Isuzu คาราวานสัญจร 2561 ครั้งที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี
June 27, 2018
Motortrivia Team (5411 articles)

Isuzu คาราวานสัญจร 2561 ครั้งที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี

เรื่อง : สันติภพ นิ่มเล็ก  •  ภาพ สันติภพ นิ่มเล็ก และอีซูซุ

 

●   ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2516 ที่ผ่านมา ทีมงาน Motortrivia ได้ร่วมเดินทางไปกับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ “อีซูซุ คาราวานสัญจร” โดยเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบคาราวานทางรถยนต์ที่ทางอีซูซุจัดกิจกรรมเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งได้รับการตอบรับเข้าร่วมจากกลุ่มผู้ใช้รถอีซูซุด้วยดีเสมอมา ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศ และสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล อีกทั้งเป็นการส่งเสริมกิจกรรมภายในครอบครัว ซึ่งเป็นการเสริมสร้างสถาบันครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

●   นอกจากนี้ยังได้เกิดปรากฏการณ์ชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ ให้มาร่วมเป็น “ประชาคมอีซูซุ” ด้วยการซื้อรถอีซูซุเพื่อที่จะได้มาร่วมกิจกรรม “อีซูซุ คาราวานสัญจร” ด้วยกัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างให้ประชาคมอีซูซุแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุผลตามวิถีอีซูซุ นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

จุดแรก วัดศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

●   ช่วงแรกก่อนเดินทางผู้ร่วมขบวน อีซุซุ คาราวานสัญจร ทั้งหมดได้รับฟังการกล่าวต้อนรับจาก Mr.H.Kato ผู้จัดการฝ่ายขาย Dealer B บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ นายทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรียบร้อย จากนั้นก็เป็นคิวของ คุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดการคาราวาน มาอธิบายเส้นทางในครั้งนี้ ผู้ร่วมคาราวานถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน ขบวน อีซูซุ คาราวานสัญจร ก็ออกเดินทางจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต กันตอนสายของวันที่ 16 มิถุนายน 2561 วิ่งขึ้นทางด่วนหมอชิต-ตลิ่งชัน เพื่อลงสู่ถนนบรมราชชนนี ต่อเนื่องออกสู่ อ.นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จากนั้นก็เข้าสู่ วัดศรีษะทอง ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของคาราวานที่จะได้ร่วมทำบุญถวายหลอดไฟเข้าพรรษา พร้อมชมศาลาการเปรียญที่มีอายุกว่า 200 ปี

●   วัดศีรษะทอง ตั้งอยู่ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม สร้างจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในขณะที่มีการขุดดินสำหรับสร้างวัด ได้พบเศียรพระทองจมอยู่ในดิน จึงถือเป็นนิมิตที่ดี เลยได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดหัวทอง ตั้งแต่นั้นมา เจ้าอาวาสองค์แรกคือ หลวงพ่อไต เป็นชาวลาวที่มาจากเวียงจันทน์ จากวัดเล็กๆ กลายมาเป็นวัดใหญ่ สืบทอดเจ้าอาวาสมาอีก 6 รุ่นจนมาถึง สมัยหลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ ซึ่งได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดและหมู่บ้านเป็นอย่างมาก

●   ต่อมาทางการได้ขุดคลองเจดีย์บูชา แยกจากแม่น้ำนครชัยศรี ไปยังองค์พระปฐมเจดีย์เพื่อสะดวกในการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ คลองนี้ผ่านพื้นที่ทางตอนใต้ของวัดหัวทองและหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงอพยพมาอยู่ใกล้คลองเพราะสะดวกในการคมนาคม วัดนี้จึงย้ายจากที่เดิมมาอยู่ใกล้คลองเจดีย์บูชาและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศีรษะทอง ต่อมาทางราชการได้ยกขึ้นเป็นตำบลศีรษะทองสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ที่วัดศีรษะทองนี้มีประชาชนเป็นจำนวนมากที่นับถือ และนิยมมานมัสการพระราหู ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดศีรษะทองนี้ เพื่อความเป็นศิริมงคล

●   “วัดศีรษะทอง” จังหวัดนครปฐมเป็นวัดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะในแต่ละวันจะมีประชาชนนิยมมาสักการบูชาพระราหู เพื่อความเป็นสิริมงคลที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ด้วยคติความเชื่อที่ว่าพระราหูนั้นเป็นเทพ ซึ่งสามารถบันดาลประโยชน์และโทษให้เกิดขึ้นกับบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ได้

●   ดังนั้นจึงเกิดพิธีกรรมในการบูชาพระราหูขึ้นเพื่อช่วยให้โชคร้ายอันอาจจะเกิดขึ้นนั้นบรรเทาลงหรือกลับแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีงามกับชีวิต

●   ตามประวัติกล่าวว่าวัดศีรษะทอง สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีการขุดพบเศียรพระทองในบริเวณที่มีการสร้างวัด จึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดหัวทอง” ต่อมาเมื่อทางการได้ขุดคลองเจดีย์บูชา แยกจากแม่น้ำนครชัยศรีไปยังองค์พระปฐมเจดีย์ ผ่านพื้นที่ทางตอนใต้ของวัดหัวทอง และหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านได้ย้ายครัวเรือนมาอยู่ใกล้คลองมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการคมนาคม วัดหัวทองก็ได้ย้ายจากที่เดิมมาอยู่ใกล้คลองเจดีย์บูชาด้วยและเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศีรษะทอง” สืบมา

●   วัดศีรษะทองได้พัฒนาและมีความรุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมากในสมัยของ หลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ อดีตเจ้าอาวาส ท่านเป็นที่รู้จักเพราะเป็นต้นตำรับของการสร้างพระราหูอมจันทร์จากกะลาตาเดียว เครื่องรางที่ได้รับความนิยมอย่างกว้าขวาง และได้สร้างชื่อเสียงให้วัดศีรษะทองเป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้

●   ตามตำนานกล่าวว่า พระราหูนั้นมีลักษณะเป็นเช่นยักษ์ดุร้าย มีฤทธิ์มาก ผิวดำเหมือนิล สถิตอยู่ในอากาศแวดล้อมด้วยม่านสีดำ มีร่างกายเพียงครึ่งเดียวเพราะต้องจักรของพระนารายณ์ เนื่องจากในระหว่างที่ขโมยดื่มน้ำอมฤตอยู่นั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้มาเห็นเข้าจึงนำความไปทูลพระนารายณ์ ทำให้ทรงกริ้วและขว้างจักรไปบั่นกายพระราหูขาดครึ่ง แต่พระราหูนั้นไม่สิ้นชีพเนื่องจากได้ดื่มน้ำอมฤตเข้าไปครึ่งตัวจึงเป็นอมตะ

●   จากนั้นพระราหูจึงมีความแค้นเคืองในพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ จึงคอยเฝ้าจับพระอาทิตย์ และพระจันทร์กินอยู่เสมอ หรือที่เรียกกันว่า สุริยคราส และจันทรคราส นั่นเอง พระราหูจึงเปรียบเช่นความเป็นอมตะเพราะไม่มีวันตายนั่นเอง

●   ปัจจุบันวัดศีรษะทองได้จัดสร้างพระราหูขนาดใหญ่ไว้ให้ประชาชนได้มาสักการบูชาตามความเชื่อ และความศรัทธาส่วนบุคคลแต่ผู้บูชาพระราหูจะต้องมีศีล มีธรรม ทำคุณความดี และหมั่นทำบุญกุศลอยู่เสมอ ความร่ำรวยและโชคลาภนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้

จุดที่สอง เจษฎาเทคนิค มิวเซียม

●   ขบวนคาราวานอิ่มบุญกันทุกท่านแล้วก็ออกเดินทางต่อไปสู่ “เจษฎาเทคนิค มิวเซียม” ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าไรนัก แน่นอนว่า คาราวาน อีซูซุสัญจร จะต้องตื่นตาตื่นใจกับ ยานพาหนะที่หายากมากมายในสถานที่แห่งนี้

●   “เจษฎาเทคนิค มิวเซียม” ก่อเกิดจากความรักรถและยานหาหนะทุกชนิดของ คุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ที่มีมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรป สิ่งหนึ่งที่ไม่พลาดก็คือ การเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ยานยนต์ของแต่ละเมืองที่ไปเยือน จนวันหนึ่งเกิดความคิดที่ว่าเมืองไทยน่าจะมีพิพิธภัณฑ์แบบนี้บ้าง จึงเริ่มสะสมรถโบราณเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน โดยช่วงแรกๆ ได้เสาะหาจากภายในประเทศเป็นหลัก

●   สำหรับรถโบราณคันแรกที่ได้จากต่างประเทศ คือ Messerschmitt KR200 ไมโครคาร์สัญชาติเยอรมัน ที่ประมูลได้มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2542 จากนั้นก็สะสมยานยนต์จากต่างประเทศเรื่อยมา ผ่านไปอีกหลายปี ยานยนต์ในคอลเล็กชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยคัน จึงได้ตัดสินใจเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แบ่งปันให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปลายปี พ.ศ. 2549

●   ปณิธานของ คุณเจษฎา ในการก่อตั้งเจษฎาเทคนิคมิวเซียมนั้น ต้องการให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่หวังผลกำไร มุ่งหวังที่จะอนุรักษ์มรดกและประวัติศาสตร์ทางยานพาหนะและเครื่องจักรกลจากทั่วทุกมุมโลก มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เรียนรู้ เสริมสร้างทักษะ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจแก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

●   “เจษฎาเทคนิค มิวเซียม” จัดแสดงยานพาหนะโบราณทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เปิดให้เข้าเยี่ยมชมโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมภายนอกพิพิธภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย กิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ งานช่วยเหลือสังคม และส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศ

จุดที่สาม โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม

●   ขบวน อีซูซุ คาราวานสัญจร ออกจาก เจษฎาเทคนิคมิวเซียม แล้วก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “ร้าน OCTOSPIDER” อ.บางแพ จ.ราชบุรี จากนั้นก็เดินทางต่อไปยัง “โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อให้ชาวคาราวานได้มีโอกาสศึกษา รับความรู้และเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในโครงการแห่งนี้ โดยโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เดิมพื้นที่โครงการเป็นฟาร์มปศุสัตว์และปลูกพืชไร่ มีการใช้ดินอย่างผิดวิธี ทำให้หน้าดินเสียหาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์เกิดความแห้งแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้ หรือปลูกได้แต่ผลผลิตลดลงมาก พื้นที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง บางส่วนมีการขุดลูกรังไปขาย ดินสวนใหญ่เป็นดินตื้น เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายและปนกรวด มีชั้นดานแข็งอยู่ข้างล่างลึกประมาณ 40 เซนติเมตร จากผิวดินบน

●   พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2529 ได้มีพระราชดำริ “ให้ดำเนินการศึกษาวิธีการปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ โดยการทดสอบวางแผน และจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในลักษณะศูนย์ศึกษาการพัฒนาขนาดย่อม” ที่นี่เหมาะแก่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้ทั้งความรู้ และเพลิดเพลิน พื้นที่กว่า 849 ไร่ เป็นแหล่งศึกษาดูงานของนักศึกษาและประชาชนทั่วไป

●   เราจะได้ชมพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานพระราชดำริในการปรับปรุงที่ดินเสื่อมโทรมแห่งนี้ จนมีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าในอดีตมาก หนึ่งในพระราชดำริแนะนำว่า “ให้ช่วยดูแลรักษาป่า อย่าไปรังแกป่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ให้ใครรบกวนป่า ระยะเวลา 30-40 ปี ป่าแห่งนี้จะคืนสภาพจากเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ”

●   ภายในโครงการเราสามารถเข้าชมภายใน โดยสะดวก เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ภายในมีไร่แปลงสาธิต ฐานการเรียนรู้ต่างๆ ต้นไม้ชื่อแปลกๆ และที่สำคัญคือ พลับพลาที่ประทับซึ่งเตรียมไว้เพื่อรับเสด็จในหลวงตั้งอยู่ด้านหน้าเขาเขียว บริเวณอ่างเก็บน้ำภูมิทัศน์สวยงามเหมาะแก่การพักผ่อนและถ่ายรูป และกิจกรรมแนะนำคือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนป่าเขาเขียว ระยะทาง 1,170 เมตร ในเส้นทางจะได้สัมผัสกับป่าเต็งและป่าเบญพรรณ จุดชมวิวบนเขาเขียวมองเห็นพื้นที่โครงการด้านล่าง

●   จากนั้นขบวน อีซูซุ คาราวานสัญจร ก็ออกเดินทางต่อสู่ที่พักในคืนนี้คือ “โรงแรมอะเวย์ กาญจนบุรี เทวมันตร์ทรารีสอร์ต แอนด์ สปา” ซึ่งในค่ำคืนนั้นก็มีปาร์ตี้สุดสนุกพร้อมเล่นเกมส์และจับรางวัลให้แก่ผู้โชคดีที่ร่วมคราวานมากมาย ก่อนเช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าสมาชิก อีซุซุ คาราวานสัญจร ครั้งที่ 1 ก็แยกย้ายกลับบ้านกันอย่างปลอดภัยและมีความสุขทุกคัน

●   สำหรับ อีซูซุคาราวานสัญจร ประจำปี 2561 “ความสุข สนุกสุด…ฉุดไม่อยู่” มีทั้งหมด 4 เส้นทาง:

–   เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี วันที่ 16-17 มิถุนายน 2561
–   เส้นทางที่ 2 สุราษฏร์ธานี-ภูเก็ต วันที่ 21-22 กรกฎาคม 2561
–   เส้นทางที่ 3 ไทย-เวียดนาม วันที่ 8-12 สิงหาคม 2561
–   เส้นทางที่ 4 พะเยา-เชียงราย วันที่ 15-16 ธันวาคม 2561

ขอบคุณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง


Isuzu Touring Caravan 2561 : Trip 1

Drunk Dont Drive