August 27, 2016
Motortrivia Team (6634 articles)

Honda Accord Hybrid TECH 300 กิโลเมตร 16 กิโลเมตร/ลิตร


เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ  •  ภาพ : ฮอนด้า ประเทศไทย

 

  ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด โฉมปัจจุบัน เจนเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวรุ่นไฮบริดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุดกระตุ้นตลาดด้วยรุ่นปรับโฉม เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน ขยับสมรรถนะจาก 199 เป็น 215 แรงม้า เพิ่มความปลอดภัยในระบบ Honda Sensing แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยเหมือนเดิม รุ่น HYBRID ราคาเท่าเดิม 1.659 ล้านบาท ส่วนรุ่น HYBRID TECH ราคา 1.849 ล้านบาท ลดลง 50,000 บาท เพิ่มความมั่นใจด้วยการประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

  ทิ้งช่วงจากการ เปิดตัวรุ่นปรับโฉม ไม่นาน ฮอนด้าก็จัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับรุ่นสูงสุด HYBRID TECH เส้นทางพัทยา-จันทบุรี ระยะทางรวมประมาณ 300 กิโลเมตร กับรูปแบบการขับที่หลากหลายทั้งในเมือง ทางโล่ง และทางคดเคี้ยว ลองระบบความปลอดภัย Honda Sensing และขาดไม่ได้กับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ได้จากการขับใช้งานจริง


จากซ้าย : มร. ชูจิ โอตาเกะ หัวหน้าวิศวกรผู้พัฒนา แอคคอร์ด ไฮบริด บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และนายสมภพ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด


ขยับสมรรถนะทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

  เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบ Atkinson Cycle เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC 2,000 ซีซี เพิ่มกำลังจาก 143 เป็น 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 16.8 ที่ 4,500 รอบต่อนาที เป็น 17.8 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามีการปรับปรุงเพิ่มความหนาแน่นของขดลวด ลดขนาดแม่เหล็ก และเพิ่มประสิทธิภาพของวงจรไฟฟ้า ตัวมอเตอร์มีขนาดและน้ำหนักลดลง 23 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มกำลังจาก 169 เป็น 184 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดเพิ่มจากเดิม 31.3 เป็น 32.1 กก.-ม. ที่ 0-2,000 รอบต่อนาที สมรรถนะรวมทั้งระบบเพิ่มจาก 199 เป็น 215 แรงม้า คาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 99 กรัมต่อกิโลเมตร ปรับปรุงการทำงานของ PCU หรือ High-Integration Power Control Unit พร้อมลดขนาดลง 23 เปอร์เซ็นต์ และลดน้ำหนักลง 27 เปอร์เซ็นต์

 

  ระบบไฮบริดของฮอนด้า Sport Hybrid i-MMD หรือ Intelligent Multi-Mode Drive ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถ 1 ตัว และอีกตัวทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 1.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ปรับปรุงชุด IPU หรือ Intelligent Power Unit ด้วยการลดขนาดแบตเตอรี่ลง 33 เปอร์เซ็นต์ ลดน้ำหนักลง 12.8 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การระบายความร้อนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งลดขนาดและน้ำหนักของตัวแปลงไฟฟ้าด้วย ส่งผลให้ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุเพิ่มขึ้นจาก 398 เป็น 424 ลิตร เพิ่มขึ้น 26 ลิตร และมีความลึกเพิ่มขึ้นจากเดิม 743 เป็น 830 มิลลิเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า หรือ E-CVT ระบบนี้เน้นให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำการขับเคลื่อนรถให้มากที่สุด แบ่งเป็น 3 โหมด คือ:

  1.  EV Drive Mode ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ เมื่อลดความเร็วระบบจะเปลี่ยนพลังงานเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่

  2.  Hybrid Drive Mode ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเครื่องยนต์ และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูง และเมื่อลดความเร็วเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน และมีการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่

  3.  Engine Drive Mode ขับเคลื่อนรถด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยชุดล็อคอัพคลัตช์ที่ติดตั้งในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์ และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง

เมื่อเงื่อนไขทุกอย่างพร้อม แบตเตอรี่มีไฟฟ้าเพียงพอ กดคันเร่งอย่างนุ่มนวล มีโหลดหรือภาระไม่มากนักและใช้ความเร็วไม่สูงมาก ระบบก็จะขับเคลื่อนด้วยโหมด EV แต่ก็ยังมีสวิตช์ EV แยกไว้ให้ ลองกดใช้งานดูแล้วรู้สึกว่าจะทำให้อยู่ในโหมด EV ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเลี้ยงคันเร่งมากนัก แต่ถ้ากดคันเร่งหนักๆ ก็จะตัดเป็นโหมดไฮบริดอยู่ดี


  Hybrid Drive Mode ของฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ต่างจากระบบไฮบริดแบบทั่วไปตรงที่ ไม่ได้ใช้กำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถ แต่ใช้ไฟฟ้าจากเจนเนอเรเตอร์ ที่ได้จากการหมุนของเครื่องยนต์ และไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ส่งไปให้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถ จึงไม่มีจังหวะที่มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ทำหน้าที่พร้อมกันในการขับเคลื่อนรถ

  การขับใช้งานในเมืองหรือที่ความเร็วต่ำ เครื่องยนต์และระบบไฮบริดตอบสนองได้อย่างทันใจ เพิ่มความเร็วได้อย่างทันท่วงทีเมื่อกดคันเร่ง ส่วนการเร่งแซงที่ความเร็วปานกลางถึงความเร็วสูงก็ทำได้ดีเช่นกัน โหมด Sport ไม่ได้เพิ่มกำลังขับเคลื่อน แต่ทำให้คันเร่งมีการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น และเครื่องยนต์จะทำงานตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปั่นไฟให้เจนเนอเรเตอร์และส่งให้มอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อเงื่อนไขทุกอย่างพร้อม แบตเตอรี่มีไฟฟ้าเพียงพอ กดคันเร่งอย่างนุ่มนวล มีโหลดหรือภาระไม่มากนักและใช้ความเร็วไม่สูงมาก ระบบก็จะขับเคลื่อนด้วยโหมด EV แต่ก็ยังมีสวิตช์ EV แยกไว้ให้ ลองกดใช้งานดูแล้วรู้สึกว่าจะทำให้อยู่ในโหมด EV ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเลี้ยงคันเร่งมากนัก แต่ถ้ากดคันเร่งหนักๆ ก็จะตัดเป็นโหมดไฮบริดอยู่ดี

  ขณะเร่งความเร็วจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์บ้าง เพราะเครื่องยนต์กำลังปั่นไฟเพื่อจ่ายให้มอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่เครื่องยนต์กำลังขับเคลื่อนรถ ยกเว้นที่ความเร็วสูงชุดล็อคอัพคลัตช์ที่ติดตั้งในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์ และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ในช่วงนี้มีอัตราทดเกียร์อยู่ที่ 0.805

  การทดลองขับครั้งนี้ ทีมงานมอเตอร์ทริเวียเหมาคนเดียว 300 กิโลเมตร เพราะเพื่อนที่ขับคู่กันติดธุระกะทันหัน ออกจากจุดสตาร์ต โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล พัทยา มุ่งหน้าจังหวัดจันทบุรี เซต 0 ข้อมูลการขับใหม่หมด ช่วงแรกขับผ่านเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน เจอรถติดจากการทำอุโมงค์ที่พัทยา และติดหนักมากแถวหน้าพีระเซอร์กิตจากการทำถนนเช่นกัน ในช่วงทางโล่งใช้ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แวะพักช่วงแรกหลังจากขับไป 62.4 กิโลเมตร ได้อัตราสิ้นเปลือง 17.4 กิโลเมตรต่อลิตร มีลุ้นว่าน่าจะทำได้ใกล้เคียงกับตัวเลขโรงงานที่ระบุไว้ 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร

  ขับต่อถึงร้านอาหารกลางวัน ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร อิ่มแล้วขับกลับโรงแรม มีแวะพักดื่มกาแฟอีกนิด ขากลับช่วงแรกใช้ความเร็วค่อนข้างสูง เพราะต้องขับตามเพื่อนเนื่องจากไม่รู้ทาง แต่สุดท้ายก็ตามไม่ทันอยู่ดี ได้ลองใช้โหมด Sport ดูบ้างพบว่ามีการตอบสนองที่ฉับไวขึ้นแบบรู้สึกได้ ส่วนความนุ่มนวลขึ้นอยู่กับน้ำหนักในการกดคันเร่ง ไม่ใช่ว่าอยู่ในโหมด Sport แล้วจะขับให้นุ่มนวลไม่ได้ ช่วงที่ขับเร็ว อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยก็ลดลงบ้าง แต่เมื่อกลับมาใช้ความเร็วปกติ อัตราสิ้นเปลืองก็ขยับดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นรถที่ขับให้ประหยัดได้ไม่ยาก แบตเตอรี่ไฮบริดมีอัตราการหมุนเวียนไฟฟ้าที่ดี ชาร์จไม่นานก็เกือบเต็ม และใช้ได้นานพอสมควรกว่าจะหมด

  โชคดีในช่วงขากลับรถยังไม่ติดมาก และถึงโรงแรมโดยไม่หลง ระยะทางรวมทั้งทริป 301.8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง 31 นาที ความเร็วเฉลี่ย 66 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16 กิโลเมตรต่อลิตร ระยะทางที่ขับได้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ 678 กิโลเมตร จากถังน้ำมันที่มีความจุ 60 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการขับ

 

Honda SENSING สอดคล้องกับชีวิตจริง

  แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่นสูงสุด ให้ระบบความปลอดภัยมาแบบครบครันประกอบด้วย:

  1.  Adaptive Cruise Control (ACC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ตรวจวัดระยะห่างและความเร็วของรถคันหน้า จากนั้นระบบจะปรับความเร็วของรถให้โดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าได้อย่างเหมาะสมตลอดเวลา โดยผู้ขับสามารถตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้เองด้วย

  เท่าที่ทดลองใช้ถือว่าระบบฉลาดพอตัวและมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ทางข้างหน้าโล่ง ล็อกความเร็วที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมีรถข้างหน้าช้ากว่า ก็จะลดความเร็วลง และรักษาระยะห่างตามที่ตั้งไว้ โดยนับเป็นวินาที ดังนั้นถ้าตั้งระยะห่างไว้เท่าเดิม แต่ล็อกไว้ที่ความเร็วสูงขึ้น ระยะห่างก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อความปลอดภัย

  2.  Collision Mitigation Braking System (CMBS) ระบบเตือนการชนด้านหน้า และตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและเรดาร์ พร้อมระบบช่วยเบรก เมื่อมีรถอยู่ด้านหน้าในระยะที่ไม่ปลอดภัย (ตรวจวัดจากความเร็วของรถทั้ง 2 คัน) ระบบจะเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูล พร้อมสัญญาณเสียง และมีการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ในกรณีรถสวนทาง หากรถยนต์ยังเข้าใกล้ระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะทำการเสริมแรงเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ระบบ CMBS ได้รับการพัฒนาให้ตรวจจับคนเดินถนนได้ด้วย

  บางจังหวะที่เร่งเข้าหารถคันหน้าแล้วเบี่ยงออกเพื่อจะเร่งแซง ระบบจะเตือนว่ามีโอกาสที่จะชนคันหน้า โดยมีไฟกะพริบสีส้มเหนือชุดมาตรวัด สว่างสะท้อนไปที่กระจกหน้าตรงกับผู้ขับ แต่ยังไม่ถึงกับเบรกให้เอง เพราะเบี่ยงรถพ้นจากท้ายคันหน้าไปก่อน สถานการณ์แบบนี้น่าจะพบได้บ่อยในการใช้งานจริง

  3.  Lane Keeping Assist System (LKAS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ และทำการหน่วงพวงมาลัยเพื่อช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถได้ตลอดเวลา ทำงานทั้งทางตรงและโค้งที่ไม่แคบมาก แต่ผู้ขับต้องจับพวงมาลัยไว้ด้วย ถ้าระบบตรวจไม่พบแรงต้านที่พวงมาลัย หมายความว่าผู้ขับปล่อยมือ ระบบจะหยุดการทำงาน

  4.  Road Departure Mitigation (RDM) และ Lane Departure Warning (LDW) ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกเลน เมื่อรถออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ (รถเบี่ยงออกนอกเลนโดยผู้ขับไม่เปิดไฟเลี้ยว) ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูล พร้อมสั่นเตือนที่พวงมาลัย และในกรณีที่รถออกนอกช่องทางมากขึ้น ระบบจะทำการหน่วงพวงมาลัยเพื่อช่วยดึงให้รถกลับเข้าเลน หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็วอย่างเหมาะสม (ในกรณีเส้นแบ่งถนนเป็นเส้นทึบ) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

  ทั้ง 2 ระบบนี้ ทำงานได้เนียนดี ค่อยๆ ดึงพวงมาลัยอย่างนุ่มนวลเมื่อแกล้งขับเบี่ยงออกนอกเลน ลองเปิดไฟเลี้ยวขวาแล้วเบี่ยงรถออกทางซ้าย ระบบก็ไม่ดึงพวงมาลัยให้ แสดงว่าระบบจะตรวจเพียงว่าผู้ขับเปิดไฟเลี้ยวหรือไม่ ขับแล้วรู้สึกว่าระบบจะขยันทำงานไปนิด รถเบี่ยงออกซ้าย-ขวานิดหน่อยก็เริ่มดึงพวงมาลัยแล้ว เหมือนจะพยายามให้รถอยู่กลางเลนเป๊ะๆ มีข้อดีคือ ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องเพ่งสมาธิควบคุมพวงมาลัยมากนัก

  ระบบความปลอดภัยอื่น เช่น Honda LaneWatch แสดงภาพมุมอับสายตาฝั่งซ้ายขณะเปลี่ยนเลน ช่วยลดจุดบอดด้วยกล้องซึ่งจะถ่ายทอดภาพมาที่หน้าจอขนาด 7.7 นิ้ว พร้อมเส้นกะระยะห่าง ทำงานเมื่อเปิดไฟเลี้ยวซ้าย มีสวิตช์เปิด-ปิดกล้องที่หัวก้านสวิตช์ไฟเลี้ยว, Multi-angle Rearview Camera กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ 130 องศา 180 องศา และแบบมุมสูง Bird Eye View, ระบบ Active Cornering Light ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว ช่วยเพิ่มความสว่างด้านข้างตัวรถ, Acoustic Vehicle Alerting System ระบบเสียงเตือนภายนอกตัวรถขณะขับด้วยโหมด EV

ภายนอกปรับใหม่ ภายในเพิ่มความเงียบสงบ

  เส้นสายหลักของรูปลักษณ์ยังคงเหมือนเดิม ปรับเพิ่มในส่วนของความเฉียบคมทำให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ชุดไฟหน้าไฟท้าย LED สวยงามทันสมัยและประหยัดพลังงาน ตัวรถยาวขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 4,870 เป็น 4,930 มิลลิเมตร แต่น้ำหนักเบาลงจากเดิม 1,663 เป็น 1,635 กิโลกรัม รุ่น TECH ให้ล้อขนาด 8×18 นิ้ว ยาง 235/45 R18

  ห้องโดยสารปรับปรุงจากรุ่นก่อนในบางจุด เช่น จอที่คอนโซลกลางเปลี่ยนเป็นแบบสัมผัส จึงไม่ต้องมีสวิตช์ควบคุมหน้าจอ และแทนที่ด้วยช่องใส่ของจุกจิกพร้อมช่อง USB รองรับ Apple CarPlay คอนโซลเกียร์ปรับใหม่ ย้ายสวิตช์ EV ไปไว้ด้านข้าง ส่วนตำแหน่งเดิมแทนที่ด้วยสวิตช์เปิด-ปิดโหมด Sport ปรับปรุงเพิ่มความเงียบด้วยการติดตั้งคานเสริมบริเวณโครงสร้างพื้นรถ พร้อมบูชยางพิเศษ เสริมโฟมยูริเธนในจุดต่างๆ เช่น ที่เสาหน้า ซุ้มล้อหน้าและหลัง พื้นรถ และด้านท้าย รวมทั้งเพิ่มวัสดุดูดซับเสียงที่ฝากระโปรงหน้า พื้นรถ หลังคา และแผงประตู

ช่วงล่างปรับปรุงใหม่

  ระบบกันสะเทือนคงเดิม เป็นแบบอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์ ปรับปรุงเพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านความสะดวกสบาย และการบังคับควบคุมที่ดี ปรับปรุงช็อกแอ็บซอร์เบอร์ให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้น เปลี่ยนบูชยางและฝาปิดแกนช็อกฯ ลดแรงดันสูญเปล่าของน้ำมันที่ไหลผ่านวาล์วในช็อกฯ เพิ่มการตอบสนอง และเพิ่มความสมดุลด้านหน้าและด้านหลัง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ปรับในส่วนของการตอบสนอง เพิ่มความแม่นยำและความมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูง และให้การตอบสนองที่หนักแน่นเมื่อขับบนทางคดเคี้ยว

  การขับบนทางเรียบยังคงความนุ่มสบาย ขับได้นานโดยไม่เมื่อยล้า การดูดซับแรงสะเทือนทำได้ดี เมื่อขับผ่านถนนที่เป็นคลื่นลอนต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงจะรู้สึกว่าตัวรถมีการยุบแรงและยืดกลับแรงไปนิด ที่ชอบใจเป็นพิเศษคือ การขับบนทางคดเคี้ยว ที่ทำได้คล่องและเบาแรงเฉียบคม ทั้งที่รถคันค่อนข้างใหญ่ การยุบหรือเอียงตัวมีไม่มากนัก พวงมาลัยหนืดพอเหมาะไม่เบาหวิว ให้ความรู้สึกในการควบคุมที่ดี หนักแน่นมั่นใจ ขับในโค้งแคบๆ ได้สนุก ระบบเบรกไฟฟ้า ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ได้ความรู้สึกในการเบรกที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งโดยรวมก็รู้สึกว่าใกล้เคียงกับเบรกแบบหม้อลมที่คุ้นเคยมานาน ระบบสร้างแรงเบรกได้หนักแน่นเหลือเฟือ

  ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด TECH ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอก ขยับสมรรถนะ อัตราสิ้นเปลืองคงเดิม ระบบไฮบริดเน้นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ให้การตอบสนองที่ดี ขับสนุกและประหยัด เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานและเพิ่มระบบความปลอดภัยที่ใช้งานได้จริง กับราคาที่ลดลงจากรุ่นเดิม 50,000 บาท ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและน่าสนใจมากขึ้น  

Specification: Honda Accord Hybrid TECH

–   แบบตัวถัง ซีดาน 4 ประตู
–   ยาว x กว้าง x สูง 4,930 x 1,850 x 1,465 มิลลิเมตร
–   ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,585 / 1,595 มิลลิเมตร
–   ฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร
–   ระยะต่ำสุดจากพื้น 141 มิลลิเมตร
–   น้ำหนัก 1,635 กิโลกรัม
–   แบบเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ DOHC16 วาล์ว i-VTEC Earth Dreams Technology
–   ความจุ 1,993 ซีซี
–   กระบอกสูบ x ช่วงชัก 81.0 x 96.7 มิลลิเมตร
–   อัตราส่วนการอัด 13.0:1
–   กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที
–   แรงบิดสูงสุด 17.8 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบต่อนาที
–   มอเตอร์ไฟฟ้า 184 แรงม้า
–   แรงบิดสูงสุด 32.1 กก.-ม.
–   แบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน
–   กำลังสูงสุดรวม 215 แรงม้า
–   ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ E-CVT
–   ระบบขับเคลื่อน ล้อหน้า
–   ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า
–   ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง
–   ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง และ VSA
–   ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน / ดิสก์ พร้อม ABS, EBD และ BA
–   ผู้จำหน่าย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
–   โทรศัพท์ 0-2341-7777
–   เวบไซต์ www.honda.co.th/accordhybrid.


2016 Honda Accord Hybrid TECH


 

Drunk Dont Drive