September 19, 2016
Motortrivia Team (7276 articles)

Chevrolet Trailblazer 2.5 VGT 4×2 AT LTZ กว่า 700 กม. ดีที่สุด 12.4 กม./ลิตร


เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ • ภาพ : เชฟโรเลต ประเทศไทย

 

  หลังจาก เปิดตัวใน BIG Motor Sale 2016 เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ก็จัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับเอสยูวีพันธุ์แกร่ง เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ บนเส้นทางสนามบินสุวรรณภูมิ-เกาะช้าง ระยะทางรวมไป-กลับ ประมาณ 700 กิโลเมตร ขับคันละ 3-4 คนแบบฟรีรัน ไม่ต้องขับตามกันเป็นขบวน

 

  รูปลักษณ์ภายนอกของเทรลเบลเซอร์รุ่นปรับโฉม มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดอยู่ที่ด้านหน้า เปลี่ยนใหม่หมดทั้งชุดโคมไฟหน้าใหม่ พร้อมไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวันแบบ LED, กระจังหน้าใหม่, ฝากระโปรงหน้าใหม่ และกันชนใหม่ ปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ ด้านข้างเปลี่ยนล้อแม็กลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมสีตัวถังใหม่ ประกอบด้วยสีขาว Abalone, สีแดง Pull Me Over Red และสีดำ Black Meet Kettle ส่วนรูปลักษณ์ด้านหลังยังคงเดิม

แผงคอนโซลใหม่ใช้ร่วมกับโคโลราโด ใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่ม พร้อมแผงประตูใหม่ ออกแบบและจัดวางห้องโดยสารใหม่ ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น ปรับตำแหน่งสวิตช์ต่างๆ ให้ใช้งานง่ายขึ้น คอนโซลกลางติดตั้งจอสีขนาด 8 นิ้ว พร้อมอัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบอินโฟเทนเมนท์เป็นรุ่นล่าสุด


  เพิ่มความเงียบของห้องโดยสายในขณะขับ 8 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างประตูคู่หน้ากับตัวถัง, ปรับปรุงซีลกระจกหน้าและกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น, ปรับปรุงซีลบริเวณฐานของกระจกมองข้างเพื่อลดเสียง, กระจกหน้าต่างคู่หน้าเพิ่มความหนาขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และออกแบบชุดโคมไฟหน้าให้มีรูปทรงที่ลดการปะทะของลมขณะขับ

  เปลี่ยนแผงคอนโซลใหม่ใช้ร่วมกับ เชฟโรเลต โคโลราโด ใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่ม พร้อมแผงประตูใหม่ ออกแบบและจัดวางห้องโดยสารใหม่ ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น ปรับตำแหน่งสวิตช์ต่างๆ ให้ใช้งานง่ายขึ้น คอนโซลกลางติดตั้งจอสีขนาด 8 นิ้ว สั่งงานด้วยระบบสัมผัส (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) พร้อมอัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบอินโฟเทนเมนท์เป็นรุ่นล่าสุด มาตรวัดมีเมนูภาษาไทย ตำแหน่งผู้โดยสารบนเบาะแถว 2-3 จัดวางแบบโรงภาพยนตร์ (Theatre-Style) บนเพดานของที่นั่งแถว 2 และ 3 มีช่องปรับอากาศแบบแยกส่วน พร้อมสวิตช์ปรับแรงลม

  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ฟังก์ชั่นรีโมตสตาร์ต สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้จากกุญแจเพื่อปรับอุณหภูมิห้องโดยสารก่อนขึ้นรถ, ชุดระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนรองรับ Apple CarPlay รวมถึงฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียง Siri Eyes Free, เซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝน, กระจกหน้าต่างคู่หน้าเลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ปิดประตูง่าย และระบบไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ

  ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับ ผู้โดยสาร และถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับ ติดตั้งระบบความปลอดภัยใหม่ เช่น ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา Side Blind Zone Alert, ระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert, ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร Lane Departure Warning, ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Alert, ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง Front and Rear Parking Assist, ระบบแจ้งเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวสอง Second Row Seat Belt Reminder และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System

  ติดตั้งยางรองแท่นเครื่องยนต์แท่นเกียร์และยางรองตัวถังใหม่ เพื่อลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน ระบบกันสะเทือนคอยล์สปริงทั้ง 4 ล้อ ด้านหลังแบบมัลติลิงก์ ปรับปรุงด้านการควบคุมและความมั่นคง พร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ใช้ระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า ปรับให้ควบคุมได้ง่ายขึ้นขณะเข้าโค้ง มีการตอบสนองที่ฉับไวขึ้นและแม่นยำขึ้น พร้อมรองรับทุกสภาพถนนโดยจะลดอาการดึงของพวงมาลัย และลดการสั่นสะเทือนลงด้วย พร้อมระบบแปรผันการผ่อนแรงตามความเร็วรถ

  ระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC), ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA), ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง Trailer Sway Control และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Anti-Rolling Protection

เครื่องยนต์ใหม่ตอบสนองคันเร่งที่ความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี เร่งได้ทันใจพอสมควร ไล่รอบในเกียร์เดิมใช้เวลาไม่นานก็ทำความเร็วแตะ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ เสียงเครื่องยนต์เงียบลงพอสมควรในช่วงคิ๊กดาวน์ เกียร์อัตโนมัติทำงานได้นุ่มนวล ส่วนความฉับไวในการเปลี่ยนเกียร์อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย


  เครื่องยนต์บล็อกเดิมและเป็นบล็อกเดียวกับ โคโลราโด แบบดีเซล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Duramax 2,500 ซีซี เปลี่ยนเทอร์โบใหม่เป็นแบบแปรผัน VGT-Variable Geometry Turbocharger กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบต่อนาที มาตรฐานไอเสีย Euro 4 ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น ยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่แยกห้องโดยสารออกจากแชสซีส์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง 2-4 เดซิเบล ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ปรับปรุงให้มีการทำงานที่นุ่มนวลขึ้น ลดความสั่นสะเทือน และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลัง

  เริ่มต้นออกเดินทางจากโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ในช่วงสายๆ การจราจรแถวชานเมืองฝั่งขาออกค่อนข้างโล่ง เซต 0 ข้อมูลการขับโดยผมรับหน้าที่ขับก่อน พร้อมผู้โดยสารอีก 4 คน ใช้ความเร็วตามปกติ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นแยกออกไปทางบ้านบึง การจราจรเริ่มหนาแน่นเป็นบางช่วงเพราะมีการก่อสร้างถนนและมีสัญญาณไฟจราจร ได้จอดบันทึกข้อมูลการขับครั้งแรกที่ระยะ 82.5 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 80.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองสวยๆ 12 กิโลเมตรต่อลิตร จากนั้นขับยาวๆ ไปถึงจุดพักและสลับผู้ขับ ระยะทาง 165.5 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 84.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.4 กิโลเมตรต่อลิตร

  เครื่องยนต์ใหม่ตอบสนองคันเร่งที่ความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี เร่งได้ทันใจพอสมควร ไล่รอบในเกียร์เดิมใช้เวลาไม่นานก็ทำความเร็วแตะ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ เสียงเครื่องยนต์เงียบลงพอสมควรในช่วงคิ๊กดาวน์ เกียร์อัตโนมัติทำงานได้นุ่มนวล ส่วนความฉับไวในการเปลี่ยนเกียร์อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ลองใช้ระบบความปลอดภัยอย่าง ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องจราจร ระบบก็ทำงานได้แม่นยำดีทั้งฝั่งซ้ายและขวา ถ้าเส้นแบ่งเลนชัดเจนแล้วเบี่ยงรถออกทางซ้ายหรือขวาโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน ระบบแจ้งเตือนมุมอับ ทำงานตลอดเวลาด้วยสัญญาณไฟกะพริบที่กระจกมองข้าง กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะช่วงให้ถอยหลังรถคันใหญ่ได้มั่นใจขึ้น และที่ได้ลองโดยไม่ตั้งใจคือ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ทำงานเองเมื่อขับลงเนินชัน โดยในชุดมาตรวัดจะมีข้อความแจ้งเตือนว่าระบบทำงาน

ช่วงล่างไม่แข็งเกินไป ค่อนไปทางนุ่มด้วยซ้ำ พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าเบาแรงที่ความเร็วต่ำ แต่ที่ความเร็วปานกลางยังรู้สึกว่าเบาไปนิด น่าจะเป็นเพราะเชฟโรเลตปรับปรุงพวงมาลัยเพื่อให้คุณผู้หญิงขับรถรุ่นนี้ได้ง่ายขึ้น รุ่นกลาง 4×2 และรุ่นสูงสุด 4×4 ราคาต่างกัน 1 แสนบาท ถ้าไม่ได้ลุยหนักจริงๆ หรือเน้นขับทางเรียบเป็นหลัก รุ่น 4×2 ก็เพียงพอ


  ห้องโดยสารดูทันสมัยขึ้นเมื่อเปลี่ยนแผงคอนโซลใหม่ การเก็บเสียงทำได้ดีขึ้นแบบพอสัมผัสได้ ความกว้างขวางยังคงเป็นจุดเด่นของรถประเภทนี้ ลองนั่งเบาะแถวกลางด้านหลังผู้ขับที่มีความสูงเกิน 180 เซนติเมตร ระหว่างหัวเข่ากับด้านหลังของพนักพิงเบาะผู้ขับยังเหลือที่ว่างอีกเกือบ 20 เซนติเมตร ระบบแอร์ทำงานได้ดี เย็นฉ่ำทั้งที่ขับตอนกลางวันและรถไม่มีฟิล์ม เบาะแถวกลางพับได้และปรับเอนได้ มีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำ ส่วนเบาะแถว 3 พับราบกับพื้นห้องเก็บสัมภาระ ถ้าใช้งานเบาะทั้ง 3 แถว จะรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง

  ขณะขับรู้สึกว่าช่วงล่างไม่แข็งจนเกินไป และค่อนไปทางนุ่มด้วยซ้ำ แต่เพื่อน 2 คนที่นั่งบนเบาะหลังบอกว่าช่วงล่างแข็งมาก ก็ยังแปลกใจและเก็บความสงสัยไว้ ส่วนพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ชอบใจเรื่องความราบเรียบต่อเนื่องในการหมุนพวงมาลัย เบาแรงดีจริงที่ความเร็วต่ำ แต่ที่ความเร็วปานกลางยังรู้สึกว่าเบาไปนิด น่าจะเป็นเพราะเชฟโรเลตปรับปรุงพวงมาลัยเพื่อให้คุณผู้หญิงขับรถรุ่นนี้ได้ง่ายขึ้น ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ผลงานอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ไม่เด่นไม่ด้อย เทรลเบลเซอร์รุ่นกลาง 4×2 และรุ่นสูงสุด 4×4 ราคาต่างกัน 1 แสนบาท ถ้าไม่ได้ลุยหนักจริงๆ หรือเน้นขับทางเรียบเป็นหลัก รุ่น 4×2 ก็เพียงพอ ในช่วงที่ขับบนเกาะช้างมีทางลาดชันและโค้งหักศอกหลายจุด รุ่น 4×2 ก็ผ่านไปได้อย่างสบาย เพราะเครื่องยนต์มีกำลังแรงบิดเหลือเฟือ และมีระบบช่วยเหลือมากมาย

  จากจุดพักรถมีการสลับผู้ขับและผมย้ายไปนั่งเบาะหลังฝั่งผู้ขับ เพื่อนที่ขับลองขับผ่านถนนที่ขรุขระก็หายสงสัยทันทีว่าทำไมถึงบ่นว่าช่วงล่างแข็ง เพราะแค่ขับผ่านหลุมตื้นๆ ก็รู้สึกว่ากระแทกค่อนข้างแรง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะลมยางหรือช่วงล่าง ลองสังเกตหลายครั้งก็ยังพบอาการเดิม แตกต่างจากการนั่งขับอย่างชัดเจน ส่วนในช่วงที่ขับบนทางคดเคี้ยวด้วยความเร็วเกินปกติไปเล็กน้อย ด้านหลังไม่รู้สึกเหวี่ยงมากนัก แค่คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยก็สามารถนั่งหลับๆ ตื่นๆ ได้สบาย

  เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ ปรับปรุงตั้งแต่แชสซีส์ ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ภายนอกด้านหน้าเปลี่ยนใหม่ยกชุด ภายในเปลี่ยนแผงคอนโซลและแผงข้างใหม่ ดูทันสมัยยิ่งขึ้น เครื่องยนต์เงียบขึ้นและประหยัดน้ำมันกว่าที่คาดไว้ ภายในเงียบขึ้น ช่วงล่างยังคาใจ เพิ่มระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ช่วยให้ขับได้มั่นใจยิ่งขึ้น แม้จะไม่ใช่โฉมใหม่แบบโมเดลเชนจ์เพราะตัวถังหลักยังคงเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงครั้งใหญ่และเพิ่มความน่าสนใจด้วยระบบความปลอดภัยใหม่ ทำตลาดด้วย 3 รุ่นย่อย 2.5L VGT 4×2 AT LT ราคา 1.244 ล้านบาท รุ่นกลาง 4×2 AT LTZ 1.379 ล้านบาท และรุ่นสูงสุด 4×4 AT LTZ 1.479 ล้านบาท  

ขอบคุณ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

Specification: Chevrolet Trailblazer 2.5L VGT 4×2 AT LTZ

–   แบบตัวถัง เอนกประสงค์ 5 ประตู
–   ยาว x กว้าง x สูง 4,887 x 1,902 x 1,852 มิลลิเมตร
–   ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,570/1,588 มิลิลเมตร
–   ฐานล้อ 2,845 มิลลิเมตร
–   ระยะต่ำสุด 221 มิลลิเมตร
–   น้ำหนัก ไม่ระบุ
–   แบบเครื่องยนต์ ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
–   ความจุ 2,499 ซีซี
–   กระบอกสูบ x ช่วงชัก 92 x 94 มิลลิเมตร
–   อัตราส่วนการอัด 16.5:1
–   กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที
–   แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบต่อนาที
–   ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Manual Mode
–   ระบบขับเคลื่อ 2 ล้อ
–   ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า
–   ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง
–   ระบบกันสะเทือนหลัง มัลติลิงก์ คอยล์สปริง คานแข็ง
–   ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน/ดิสก์ พร้อม ABS และ EBD
–   ผู้จำหน่าย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
–   โทรศัพท์ Chevrolet Complete Care 1747
–   เวบไซต์ www.chevrolet.co.th.


2016 Chevrolet Trailblazer 2.5L VGT 4×2 AT LTZ


Hyundai BKK Motor Show