July 20, 2016
Motortrivia Team (7383 articles)

Mercedes E 220d AMG Dynamic 360 กม. ดีที่สุด 17.8 กม./ลิตร


เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ • ภาพ : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย

 

  หลังเปิดตัวสู่ตลาดโลกที่ ดีทรอยต์ออโต้โชว์ ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็เปิดตัว อี-คลาส โฉมใหม่โมเดลเชนจ์ อย่างฉับไวที่ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ บุกตลาดด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ 4 สูบ 2,000 ซีซี 194 แรงม้า แรงบิด 40.7 กก.-ม. ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ 9G-TRONIC แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย E 220 d Exclusive ราคา 3.99 ล้านบาท และ E 220 d AMG Dynamic ราคา 4.79 ล้านบาท ล่าสุดจัดทดสอบแบบกลุ่มด้วยรถรุ่น E 220 d AMG Dynamic ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย ได้ร่วมทริป กรุงเทพฯ-สัตหีบ ระยะทางรวมประมาณ 360 กิโลเมตร

  เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส โฉมล่าสุด เจนเนอเรชั่นที่ 10 มีรหัสตัวถัง W213 พัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ร่วมกับซี-คลาส และเอส-คลาส ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.23 นับเป็นอี-คลาส ที่ปราดเปรียวที่สุดเท่าที่เคยมีมา อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมระบบ Active Light ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ระบบช่วยถอยจอดและออกจากช่องจอดแบบเต็มระบบ ควบคุมทั้งพวงมาลัยและเกียร์ ชุดจอแสดงผลและจอที่คอนโซลกลาง ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว และชุดไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารปรับสีได้ 64 สี

ภายในหรูหราล้ำสมัย

  การทดสอบเริ่มต้นที่โรงแรมสุโขทัย ได้รับเกียติจาก มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวต้อนรับ จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าจุดพักรถมอเตอร์เวย์ ช่วงแรกรับหน้าที่เป็นผู้โดยสารด้านหน้า จึงได้ลองเล่นระบบต่างๆ ตลอดระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร ภายในของอี-คลาส ใหม่ ออกแบบในโทนเดียวกับซี-คลาส และเอส-คลาส ที่เคยได้ทดลองขับมาก่อนหน้านี้ จุดเด่นอยู่ที่ชุดมาตรวัดและหน้าจอที่คอนโซลกลาง ซึ่งออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกัน เหมือนนำ Tablet มาวางตะแคงต่อกัน 2 เครื่อง

ชุดมาตรวัดเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ และปรับแต่งการแสดงผลระบบย่อยได้อีก ควบคุมการทำงานด้วยสวิตช์แบบ Touch Pad บนพวงมาลัย หน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง ทั้งภาพกราฟิกและภาพจริงจากกล้องมองหลังจึงมีความคมชัดสวยงาม

  ชุดมาตรวัดเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ และปรับแต่งการแสดงผลระบบย่อยได้อีก ควบคุมการทำงานด้วยสวิตช์แบบ Touch Pad บนพวงมาลัยฝั่งขวา ส่วนจอที่คอนโซลกลางเป็นศูนย์กลางการควบคุมและเป็นหน้าจอแสดงผลระบบต่างๆ ของรถ สั่งงานได้ทั้งจาก Touch Pad หรือปุ่ม COMMAND ระหว่างเบาะคู่หน้า ที่ติดตั้งแทนตำแหน่งคันเกียร์ซึ่งย้ายไปอยู่บนคอพวงมาลัยฝั่งขวา หรือจะสั่งงานผ่าน Touch Pad บนพวงมาลัยฝั่งซ้ายก็ได้ หน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว มีความละเอียดสูง ทั้งภาพกราฟิกและภาพจริงจากกล้องมองหลังจึงมีความคมชัดสวยงาม พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้าน ขอบล่างตัดตรง ปรับทิศทางด้วยไฟฟ้า เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า มีที่รองต้นขาและที่ดันหลังปรับไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ 3 ตำแหน่ง สัมพันธ์กับพวงมาลัยและกระจกมองข้าง ซันรูฟไฟฟ้า และเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นจาก Burmaster

  จากจุดพักรถมุ่งหน้าร้านอาหารกลางวัน The Glass House ทีมงานมอเตอร์ทริเวียรับหน้าที่เป็นผู้ขับ ปรับเบาะนั่งและพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว รู้สึกว่าปีกเบาะที่พนักพิงสูงไปนิด ทำให้เฉี่ยวๆ กับแถวข้อศอกในบางจังหวะที่หมุนพวงมาลัย หมอนรองศีรษะปรับสูง-ต่ำด้วยไฟฟ้า และปรับใกล้-ไกลได้ด้วยระบบกลไก พื้นที่ห้องโดยสารด้านหน้าอยู่ในระดับพอดีตัวทั้งด้านกว้างและด้านสูง ไม่กว้างขวางเหลือเฟือ แต่ก็ไม่อึดอัดหรือคับแคบ

  ปรับเบาะต่ำหน่อยตามความถนัดก็ยังให้ทัศนวิสัยรอบคันที่ดี ขับได้อย่างมั่นใจด้วยระบบเซนเซอร์รอบคัน พร้อมระบบสังเคราะห์ภาพให้เป็นแบบ Bird Eye View เมื่อขับเดินหน้าหรือถอยหลังในที่แคบ ช่วยให้การเดินหน้าหรือถอยหลังเข้าจอดทำได้ง่าย จอดได้กึ่งกลางช่องจอดขนานกับเส้นแบ่งช่องจอด ส่วนขณะถอยหลังก็เพิ่มเติมด้วยกล้องมองหลังมุมกว้าง ทำให้เห็นรถที่มาจากด้านหลัง มีเส้นกะระยะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ ช่วยให้การถอยหลังเป็นเรื่องง่าย

แรงและประหยัด นุ่มนวลและตอบสนองดี

  E 220 d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ รหัส OM 654 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,950 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิด 40.76 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ประหยัดและมีมลพิษน้อยกว่าเครื่องยนต์รุ่นเดิม 13 เปอร์เซนต์ เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยไว้ที่ 25.6 กิโลเมตรต่อลิตร กระบอกสูบเคลือบ NANOSLIDE ลดความฝืด เสื้อสูบและฝาสูบผลิตจากอะลูมิเนียม ตัวเครื่องยนต์จึงมีน้ำหนักเพียง 168.4 กิโลกรัม ใช้ระบบหัวฉีดคอมมอนเรล เจนเนอเรชั่นที่ 4 แรงดัน 2,000 บาร์ มาพร้อมระบบบำบัดไอเสีย AdBlue ทำให้มีคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในไอเสียต่ำเพียง 102 กรัมต่อกิโลเมตร ผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO6

  จากจุดพักรถไปร้านอาหารกลางวัน ระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร เริ่มเซต 0 ข้อมูลการขับใหม่ก่อนออกเดินทาง เห็นว่ารถน้อย ถนนค่อนข้างโล่งจึงลองอัตราเร่ง รู้สึกว่าเร่งได้ทันใจพอสมควร ความเร็วเพิ่มขึ้นนุ่มนวล ไม่ถึงกับดึงหลังติดเบาะ แต่มาแบบแน่นๆ และต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องลากรอบสูงจัด แค่ 2,500-3,500 รอบต่อนาที ก็เหลือเฟือแล้ว แม้เกียร์ 9 จังหวะ มีอัตราทดค่อนข้างชิด แต่ก็พอจะเร่งในเกียร์เดิมได้ด้วยการค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักในการกดคันเร่ง ในโหมดเกียร์ D มีเลขบอกตำแหน่งเกียร์ต่อท้ายด้วย และเมื่อดึง Paddle Shift จะเข้าโหมด M ซึ่งในโหมดนี้ยังสามารถคิ๊กดาวน์ได้อยู่ ถ้าต้องการกลับไปโหมด D ให้ดึง Paddle Shift + ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที

เกียร์ 9 จังหวะ ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลฉับไว ทั้งในโหมด D และ M และฉลาดพอตัว จะไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ถ้ายังไม่ถึงรอบที่เหมาะสม และมีการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเมื่อลดความเร็วลง สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์ที่ตวัดขึ้นเล็กน้อยขณะเบรก แต่ตัวรถไม่ได้ถูกดึงรุนแรงจนขาดความสบาย อัตราทดที่ค่อนข้างชิด ทำให้เร่งได้ต่อเนื่องนุ่มนวล

  นอกจากนี้ยังสามารถเลือกโหมดการขับได้ทั้ง Eco, Comfort, Sport และ Sport+ โดยแต่ละโหมดจะปรับในส่วนของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และพวงมาลัย พิเศษด้วยโหมด Individual ให้ผู้ขับเลือกปรับแต่ละส่วนเองตามความชอบ โดยส่วนตัวแล้วโหมด Comfort ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป เพราะเครื่องยนต์มีแรงบิดสูงอยู่แล้ว จึงตอบสนองได้ดี และยังคงมีความนุ่มนวลขับง่าย โดยโหมดการขับต่างๆ นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับความหนืดหรือความแข็งของช่วงล่างแต่อย่างใด

  เกียร์ 9 จังหวะ ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลฉับไวตามคาด ทั้งในโหมด D และ M และฉลาดพอตัว จะไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ถ้ายังไม่ถึงรอบที่เหมาะสม และมีการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเมื่อลดความเร็วลง สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์ที่ตวัดขึ้นเล็กน้อยขณะเบรก แต่ตัวรถไม่ได้ถูกดึงรุนแรงจนขาดความสบาย อัตราทดที่ค่อนข้างชิด ทำให้เร่งได้ต่อเนื่องนุ่มนวล มีเกียร์ท้ายๆ ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ เดินทางที่ความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเกียร์ D9 เครื่องยนต์หมุนแค่ 1,600 รอบต่อนาทีเท่านั้น ขับไปถึงร้านอาหาร ความเร็วเฉลี่ย 87 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 5.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 17.8 กิโลเมตรต่อลิตร ห่างไกลจากตัวเลขที่เคลมไว้ 25.6 กิโลเมตรต่อลิตร ดูจากความสามารถของเครื่องยนต์แล้วน่าจะทำได้ แต่ต้องใช้ความเร็วต่ำกว่านี้ และรักษาความเร็วให้ต่อเนื่องกว่านี้

นุ่มสบาย ไว้ใจได้

  ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าปีกนก 2 ชั้น ด้านหลังมัลติลิงก์ ช๊อคแอ็บซอเบอร์มีระบบปรับความหนืดตามสภาพการขับ ไม่ได้ปรับด้วยระบบไฟฟ้า ช่วงล่างเซตมาค่อนไปทางนุ่มนวล ยางหน้าขนาด 245/40 R19 และยางหลัง 275/35 R19 ไม่ได้ทำให้ความสบายลดลง และไม่รู้สึกว่าสะเทือนมากมาย ยังคงขับใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องมือไวตาไวหน่อย และไม่ขับจี้คันหน้ามากเกินไป เพื่อจะได้หลบหลีกหลุมได้ทัน

  การขับด้วยความเร็วสูงบนทางเรียบตรง การเร่งแซงเปลี่ยนเลนกะทันหัน รวมทั้งการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินปกติไปบ้าง ช่วงล่างและยางชุดนี้รับมือได้สบาย ผู้ขับที่ชอบหรือเคยชินกับช่วงล่างแข็งๆ อาจรู้สึกว่าตัวรถมีการยุบตัวหรือโคลงมากไปนิด แต่ก็นับว่าคุ้มเมื่อแลกมาด้วยความนุ่มสบายในช่วงความเร็วที่ได้ใช้งานบ่อยๆ จะรู้สึกว่าช่วงล่างนุ่มไปนิดได้อย่างชัดเจนในช่วงลงคอสะพานด้วยความเร็วค่อนข้างสูง ตัวรถจะมีอาการยวบยาบขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะนิ่ง ถ้าเพิ่มความกระชับในจังหวะนี้ได้ก็จะดี แก้ไขเบื้องต้นด้วยการผ่อนคันเร่งชะลอความเร็ว

  พวงมาลัยเพาเวอร์มีระบบแปรผันน้ำหนักตามความเร็ว การหมุนพวงมาลัยทำได้อย่างราบเรียบต่อเนื่อง และมีการผ่อนแรงที่เหมาะสมกับการขับ ขณะจอดรถหรือขับความเร็วต่ำพวงมาลัยจะค่อนข้างเบา และจะหนักหนืดขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง ทำให้การขับทั้งบนทางตรง การเปลี่ยนเลน และการเลี้ยว มีความมั่นคง ไม่วูบวาบ ระบบเบรกไม่มีอะไรจะติ เพราะดีทั้งแรงเบรกที่หนักแน่นเหลือเฟือ และความสัมพันธ์ระหว่างแรงเหยียบที่เท้า กับแรงเบรกที่ล้อ

  จากร้านอาหารกลางวัน มุ่งหน้าทำกิจกรรมปล่อยปลาฉลามทราย ต่อเนื่องด้วยการเยี่ยมชมเรือรบจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนเดินทางกลับมีการสาธิตระบบช่วยจอดและช่วยออกจากช่องจอด Active Parking Assist เพียงกดปุ่มเปิดใช้งาน ระบบจะจัดการให้ทั้งหมด ตั้งแต่การคำนวณว่าพื้นที่จอดเพียงพอหรือไม่ จากนั้นจะนำรถเข้าจอดให้โดยอัตโนมัติ ผู้ขับไม่ต้องหมุนพวงมาลัย ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ไม่ต้องเหยียบคันเร่งและเบรก อาจจะดูหวาดเสียวไปนิดเพราะระบบจะเบรกรถให้ค่อนข้างใกล้ แต่จากการสาธิต 2-3 ครั้ง ระบบก็ทำงานเรียบร้อยสมบูรณ์ดี จอดได้ลึกในระนาบเดียวกับรถคันที่จอดอยู่ก่อนแล้ว

รุ่นไหน เลือกให้ดี

  เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 220 d AMG Dynamic แพงกว่ารุ่น Exclusive ถึง 800,000 บาท อุปกรณ์ของระบบความปลอดภัย ให้มาเท่ากันทั้ง 2 รุ่นย่อย นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ส่วนจุดที่แตกต่างกันคือ อุปกรณ์มาตรฐานทั้งภายนอกและภายใน หลักๆ ก็เช่น ไฟหน้า MULTI BEAM LED ที่มีระบบพ่วงตามมาด้วยมากมาย ชุดแต่งเพิ่มความสปอร์ตรอบคันจาก AMG และอุปกรณ์ด้านมัลติมีเดียบางรายการ จริงๆ อุปกรณ์ของรุ่น Exclusive ก็เหลือเฟือไม่ขาดแคลน เพียงแต่รุ่น AMG Dynamic จัดมาแบบเต็มเหนี่ยว ถามตัวเองให้แน่ใจว่าอยากได้อุปกรณ์ของรุ่น AMG Dynamic หรือไม่ ถ้าอยากได้และพร้อมก็ไม่ต้องลังเล เพราะรถระดับนี้ ความคุ้มค่า อยู่ที่ความพึงพอใจเป็นหลัก  

ขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

Specification: Mercedes-Benz E 220 d AMG Dynamic

–  แบบตัวถัง ซีดาน 4 ประตู
–  ยาว x กว้าง x สูง 4,923 x 1,852 x 1,468 มิลลิเมตร
–  ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,619/1,619 มิลลิเมตร
–  ฐานล้อ 2,939 มิลลิเมตร
–  น้ำหนัก 1,680 กิโลกรัม
–  แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบ
–  ความจุ 1,950 ซีซี
–  กระบอกสูบ x ช่วงชัก 82 x 92.3 มิลลิเมตร
–  อัตราส่วนการอัด 15.5:1
–  กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที
–  แรงบิดสูงสุด 40.76 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที
–  ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC
–  ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง
–  ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์
–  ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง
–  ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
–  ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์ พร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ
–  ผู้จำหน่าย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
–  โทรศัพท์ Star Assist 0-2205-7811 (24 ชั่วโมง) 0-2034-1000
–  เวบไซต์ www.mercedes-benz.co.th.


2016 Mercedes-Benz E 220 d AMG Dynamic


 

Hyundai Smart Deal