจังเป็นชิ้นเดียวกันจึงดูต่อเนื่อง บังโคลนหน้าโอบขึ้นมาถึงด้านบน ฝากระโปรงหน้าจึงถูกบีบให้เป็นทรงแคบ ด้านล่างของกันชนติดตั้งสปอตไลต์ทรงกลม เติมความหรูด้วยขอบกระจังโครเมียม
|
| |
 |
| |
 |
| |
 |
| |
แนวเส้นหลังคาเกือบเป็นทรงครึ่งวงกลม ช่วงกลางแทบไม่มีส่วนแบนเรียบ จึงดูลู่ลมสไตล์สปอร์ตต่อเนื่องจากด้านหน้าจรดด้านท้าย ตัวถังด้านข้างมีเส้นเว้าทำให้ดูแข็งแรง กระจกมองข้างติดตั้งทั้งไฟเลี้ยว ไฟส่องพื้น และกล้องสำหรับระบบ BLIS หรือ Blind Spot Information System พร้อมกระจกมุมกว้าง ตรงนี้ถ้าโดนเฉี่ยวเสียหายคงหลายบาท
ด้านท้ายมองแว่บเดียวก็รู้ว่าเป็นวอลโว่ ด้วยไฟท้ายทรงเว้าเข้ากับแนวตัวถัง ฝากระโปรงท้ายเปิดได้จรดแนวกันชนและมีช๊อกอัพช่วยผ่อนแรง มีแถบสะท้อนแสงที่มุมกันชนซ้าย-ขวา ปิดท้ายด้วยล้อแม็กรุ่น Cordelia ขนาด 6.5 x 16 นิ้ว พร้อมยาง 205/55 R16
ห้องโดยสารหรูมีสไตล์
กุญแจของ เอส40 เป็นแบบชิ้นเดียวและมีรีโมทในตัว ควบคุมการล็อก-ปลดล็อก เปิดไฟส่องสว่างทั้งภายนอกและภายใน และเป็นแบบ Keyless สามารถล็อกและปลดล็อกโดยไม่ต้องใช้กุญแจ รวมทั้งสตาร์ตเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ แต่ต้องมีฝาครอบรูกุญแจอีกชิ้น เพื่อหมุนสตาร์ต
แม้ภายนอกจะออกแบบให้ดูสปอร์ตทะมัดทะแมง แต่ภายในกลับเน้นความหรูหราด้วยเบาะนั่งและแผงข้างประตูโทนสีอ่อน ส่วนแผงหน้าปัดก็ออกโทนสีน้ำตาล บุภายในให้สัมผัสที่นุ่มนวล มีเฉพาะพวงมาลัย หัวเกียร์ กรอบมาตรวัด และอุปกรณ์อื่นอีกเล็กน้อยที่เป็นสีดำ เพื่อลดแสงสะท้อน บางชิ้นส่วนเป็นพลาสติกแข็งซึ่งดูไม่น่าเกลียด เพราะมีการปั๊มลายให้ดูกลมกลืน
|
| |
 |
| |
พวงมาลัยทรงสวยแบบ 3 ก้าน มีสวิตช์ควบคุมระบบครูสคอนโทรลที่ฝั่งซ้าย และเครื่องเสียงที่ฝั่งขวา วงพวงมาลัยหุ้มหนัง ตัววงมีความอ้วนกำลังดี แต่เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ไปนิด มีข้อดีคือ เบาแรงเวลาหมุน แต่ดูแล้วสปอร์ตน้อยไปหน่อย และสามารถปรับได้ 4 ทิศทาง
ชุดมาตรวัดเป็นอีกจุด ที่วอลโว่สร้างเอกลักษณ์เอาไว้ ทั้งรูปแบบตัวอักษรหรือ Font และการจัดวาง มาตรวัดหลักทรงกลมคือความเร็วและรอบเครื่องยนต์มีขนาดเท่ากัน ด้านล่างเป็นมาตรวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง และอุณหภูมิ ส่วนรอบนอกเป็นที่อยู่ของสัญญาณไฟเตือนระบบต่างๆ
แทรกกลางระหว่างมาตรวัดหลักด้วยจอดิจิตอล 2 ชุด ด้านล่างเป็นมาตรวัดระยะทาง 2 ทริป และบอกตำแหน่งเกียร์ ส่วนด้านบนเป็นจอแสดงข้อมูลการขับ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยและ Real Time ความเร็วเฉลี่ย ตัวอักษรเตือนประตูปิดไม่สนิท และอื่นๆ
ข้อมูลที่แสดงในจอด้านบน ควบคุมผ่านก้านบนคอพวงมาลัยฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นไฟเลี้ยวด้วย ส่วนก้านฝั่งขวาเป็นที่ปัดน้ำฝน ส่วนสวิตช์ควบคุมไฟหน้า ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง สวิตช์ปรับความสว่างไฟหน้าปัด และสวิตช์เปิดฝาถังน้ำมัน แยกไปรวมอยู่ด้วยกันบนแผงหน้าปัดฝั่งขวา
|
| |
 |
| |
ที่เท้าแขนฝั่งผู้ขับติดตั้งสวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้า และกระจกส่องข้างซึ่งปรับทิศทางและพับเก็บด้วยไฟฟ้า เวลาจะพับให้กดสวิตช์เลือกข้างซ้าย-ขวาพร้อมกัน เป็นการออกแบบที่เข้าท่า เพราะไม่ต้องมีสวิตช์พับกระจกแยกอีกอันหนึ่ง
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของวอลโว่รุ่นใหม่ๆ คือ คอนโซลกลางแบบบาง ติดตั้งชุดเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศ ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมดูไฮเทค ตัดกับปุ่มสีดำที่จัดวางอยู่ตรงกลาง และมีสวิตช์สำหรับเข้าไปเซต ระบบอำนวยความสะดวกของรถได้ เช่น พับกระจกเมื่อล็อกรถ เปิดไฟหน้าค้างไว้กี่วินาทีหลังล็อกรถ เพื่อช่วยส่องนำทางในที่มืด และอื่นๆ การใช้งานไม่ยุ่งยากถึงขนาดต้องอ่านคู่มือ ลองเล่นไม่นานก็ใช้งานได้แล้ว
|
| |
 |
| |
เมื่อคอนโซลกลางเป็นแบบบาง ด้านหลังคอนโซลจึงถูกออกแบบให้เป็นหลุมวางของที่มีความลึกพอสมควร ใช้วางโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ได้ และตอนกลางคืนก็มีไฟส่องสว่างดวงเล็กๆ ไม่รบกวนสายตาผู้ขับให้ด้วย คอนโซลกลางผลิตจากอะลูมิเนียมชิ้นเดียว ยาวต่อเนื่องลงมาเป็นคอนโซลเกียร์ ซึ่งมีกรอบวงในเป็นสีดำ มีแค่ตำแหน่ง P R N และ D เมื่อดันคันเกียร์ไปทางซ้ายจะเข้าสู่โหมด M-Manual +/-
ต่อจากคอนโซลกลางเป็นสวิตช์เปิด-ปิดระบบ BLIS และช่องจ่ายไฟฟ้า 12 โวลต์ ต่อเนื่องด้วยที่เก็บของแบบมีฝาเลื่อนปิดแ ละหลุมใส่เหรียญ ที่เท้าแขนตรงกลางมีฝาปิด ด้านบนหุ้มหนัง เบาะหลังมีลูกเล่นเป็นตาข่ายใส่ของกระจุกกระจิก มีที่เท้าแขนตรงกลางซึ่งมีที่วางแก้วน้ำ และที่เก็บของพร้อมฝาปิดในตัว คันเบรกมือถูกติดตั้งไว้ฝั่งซ้ายติดกับผู้โดยสารด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้ลดความสะดวกในการใช้งานแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ใช้บ่อยๆ
เบาะคู่หน้าปรับทิศทางด้วยไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมี 3 หน่วยความจำ เบาะหลังแยกพับได้โดยพับเบาะนั่งกระดกไปด้านหน้า ถอดหมอนรองศีรษะแล้วจึงพับพนักพิงลงมา เบาะหลังแม้มีหมอนรองศีรษะและเข็มขัดนิรภัย 2 จุดสำหรับผู้โดยสารตรงกลางมาให้ แต่จากการทดลองนั่งดูก็พบว่า นั่งไม่ถนัดนัก เดินทางใกล้ๆ พอไหว แต่ถ้านั่งยาวๆ คงต้องสลับกับคนข้างๆ บ้าง
ส่วนตำแหน่งนั่งปกติฝั่งซ้าย-ขวา พื้นที่ด้านข้างมีพอสมควรไม่อึดอัด แต่ถ้าผู้โดยสารตัวสูงมากๆ อาจมีปัญหาศีรษะติดเพดาน ผมสูง 165 เซ็นติเมตร นั่งหลังแนบพนักพิง ศีรษะยังเฉี่ยวๆ ถ้าตัวสูงกว่านึ้คงต้องนั่งท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน และเนื่องจากหมอนรองศีรษะด้านหลังทั้ง 2 ตำแหน่ง ไม่สามารถเลื่อนให้จมลงไปในพนักพิงได้ จึงบดบังทัศนวิสัยด้านหลังไปบ้าง
ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายช่วงที่ไม่ติดซุ้มล้อจะมีความกว้างเหลือเฟือเช่นเดียวกับความลึก ช่องที่ทะลุไปยังห้องโดยสารก็กว้างขวาง เมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถล้วงหยิบของจากด้านหลังได้สะดวก
ระบบความปลอดภัยครบครันทั้งแอร์แบ็กคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย เข็มขัดนิรภัยปรับระดับอัตโนมัติตามสรีระ และที่น่าสนใจคือ ระบบ BLIS หรือ Blind Spot Information System ติดตั้งกล้องไว้ที่กระจกส่องข้าง และมีไฟเตือนที่มุมกระจกซ้าย-ขวาในห้องโดยสาร เมื่อมีรถอยู่ในจุดบอดด้านข้างจะมีไฟเตือนสว่างขึ้น ช่วยลดอุบัติเหตุจากการเปลี่ยนเลนได้
|
| |
 |
| |
เครื่องยนต์หน้าตาคุ้นๆ
วอลโว่ เอส40 และ วี40 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2,000 ซีซี เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมาจะเห็นฝาครอบเครื่องยนต์หน้าตาคุ้นๆ เพราะใช้ร่วมกับ มาสด้า 3 รุ่น 2.0 นั่นเอง มีความจุ 1,999 ซีซี กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 18.85 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบุว่าใช้เบนซิน 95 หรือแก๊สโซฮอล์ E10 ได้
เครื่องยนต์ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไฮไลต์จึงอยู่ที่ระบบส่งกำลังแบบ Powershift 6 จังหวะ ปรับตามสไตล์การขับ พร้อม Geartronic มีโหมด +/- ให้ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์เองได้ ซึ่งผมมีโอกาสทดลองเกียร์รุ่นนี้ใน ฟอร์ด โฟกัส ดีเซล เมื่อไม่นานมานี้ จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เปรียบเทียบกัน
ในการใช้งานปกติเกียร์ชุดนี้ให้ความนุ่มนวลเป็นที่น่าพอใจ ขับคลานๆ ในความเร็วต่ำ และเปลี่ยนขึ้นสู่ความเร็วสูง การเปลี่ยนเกียร์ทำได้ต่อเนื่องและฉับไว เช่นเดียวกับการคิ๊กดาวน์เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ แม้บางครั้งเปลี่ยนลงถึง 2 จังหวะ ก็ไม่รู้สึกกระตุกหรือกระชากรุนแรง เป็นเกียร์ที่มีการทำงานนุ่มนวลมาก
บางครั้งเมื่อลดความเร็วลง จะรู้สึกว่าตัวรถมีอาการหน่วงๆ นั่นเพราะเกียร์เปลี่ยนลงต่ำให้เหมาะสมกับความเร็ว เมื่อกดคันเร่งใหม่รถก็จะพุ่งทันที ต่างจากเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน ที่ต้องรอให้กดคันเร่งก่อน เกียร์จึงจะเปลี่ยนลงต่ำให้
|
| |
 |
| |
ถ้าจะขับแบบ ‘เอามัน’ ก็ต้องเลี้ยงรอบให้สูงไว้นิดๆ ตามนิสัยของเครื่องยนต์ ตรงนี้โหมด Geartronic ช่วยได้ รักษารอบไว้แถวๆ 3,000-4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่งก็จะมาแบบติดเท้า กดคันเร่งไม่ต้องลึก รถก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสึกหรอ และอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้นด้วย
หลังจากคุ้นเคยกับรถแล้ว ก็ไปวัดอัตราเร่ง ทำเหมือนเดิม คือ จอดรถชิดขอบทาง เข้าเกียร์ D ใช้เท้าขวาเหยียบเบรก จากนั้นเมื่อถนนว่างก็ยกเท้าขวามากดคันเร่งมิดแช่ไว้ ค่อยๆ ประคองรถเข้าเลนให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด กดคันเร่งสุดกระทั่งได้ระยะทางเกิน 1 กิโลเมตรถือว่าสิ้นสุดการทดสอบ
ในบางรอบที่ทดสอบ ถ้าพบว่าถนนโล่งและปลอดภัยก็จะกดคันเร่งไปต่อ สำหรับครั้งนี้มีโอกาสนอนคันเร่ง ได้ความเร็วสูงสุดจากเครื่องมือ ไม่ใช่จากชุดมาตรวัด 203.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใกล้เคียงกับสเปคที่ระบุไว้ 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สเปคระบุ 9.8 วินาที ต่างกันวินาทีกว่าๆ
|
|
| อัตราเร่ง (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
|
| 0-60 |
5.3 |
|
| 0-100 |
11.1 |
|
| |
|
|
| ระยะทาง (เมตร) |
เวลา (วินาที) |
ความเร็ว (กม./ชม.) |
| 0-100 |
7.9 |
81.5 |
| 0-200 |
11.8 |
103.7 |
| 0-400 |
17.9 |
130.4 |
| 0-1000 |
32.2 |
167.4 |
| |
|
|
| อัตราเร่งแซง (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
|
| 40-120 |
12.0 |
|
| 40-140 |
17.6 |
|
| 80-120 |
7.4 |
|
| 80-140 |
12.8 |
|
|
|
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว จึงลองใช้โหมด Geartronic พบว่าเมื่อลากรอบไปแตะขีดแดงแล้ว แม้จะไม่ดึงคันเกียร์ไปตำแหน่ง + เพื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์สูง เกียร์ก็จะเปลี่ยนให้เองอยู่ดี และไม่ตัดรอบ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สะดุด ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เพราะถ้าอยู่ในโหมด M กำลังเร่งแซงแล้วลืมเปลี่ยนเกียร์ขึ้น รอบตัดเครื่องยนต์สะดุด อาจเกิดอันตรายขึ้นได้
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่ถึงขั้นหรูหรา ขับทางไกลได้ประมาณ 13 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ต้องใช้ความตั้งใจมากหน่อย รักษาความเร็วไม่ให้เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตรงนี้ครูสคอนโทรลช่วยแบ่งเบาไปได้มาก แต่อย่าลืมว่าในการทดสอบ สามารถเลือกเส้นทางและเวลาได้ ว่าจะไปถนนเส้นที่โล่ง และในช่วงเวลาที่มีรถน้อยได้ จึงใช้ครูสคอนโทรลได้ยาวๆ แต่ในการใช้งานจริงไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป
ส่วนการใช้งานในเมืองก็ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร ถ้าติดขัดมากๆ ก็จะเห็นเลขตัวเดียว และถ้าโล่งหน่อย กดคันเร่งเนียนๆ ตัวเลข 11-12 ก็จะโผล่มาให้ใจชื้นได้บ้าง
|
| |
 |
| |
ช่วงล่างนุ่มหนึบได้ใจ
วอลโว่ เอส40 ใช้ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์ ให้ความรู้สึกหนึบแน่นสไตล์ยุโรป และมีความนุ่มนวลให้สัมผัสได้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะล้อและยางขนาด 205/55/16 ที่ช่วยดูดซับแรงสะเทือนไปได้มาก แม้จะดูหล่อน้อยไปหน่อยก็ตาม
ในการใช้งานทั่วไปมีความนุ่มนวล แต่ไม่ยวบยาบ แม้ในบางจังหวะอาจรู้สึกว่าแข็งไปบ้าง แต่ก็ยังมีความยืดหยุ่น ไม่ได้แข็งกระด้างสะเทือนแบบรถตัดสปริง เสียงการทำงานของช่วงล่างหนักแน่น พวงมาลัยหนืดกำลังเหมาะ และตอบสนองได้แม่นยำฉับไวดี อารมณ์คล้ายๆ มาสด้า3 ที่สุภาพกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังให้ความแม่นยำเพียงพอสำหรับการเข้าโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงกว่าปกติ
|
| |
 |
| |
การขับด้วยความเร็วสูง ตัวรถมีความมั่นคงไม่วูบวาบ ช่วงยืดและยุบตัวค่อนข้างกระชับ จึงควบคุมรถได้ง่าย ขับผ่านสะพานเตี้ยๆ ที่คอสะพานไม่ทรุดด้วยความเร็วระดับ 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้โดยตัวรถไม่ออกอาการผิดปกติ และไหลไปถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้โดยไม่เครียด แถมด้วยตัวช่วย DSTC ซึ่งแม้จะปิดการทำงานได้ แต่ก็ไม่ควรทำ
ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อมาพร้อมเอบีเอสป้องกันล้อล็อก อีบีดีกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ และอีบีเอช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติ ตลอดการทดสอบไม่พบปัญหาหรือทีท่าว่าจะเบรกไม่อยู่ การทำงานสัมพันธ์กับแรงเหยียบ จึงกะน้ำหนักในการเบรกได้ง่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับ การใช้งานทั่วไปอาจไม่รู้สึกพิเศษ แต่ถ้าได้ลองเหยียบเบรกแบบรุนแรง จะรู้ว่าเบรกชุดนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิด
|
| |
 |
| |
สรุป
วอลโว่ เอส40 Powershift น่าจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการรถยนต์ขนาดคอมแพ็กต์ ไม่เทอะทะ มีความคล่องตัว มีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ระบบกันสะเทือนและระบบเบรกมาตรฐานยุโรป เครื่องยนต์ตอบสนองการใช้งานทั่วไป ได้อย่างเพียงพอ มีความนุ่มนวลราบเรียบด้วยเกียร์ Powershift 6 จังหวะ และที่สำคัญคือ ความคุ้มค่าด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก เมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่ได้มา และราคาของคู่แข่งในระดับเดียวกัน •
• ขอขอบคุณ : บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถทดสอบ • |
|
| Volvo S40 Gallery : CLICK TO ENLARGE |
| |
|
|
• แบบตัวถัง ซีดาน 4 ประตู
• มิติตัวถัง ย x ก x ส 4,476 x 1,770 x 1,454 มิลลิเมตร
• ฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร
• ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,535/1,531 มิลลิเมตร
• น้ำหนัก 1,369 กิโลกรัม
• แบบเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
• ความจุ 1,999 ซีซี
• กระบอกสูบ x ช่วงชัก 87.5 x 83.1 มิลลิเมตร
• อัตราส่วนการอัด 10.8:1
• กำลังสูงสุด 145แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
• แรงบิดสูงสุด 18.85 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบต่อนาที
• ระบบส่งกำลัง Powershift 6 จังหวะ Geartronic
• ระบบขับเคลื่อน ล้อหน้า
• ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์
• ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง
• ระบบกันสะเทือนหลัง มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
• ระบบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน/ดิสก์ พร้อมเอบีเอส อีบีดี และอีบีเอ
• ผู้จำหน่าย บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
• โทรศัพท์ 0-2319-9820-3
• เวบไซต์ www.volvocars.com/th •
|
|
|
| |
|
| |
|
| |