Nissan X-Trail 2.0V 4WD Hybrid แรงเกินคาด ประหยัดกว่าที่คิด
August 23, 2016
Motortrivia Team (5215 articles)

Nissan X-Trail 2.0V 4WD Hybrid แรงเกินคาด ประหยัดกว่าที่คิด


เรื่อง – ภาพ – วีดิโอ : นาธัส แสงสุริยะ

 

  นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด เอสยูวีไฮบริดระดับราคาล้านกลางๆ รุ่นแรกในเมืองไทย และเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกของนิสสันในเมืองไทย ทำตลาดแบบไร้คู่แข่งมาเกือบครบปี มีจุดเด่นที่ความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถเอสยูวีขนาดกลางกึ่งใหญ่ มาพร้อมระบบ Pure Drive Hybrid ประกอบด้วยคลัตช์คู่อัจริยะ Intelligence Dual Clutch System เอกสิทธิ์ของนิสสัน ที่สามารถประยุกต์ใช้กับรถยนต์วางเครื่องยนต์ด้านหน้า และขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมให้กับเอ็กซ์เทรล จากรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน มาสู่เครื่องยนต์แบบไฮบริด ระบบนี้สามารถประยุกต์ใช้กับรถหลากหลายประเภทที่ทำตลาดอยู่แล้วในปัจจุบันได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา มีโอกาสที่จะทำให้รถไฮบริดมีราคาที่สัมผัสได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถพัฒนาให้เป็นรถแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด ได้อีกด้วย

 

Pure Drive Hybrid ไฮบริดที่เรียบง่าย

  ระบบไฮบริดของนิสสันที่ไม่ซับซ้อนและกะทัดรัด ออกแบบให้ขับใช้งานเหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยระบบไฮบริดจะช่วยเสริมสมรรถนะและช่วยลดอัตราสิ้นเปลือง Pure Drive Hybrid ประกอบด้วยเครื่องยนต์ MR20DD เบนซินไดเร็คอินเจ็คชั่น 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Twin C-VTC ความจุ 2,000 ซีซี 144 แรงม้า แรงบิด 20.4 กก.-ม. ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมคลัตช์คู่ มีกำลัง 41 แรงม้า แรงบิด 16.3 กก.-ม. มีกำลังขับเคลื่อนรวมทั้งระบบ 179 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ติดตั้งบริเวณพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ทำให้ต้องลดจำนวนเบาะเหลือ 5 ที่นั่ง จากเดิม 7 ที่นั่ง

  Intelligence Dual Clutch System ประกอบด้วยคลัตช์ 2 ตัว คลัตช์ตัวที่ 1 ติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ และคลัตช์ตัวที่ 2 อยู่ระหว่างมอเตอร์และเชื่อมต่อกับเกียร์แบบ Xtronic CVT เมื่อต้องการกำลังในการขับเคลื่อนหรือช่วงเร่งแซง คลัตช์ทั้ง 2 ตัวจะทำงานพร้อมกัน ทำให้เกียร์ CVT ได้รับกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อ ระบบ Intelligence Dual Clutch System ทำงานได้ถึงความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าระบบไฮบริดทั่วไป ขับด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วยกคันเร่ง เครื่องยนต์จะหยุดการทำงาน

  เมื่อระบบไม่ต้องการกำลังจากเครื่องยนต์ คลัตช์ตัวที่ 1 จะตัดการเชื่อมต่อจากเครื่องยนต์ เครื่องยนต์จะหยุดการทำงาน ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานจากการหมุนของเครื่องยนต์ เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้ากับเกียร์เท่านั้น รถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เสมือนเป็นรถ EV และในช่วงที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังจากเครื่องยนต์ล้วนๆ คลัตช์ตัวที่ 1 จะทำงานเพื่อส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่เกียร์และล้อ ในช่วงนี้มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ ชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่

 

4×4-i ขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติที่เลือกได้

  ในรุ่นสูงสุด 2.0V 4WD มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสวิตช์ 4×4-i หมุนเลือกโหมดการขับได้ทั้ง 2WD ขับเคลื่อนล้อหน้า สำหรับการใช้งานทั่วไป ประหยัดน้ำมันและลดการสึกหรอ , AUTO เตรียมพร้อมสำหรับการขับเคลื่อน 4 ล้อ ถ้าระบบตรวจพบว่ามีความจำเป็นก็จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง และ LOCK ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบ่งกำลังแบบ 50:50 สำหรับการขับบนทางลื่นมากๆ หรือไต่เนินชัน ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมหน้าจอบอกสถานะการทำงานของระบบ 4WD ในชุดมาตรวัด

รูปลักษณ์สไตล์ไฮบริด

  ภายนอกเน้นความแตกต่าง บ่งบอกว่าเป็นรถไฮบริดด้วยการเพิ่มสีฟ้าที่กระจังหน้าและคิ้วใต้กันชนหน้า รวมทั้งบริเวณขอบประตูท้าย เพิ่มตัวอักษร Hybrid ที่ด้านข้างและด้านหลัง ภายในเพิ่มการแสดงผลของระบบไฮบริดที่จอกลางมาตรวัด และที่จอบนคอนโซลกลาง รุ่นขับ 2 ล้อภายในสีเบจ ส่วนรุ่นขับ 4 ล้อภายในสีดำ การออกแบบสไตล์นิสสันที่เน้นความโค้งมน ไม่ถึงกับสปอร์ตโฉบเฉี่ยว แต่ก็ไม่เชย

  มิติตัวถังมีความยาว 4,640 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร สูง 1,710 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,665 กิโลกรัม

  ห้องโดยสารกว้างขวางสำหรับ 5 ที่นั่ง ถ้าต้องการรถที่มีพื้นที่ใช้สอยภายในคงไม่ผิดหวัง เหลือเฟือทั้งพื้นที่วางขา พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่เหนือศีรษะ เบาะหลังแยกพับได้ราบต่อเนื่องกับพื้นด้านหลัง ระยะต่ำสุดจากพื้น 200 มิลลิเมตร ไม่ได้สร้างความยากลำบากในการขึ้น-ลง แบ่งการตกแต่งเป็น 3 รุ่น 2.0S 2WD, 2.0E 2WD และ 2.0V 4WD อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันตามลำดับรุ่น แต่ที่ชอบใจคือ อุปกรณ์ความปลอดภัยของรุ่นพื้นฐานที่ให้มาแบบครบๆ เกือบเท่ารุ่นสูงสุด โดยในรุ่น 2.0S ขาดไปแค่แอร์แบ็กข้างและกล้องมองภาพรอบทิศทางเท่านั้น

ระบบไฮบริดของนิสสัน ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความประหยัดโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับมากนัก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์ทั้งในช่วงขับออกตัวและเร่งความเร็ว ซึ่งเป็นสภาวะที่เครื่องยนต์จะกินน้ำมันมากขึ้น ส่วนในช่วงที่ใช้ความเร็วคงที่ รถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เป็นหลัก


0-100 กม./ชม. ใน 9.5 วินาที 14.5 กม./ลิตร

  ขับรถไฮบริดช่วงแรกๆ หลายคนคงมีความรู้สึกคล้ายกันนั่นคือ อยากได้อัตราสิ้นเปลืองต่ำๆ จึงพยายามขับแบบประคับประคอง จะเร่งจะเบรกก็นุ่มนวล และไม่ใช้ความเร็วสูง แม้จะทำให้ประหยัดขึ้นได้จริง แต่ก็เป็นการยากที่จะขับแบบนี้ไปตลอด ระบบไฮบริดของนิสสัน ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความประหยัดโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับมากนัก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์ทั้งในช่วงขับออกตัวและเร่งความเร็ว ซึ่งเป็นสภาวะที่เครื่องยนต์จะกินน้ำมันมากขึ้น ส่วนในช่วงที่ใช้ความเร็วคงที่ รถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เป็นหลัก ซึ่งในช่วงนี้เครื่องยนต์จะไม่กินน้ำมันมากนัก ระบบไฮบริดของนิสสันจึงช่วยให้ประหยัดได้อย่างเห็นผลในช่วงการใช้งานในเมืองหรือมีการเปลี่ยนความเร็วบ่อยๆ

  ขณะขับในเมืองด้วยความเร็วต่ำหรือไหลตามกันช้าๆ กดคันเร่งแค่แผ่วๆ เพื่อให้ระบบขับเคลื่อนด้วยโหมด EV ทำความเร็วได้กว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ถ้าแบตเตอรี่มีไฟฟ้าเพียงพอ) และถ้าใช้โหมด ECO จะขับในโหมด EV ได้ง่ายขึ้นอีกนิด แต่ถ้าเป็นการขับใช้งานทั่วไป กดคันเร่งออกตัวตามปกติ รถจะขับเคลื่อนด้วยโหมด EV แค่ไม่นานแล้วเครื่องยนต์ก็จะติดขึ้น ทดลองวัดอัตราสิ้นเปลือง 2 แบบ แบบแรกเหมือนที่ทำกับรถทดสอบทุกคัน คือ ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงที่ ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตามมาตรวัด 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร

อัตราเร่งทำได้ดีเกินคาด ในช่วงต้นเกียร์ 1 รอบตวัดไปนิ่งแถวๆ 5,500-6,200 รอบต่อนาที ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มแผ่วเมื่อผ่าน 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลากยาวๆ จนเข็มความเร็วแตะ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 6,100 รอบต่อนาที เครื่องมือวัดอัตราเร่งบันทึกความเร็วสูงสุด 181.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


  อีกแบบวัดตามการใช้งานจริง กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ ใช้ความเร็ว 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตามมาตรวัด 11.6 กิโลเมตรต่อลิตร ขากลับเซต 0 ใหม่แล้วขับเรื่อยๆ ช่วงแรกการจราจรค่อนข้างหนาแน่น ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยมาแบบงงๆ 18.8 กิโลเมตรต่อลิตร จากนั้นแวะเติมน้ำมันแล้วขับต่อไม่ได้เซต 0 ใหม่ ใช้ความเร็วตามสภาพการจราจร 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงที่หมายด้วยระยะทาง 199.5 กิโลเมตร ใช้เวลา 2.38 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.5 กิโลเมตรต่อลิตร น่าพอใจสำหรับเอสยูวีคันใหญ่และขับไปเรื่อยๆ ไม่เน้นอัตราสิ้นเปลือง

  อัตราเร่งทำได้ดีเกินคาด ปิดระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เข้าเกียร์ D ยกเท้าขวาจากแป้นเบรกมากดคันเร่งสุด ได้ยินเสียงยางสลิปสั้นๆ ในช่วงต้นเกียร์ 1 รอบตวัดไปนิ่งแถวๆ 5,500-6,200 รอบต่อนาที ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มแผ่วเมื่อผ่าน 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลากยาวๆ จนเข็มความเร็วแตะ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 6,100 รอบต่อนาที เครื่องมือวัดอัตราเร่งบันทึกความเร็วสูงสุด 181.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งน่าประทับใจ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 9.5 วินาที

–   ความเร็ว 10 กม./ชม. เวลา 0.84 วินาที ระยะทาง 1.07 เมตร
–   ความเร็ว 20 กม./ชม. เวลา 1.45 วินาที ระยะทาง 3.64 เมตร
–   ความเร็ว 30 กม./ชม. เวลา 2.17 วินาที ระยะทาง 8.65 เมตร
–   ความเร็ว 40 กม./ชม. เวลา 2.88 วินาที ระยะทาง 15.54 เมตร
–   ความเร็ว 50 กม./ชม. เวลา 3.64 วินาที ระยะทาง 25.13 เมตร
–   ความเร็ว 60 กม./ชม. เวลา 4.50 วินาที ระยะทาง 38.30 เมตร
–   ความเร็ว 70 กม./ชม. เวลา 5.46 วินาที ระยะทาง 55.64 เมตร
–   ความเร็ว 80 กม./ชม. เวลา 6.49 วินาที ระยะทาง 76.98 เมตร
–   ความเร็ว 90 กม./ชม. เวลา 7.88 วินาที ระยะทาง 109.68 เมตร
–   ความเร็ว 100 กม./ชม. เวลา 9.50 วินาที ระยะทาง 152.61 เมตร
–   ความเร็ว 110 กม./ชม. เวลา 11.40 วินาที ระยะทาง 208.11 เมตร
–   ความเร็ว 120 กม./ชม. เวลา 13.70 วินาที ระยะทาง 281.47 เมตร
–   ความเร็ว 130 กม./ชม. เวลา 16.12 วินาที ระยะทาง 365.82 เมตร
–   ความเร็ว 140 กม./ชม. เวลา 19.17 วินาที ระยะทาง 480.10 เมตร
–   ความเร็ว 150 กม./ชม. เวลา 23.24 วินาที ระยะทาง 643.92 เมตร
–   ความเร็ว 160 กม./ชม. เวลา 29.98 วินาที ระยะทาง 935.41 เมตร
–   ความเร็ว 170 กม./ชม. เวลา 44.56 วินาที ระยะทาง 1606.42 เมตร
–   ความเร็ว 180 กม./ชม. เวลา 80.26 วินาที ระยะทาง 3338.63 เมตร


–   ระยะทาง 0-80 เมตร เวลา 06.6 วินาที ความเร็ว 80.7 กม./ชม.
–   ระยะทาง 0-200 เมตร เวลา 11.1 วินาที ความเร็ว 108.6 กม./ชม.
–   ระยะทาง 0-402 เมตร เวลา 17.1 วินาที ความเร็ว 133.4 กม./ชม.
–   ระยะทาง 0-1000 เมตร เวลา 31.4 วินาที ความเร็ว 161.8 กม./ชม.
–   ความเร็วสูงสุด 181.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ช่วงล่างปรับเล็กน้อย

  ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สัน ด้านหลังมัลติลิงก์ ปรับเพิ่มความหนืดของช๊อคแอ็บซอร์เบอร์อีกเล็กน้อย แต่ยังคงมีความนุ่มนวลนั่งสบาย และจำกัดการโคลงตัวได้ดีพอสมควรเมื่อขับบนทางโค้ง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้ามี Speed Sensor ปรับการผ่อนแรงให้เหมาะสมกับความเร็ว ความหนืดอยู่ในระดับพอเหมาะ ไม่เบาหวิวเกินไป ระบบเบรกแบบไฟฟ้าให้แรงเบรกเหลือเฟือ แต่ความรู้สึกในการเหยียบเบรกจะแตกต่างจากเบรกแบบหม้อลมอยู่บ้าง ขับไม่นานก็ชินและกะน้ำหนักเบรกได้อย่างนุ่มนวลปลอดภัย

  นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด เอสยูวีขนาดกลางกึ่งใหญ่ เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ให้สมรรถนะที่ดีกว่าเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี และประหยัดกว่าเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในกว้างขวางเอนกประสงค์ หมดห่วงด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ถ้าไม่เน้นเรื่องระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นเริ่มต้น 2.0S ก็คุ้มค่าด้วยราคา 1.249 ล้านบาท หรือรุ่นกลาง 2.0E ขับเคลื่อน 2 ล้อ 1.324 ล้านบาท ส่วนรุ่นสูงสุด 2.0V ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1.395 ล้านบาท ก็ยังน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่ได้เพิ่มมา  

ขอบคุณ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ

Specification: Nissan X-Trail 2.0V 4WD Hybrid

–   แบบตัวถัง เอนกประสงค์ 5 ประตู
–   ยาว x กว้าง x สูง 4,640 x 1,820 x 1,710 มิลลิเมตร
–   ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,575/1,575 มิลลิเมตร
–   ระยะต่ำสุด 200 มิลลิเมตร
–   ฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร
–   น้ำหนัก 1,665 กิโลกรัม
–   แบบเครื่องยนต์ เบนซิน ไดเร็คอินเจ็คชั่น 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Twin C-VTC
–   ความจุ 1,997 ซีซี
–   กระบอกสูบ x ช่วงชัก 84.0 x 90.1 มิลลิเมตร
–   อัตราส่วนการอัด 11.2:1
–   กำลังสูงสุด 144 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที
–   แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบต่อนาที
–   มอเตอร์ไฟฟ้า 41 แรงม้า แรงบิด 16.3 กก.-ม.
–   กำลังขับรวม 179 แรงม้า
–   ระบบส่งกำลัง XTRONIC CVT พร้อม Manual Mode 7 จังหวะ
–   ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
–   ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า
–   ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง
–   ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
–   ระบบเบรกหน้าหลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS, EBD และ BA
–   ผู้จำหน่าย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
–   โทรศัพท์ Call Center 0-2401-9600
–   เวบไซต์ www.nissan.co.th.


Nissan X-Trail 2.0V 4WD Hybrid


Drunk Dont Drive