2017 Mercedes-Benz E 350 e รถ PHEV รุ่นล่าสุดภายใต้ซับ-แบรนด์ EQ เปิดตัวในไทย
May 15, 2017
Motortrivia Team (5102 articles)

2017 Mercedes-Benz E 350 e รถ PHEV รุ่นล่าสุดภายใต้ซับ-แบรนด์ EQ เปิดตัวในไทย


ภาพ : จันทนา เจริญทวี

 

●   เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัวรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด Mercedes-Benz E 350 e ภายใต้ ซับ-แบรนด์ EQElectric Intelligence by Mercedes-Benz (อีคิว) ตำแหน่งทางการตลาดอยู่ในกลุ่มรถ Contemporary Luxury Sedan ของเมอร์เซเดส จุดเด่นคืออัตราการปล่อย CO2 ที่ต่ำสุดเพียง 49 – 57 กรัม/กิโลเมตร แบ่งการจำหน่ายเป็น 3 รุ่นย่อย E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท, E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท และ E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท.

●   มร. ไมเคิล เกรเว่ (Michael Grewe) ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมล้ำสมัยที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “THE BEST : สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้วางรากฐานไว้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานไปจนถึงปี 2025”

●   “ในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมไฟฟ้าที่ครบครันมากที่สุดอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz อย่าง The E 350 e ยนตรกรรมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่มาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้เปิดตัว S 500 e และ C 350 e ให้คนไทยได้สัมผัสเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา”

●   มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ (Frank Steinacher) รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมที่นำเสนอรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งในกลุ่ม Contemporary Luxury และ SUV ซึ่งจากการเปิดตัว The E 350 e ในครั้งนี้ จะทำให้ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ EQ เป็นจำนวนกว่า 12 รุ่น หลังจากที่ได้เปิดตัว 9 รุ่น อย่าง C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Estate, S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic มาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา”


มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด


●   “The E-Class นับเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Contemporary Luxury ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ที่มีทุกองค์ประกอบสอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลัก Sensual Purity รวมถึงเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ล่าสุด ยกระดับแนวคิดการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติไปอีกขั้น ซึ่งสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด The E 350 e นั้น ยังคงมาพร้อมรูปลักษณ์อันโดดเด่น สมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยอันเป็นเลิศ ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่าง เต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมมอบสุนทรียะทุกครั้งที่ขับขี่”

กรีนในทุกขั้นตอนและช่วงอายุผลิตภัณฑ์

●   Mercedes-Benz E 350 e เป็นรถซีดานพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดย TÜV ซึ่งเป็นสำนักงานตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิคแห่งประเทศเยอรมนี (the German Technical Inspection Authority) และได้รับใบรับรองด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุให้ผ่านการประเมินระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment)

●   กระบวนการตรวจสอบแบบองค์รวมนั้น ไม่ได้วัดอัตราการใช้พลังงานหรืออัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะขับเท่านั้น แต่ยังวัดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิล โดยผลการวิเคราะห์เผยว่า E 350 e มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์ (นับตั้งแต่การผลิตวัสดุสำหรับประกอบเป็นรถยนต์, การประกอบชิ้นส่วน, การขับเป็นระยะทาง 250,000 กม. โดยใช้เกณฑ์การคำนวณค่าการปล่อยไอเสียตามมาตรฐานสากล และกระบวนการรีไซเคิล) ต่ำกว่า E 350 CGI ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน และใช้เครื่องยนต์แบบเชื้อเพลิงฟอสซิล 44% และหากใช้เฉพาะพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อชาร์จแบตเตอรี่แล้ว ค่าความแตกต่างจะสูงขึ้นเป็น 63% และ E 350 e ยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่า E 350 CGI ราว 31 – 48% ตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์

Mercedes-Benz E 350 e

●   E 350 e ยังคงภาพลักษณ์โดยรวมตามแบบฉบับของรถตระกูล E-Class รุ่นย่อย E 350 e Avantgarde มากับไฟหน้า LED High Performance ส่วนรุ่นย่อย E 350 e Exclusive และ E 350 e AMG Dynamic ใช้ไฟหน้า Multibeam LED โคมไฟหน้าแต่ละโคมประกอบด้วยหลอด LED 84 หลอด แยกการทำงานอิสระ ชุดไฟหน้าสามารถส่องพื้นถนนหน้ารถอัตโนมัติ โดยใช้ระดับความเข้มของแสงที่สว่างและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และไม่รบกวนสายตาของผู้สัญจรอื่นๆ ทุกรุ่นเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบไฟอัจฉริยะ ILS : Intelligent Light System, ระบบ ALS : Active Light System ปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย, ระบบ Cornering Light เพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง, ระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ปรับไฟสูงอัตโนมัติ

●   E 350 e AMG Dynamic พิเศษด้วยล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง AMG, ดิสค์เบรคหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และมีตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์หน้า

●   เมอร์เซเดสระบุว่า ห้องโดยสารมีการตีความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ โดยรถตระกูล E-Class จะไม่ได้เป็นเพียงรถซีดานสำหรับผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน “สถานที่ที่ 3” (third place) นอกเหนือไปจากบ้านและที่ทำงาน ซึ่งเจ้าของรถสามารถใช้เวลาในรถได้อย่างคุ้มค่าตลอดการเดินทาง โดยฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 ช่วยให้บรรจุสัมภาระได้ง่ายขึ้น

●   E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ใช้เบาะหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง Nappa ส่วนรุ่น E 350 e AMG Dynamic จะใช้เบาะหุ้มหนัง Nappa, พวงมาลัยแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa นอกจากนี้รุ่น E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะได้ใช้งานจอ widescreen cockpit ทว่ารุ่น E 350 e AMG Dynamic จะพิเศษและเพิ่มสะดวกกว่าด้วยจอบอกข้อมูลแบบ Head-up Display

●   สำหรับชุดระบบมัลติมีเดียนั้น E 350 e AMG Dynamic มีระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester โดยทั้ง 3 รุ่นย่อยจะมีระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (เฉพาะภาษาอังกฤษ), ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay, เนวิเกเตอร์ และไฟแอมเบียนไลท์สร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร ปรับโทนสีได้ 64 สี

●   ชุดระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก มาพร้อมกับระบบ Mercedes-Benz Intelligent Drive ควบรวมการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมหนึ่งเดียว อาทิ ระบบ Parking Pilot including Active Parking Assist ช่วยจอดอัตโนมัติ, ระบบชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย ทั้งนี้รุ่นย่อย E 350 e Avantgarde จะมีกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอย ในขณะที่ E 350 e Exclusive และ E 350 e AMG Dynamic จะมีกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, ระบบ Distance Pilot DISTRONIC ช่วยรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้า และระบบ Blind Spot Assist ช่วยเตือนผู้ขับเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา

●   E 350 e ใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุ 1,991 ซีซี กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ช่วง 1,200 – 4,000 รอบ/ต่อนาที เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเอาท์พุทเทียบเท่า 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. กำลังรวมทั้งระบบ 286 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่เพิ่มขึ้นไปถึง 56 กก.-ม. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC PLUS พร้อมแพดเดิลชิฟท์

●   E 350 e ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมอร์เซเดสระบุว่าชุดระบบขับเคลื่อนนี้ทำให้ตัวรถมีสมรรถนะโดยรวมเทียบเท่ารถสปอร์ต ทว่ามีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถขนาดคอมแพคท์ โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 – 47.62 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 49 – 57 กรัม/กม. โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 33 กม.

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเชิญได้ที่ mercedes-benz.co.th หรือ facebook.com/MercedesBenzThailand   ●


2017 Mercedes-Benz E 350 e


 

Drunk Dont Drive