2017 Land Rover Discovery ดิสโก้โฉมใหม่เจนเนอเรชั่น 3
September 30, 2016
Motortrivia Team (5215 articles)

2017 Land Rover Discovery ดิสโก้โฉมใหม่เจนเนอเรชั่น 3


Posted by : AREA 54

 

  จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ เผยโฉม SUV หรูขนาดกลางเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง Land Rover Discovery เจนเนอเรชั่นที่ 3 (หรือ Discovery 5 (LR5) ในอเมริกาเหนือ) งานออกแบบใหม่หมดในทุกส่วน โครงสร้างโมโนคอคใหม่ 85% เป็นอลูมิเนียม วัสดุที่ใช้ในการผลิตตัวรถ 43% สามารถรีไซเคิลได้ การเปิดตัวเป็นทางการมีขึ้นในงาน 2016 Paris Motor Show ช่วงเดือนตุลาคมนี้

  Disco โฉมใหม่นั้น เท่าที่ผู้แปลอ่านความเห็นในเว็บไซท์ต่างๆ ดูเหมือนว่าจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบที่แลนด์โรเวอร์ละทิ้งทรงกล่องแบบบึกบึนมาเป็นทรงสปอร์ตที่มีความโค้งเล็กน้อยเข้ามาเสริมในลักษณะเดียวกับเรนจ์โรเวอร์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งผู้แปลคิดว่าต้องทำใจ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องมีขึ้นตามยุคสมัย ด้านหน้าใหม่ลาดเอียงเพื่อผลทางอากาศพลศาสตร์ กระจังหน้าใหม่เล็กเรียว รับกับชุดโคมไฟทรงเปรียวตามยุคสมัย แนวหลังคาด้านท้ายลาดเทลงเล็กน้อย

  เทียบกับ Disco รุ่นก่อนหน้า ขนาดตัวมากับความยาว 4,970 มม. (+120 มม.) กว้าง 2,220 มม. (+300 มม.) สูง 1,846 มม. (-44 มม.) ตัวถังวางอยู่บนระยะฐานล้อ 29,23 มม. (+33 มม.)

  โดยรวมแล้ว Disco ใหม่ดูคล้ายรถไซส์คอมแพคท์อย่าง Land Rover Discovery Sport เสียมากกว่า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นความหมายโดยนัยที่แฟนพันธุ์แท้ทรงกล่องพูดถึงกัน คือ มันไม่ได้โดดเด่นไปกว่า Ford Explorer และไม่ได้ประทับใจตั้งแต่แรกเห็นแบบ Jaguar F-Pace (ในแง่งานออกแบบ) จะว่าไปแล้วงานออกแบบส่วนใหญ่เราก็ได้เห็นกันมาแล้วในตัวต้นแบบ Land Rover Discovery Vision Concept ในช่วงปี 2014


รถต้นแบบ Land Rover Discovery Vision Concept ในปี 2014


  อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ Disco ใหม่ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มน้ำหนักเบาแบบ Unibody ซึ่งใช้อยู่ใน Range Rover Sport รุ่นปัจจุบัน เมื่อเทียบกับ Disco 3 และ Disco 4 ที่มีโครงสร้างแชสซีส์แบบ ladder-frame น้ำหนักตัวรวมจะลดลงถึง 480 กก. โดยแพลทฟอร์มแบบ Unidody ซึ่งรวมโครงสร้างบอดี้และแชสซีส์เป็นหน่วยเดียวกันยังช่วยให้ตัวรถลดการบิดตัวและมีแฮนด์ลิ่งที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ Disco ใหม่ยังมอบประสิทธิภาพในการใช้งานแบบกึ่งออฟ-โรดด้วยระยะเคลียร์ใต้ท้องรถถึง 28.3 ซม. ลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 90 ซม. และยังสามารถรับน้ำหนักลากจูงได้ถึง 3,500 กก.

   ภายในยังคงความเรียบง่าย หรู และสะอาดตา ทว่ามีลูกเล่นมากมายตลอดห้องโดยสาร แผงมาตรวัดแสดงผลสำหรับผู้ขับประกอบด้วยจอบอกข้อมูลขนาด 5 นิ้ว ขนาบข้างด้วยมาตรวัดอนาล็อกทรงกลม ระบบอินโฟเทนเมนท์เจนเนอเรชั่นล่าสุด InControl Touch Pro เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่แชร์ร่วมกันระหว่างรถในเครือจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ตัวระบบทำงานผ่านจอทัชสกรีนไซส์แทบเลทขนาด 10 นิ้ว ออกแบบระบบมาเพื่อลดการใช้ปุ่มควบคุมที่ซ้ำซ้อน

   ตัวระบบ InControl Touch Pro รองรับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, บลูทูธ และ 3G WiFi และยังมีพอร์ท USB ตามจุดต่างๆ ให้ถึง 9 พอร์ท ส่วนชุดระบบเสียงดิจิทัลเซอร์ราวด์ซาวด์ใช้บริการของ Meridian ลำโพง 14 ตัว อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ความแตกต่างยังคงขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยเช่นกัน

  รุ่นเครื่องยนต์ประกอบด้วย รุ่น Sd4 เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ตระกูล Ingenium ซึ่งปัจจุบันใช้ร่วมกับจากัวร์ มาพร้อมระบบจ่ายเชื้อเพลิงรุ่นใหม่ คอมมอนเรล + ไดเรค อินเจคชั่น หัวฉีดโซลินอยด์ อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบแปรผัน กำลังสูงสุด 240 แรงม้า (ps) แรงบิดสูงสุด 50.9 กก.-ม.

  รุ่น Td6 ใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล V6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จใหม่ทำงานร่วมกับระบบหมุนเวียนไอเสียแรงดันต่ำ กำลังสูงสุดผลิตได้ 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 61.1 กก.-ม. เทียบกับรุ่นก่อนหน้า (เครื่องยนต์ V6 สูบ 256 แรงม้า) อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียจะลดลงจาก 203 กรัม/กม. เหลือเพียง 189 กรัม/กม.

  ปิดท้ายด้วยรุ่น Si6 ในฐานะรุ่นท๊อป เครื่องยนต์เบนซิน V6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร อัดอากาศด้วยซูเปอร์ชาร์จ ผลิตกำลังสูงสุดได้ 340 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 45.8 กก.-ม. อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียลดลง 6% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าเหลือ 254 กรัม/กม. ทุกรุ่นเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะรุ่นล่าสุดของ ZF อัตราทดชิด การสั่งงานสะดวกด้วยปุ่มโรตารี่บนคอนโซลกลาง และเลือกแบบแมนน่วลได้ด้วยแพดเดิลชิฟท์บนวงพวงมาลัย

  ชุดระบบขับเคลื่อนมากับเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน Range Rover Evoque ประกอบด้วย ATPC – All Terrain Progress Control อนุญาตให้ผู้ขับเซ็ทฟังก์ชั่นการจัดการกับอุปสรรคตรงหน้าในแบบ crawl speed โดยอัตโนมัติ ผู้ขับไม่ต้องควบคุมคันเร่งหรือเบรค มุ่งสมาธิไปที่การควบคุมพวงมาลัยเพียงอย่างเดียว ตัวระบบสามารถใช้ความเร็วได้ตั้งแต่ 2 กม./ชม. จนถึง 30 กม./ชม. รวมถึงระบบ Terrain Response 2 เจนเนอเรชั่นใหม่ สั่งการ – ควบคุม – ตรวจสอบสภาพพื้นถนน และเลือกโปรแกรมการขับที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นกรวด, หิมะ, โคลน, ทราย รวมทั้งร่องหรือการปีนหิน (Rock Crawl) ในแบบพอประมาณ

  บนเส้นทางกึ่งออฟ-โรด ชุดระบบ air suspension สามารถปรับความสูงอัตโนมัติได้หลากหลายตามสภาพภูมิประเทศและความเร็วรถ โดยตัวระบบจะเพิ่มความสูงให้ +75 มม. จากระยะยืด-ยุบปกติ ขณะใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. และจะลดความสูงให้เหลือ +40 มม. เมื่อใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นในช่วง 50 – 80 กม./ชม. ขณะเดียวกันที่ความเร็วมากกว่า 105 กม./ชม. ตัวระบบจะลดความสูงลง -13 มม. จากระยะปกติ

  นอกจากนี้ในขณะที่เข้า-ออกรถ หากผู้ขับดับเครื่องหรือปลดล็อคเข็มขัดนิรภัย ตัวรถจะลดความสูงให้ 15 มม. และจะลดลงให้อีก 25 มม. เมื่อเปิดประตูรถ ขณะเดียวกันความสูงของตัวรถจะกลับไปสู่ระดับปกติเมื่อตัวรถมีการเคลื่อนตัว

  ตัวช่วยอื่นๆ มีระบบ Park Assist ช่วยถอยจอด, ระบบ Hill Descent Control ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน, ระบบ Hill Start Assist ช่วยออกตัวเมื่ออยู่บนทางลาดชัน, ระบบ Gradient Release Control ควบคุมการปล่อยแรงเบรคขณะเคลื่อนตัวบนทางลาดชัน, ระบบ Electronic Traction Control ควบคุมการลื่นไถล, ระบบ Roll Stability Control ป้องกันการโคลงและพลิกคว่ำด้วยการตรวจสอบอาการของรถ, ระบบ Wade Sensing ตรวจสอบความลึกในการลุยน้ำแบบรีลไทม์ด้วยเซนเซอร์ที่กระจกมองข้าง พร้อมส่งข้อมูลให้ผู้ขับผ่านจอมอนิเตอร์ และระบบ Engine Drag torque Control ช่วยเพิ่มแรงบิดไปยังล้อเพื่อขจัดอาการล้อล็อคในระหว่างเกิดเอนจินเบรคขณะตัวรถมีอาการลื่นไถล

  เบื้องต้นการจำหน่ายแบบจำกัดจำนวน 600 คันแรกในชื่อรุ่น First Edition จะมีขึ้นในสหราชอาณาจักร อุปกรณ์มาตรฐานและเทคโนโลยีข้างต้นครบ ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว ราคาจำหน่ายจบที่ 68,295 ปอนด์ หรือประมาณ 3.1 ล้านบาท ในขณะที่รุ่นย่อยในอนาคตซึ่งประกอบด้วยรุ่น S, SE, HSE และ HSE Luxury ราคาจำหน่ายจะอยู่ในช่วง 43,495 – 62,695 ปอนด์ หรือราว 2 – 2.8 ล้านบาท

  บ้านเรารอคิวกันได้ตามสะดวก…มาแน่ครับ  


2017 Land Rover Discovery


 

Drunk Dont Drive