MINI เปิดตัว Hatch 3/5D, Convertible และ JCW 2018 รุ่นปรับโฉม
June 18, 2018
Motortrivia Team (3530 articles)

MINI เปิดตัว Hatch 3/5D, Convertible และ JCW 2018 รุ่นปรับโฉม

ภาพ : สุพรรณี ยังอยู่

 

●   มินิ ประเทศไทย เปิดตัวมินิรุ่นปรับโฉมใหม่ 4 รุ่น ประกอบด้วย MINI Hatch ตัวถัง 3 ประตู, ตัวถัง 5 ประตู, MINI Convertible ตัวถังเปิดประทุน และเวอร์ชั่นแรง MINI John Cooper Works ตัวถัง 3 ประตูโฉมใหม่รอบคัน โดดยทุกรุ่นจะได้รับการปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ ตั้งแต่ตราสัญลักษณ์, ชุดไฟหน้า, ล้อ รวมทั้งเพิ่มอุปกรณ์พื้นฐานใหม่และการตกแต่งภายในด้วย

●   การปรับโฉมเริ่มที่ตราสัญลักษณ์มินิแบบใหม่ที่เน้นความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล สบายตาขึ้นด้วยการออกแบบเป็น 2 มิติ โดยโลโก้ใหม่นี้จะมีอยู่ที่ 4 ตำแหน่ง คือ บริเวณฝากระโปรงหน้า, ฝากระโปรงท้าย, พวงมาลัย และบนกุญแจรีโมท เสริมความเด่นด้วยสีตัวถังใหม่ 3 สีสำหรับเวอร์ชั่นพื้นฐานทั้ง 3 ตัวถัง (ยกเว้น JCW) ประกอบด้วยสีเทา Emerald Grey Metallic, น้ำเงิน Starlight Blue Metallic และส้ม Solaris Orange Metallic โดยรุ่น Cooper S จะเพิ่มความสปอร์ตด้วยแพคเกจ Piano Black Exterior สีดำเงาที่กรอบโคมไฟหน้า, ไฟท้าย และกระจังหน้า


คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิประเทศไทย


●   ในรุ่นย่อย MINI Cooper และ Cooper D ตัวรถใช้โคมไฟหน้าแบบฮาโลเจน ตกแต่งด้วยพาเนลสีดำด้านในโคมไฟ โดยมีไฟหน้าแบบวงแหวนเต็มวงใหม่ให้ในรุ่น Cooper S ซึ่งให้ความสว่างมากขึ้นทั้งในโหมดไฟต่ำและไฟสูงด้วยไฟ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light รวมฟังก์ชันไฟเลี้ยวภายในวงแหวนเดียวกัน โดยไฟจะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีส้มขณะที่ผู้ขับเปิดไฟเลี้ยว

●   ฝั่งตัวแรง MINI John Cooper Works Hatch จะมากับเทคโนโลยี Adaptive LED Headlights ปรับความสว่างของไฟหน้าแบบอัตโนมัติตามสภาพเส้นทาง รวมทั้งปรับองศาขณะเข้าโค้งด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Matrix light เปิด-ปิดระบบไฟโดยอัตโนมัติเมื่อกล้องในตรวจจับได้ว่ามีรถยนต์คันอื่นสวนมา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับเพื่อนร่วมทาง

●   จุดเด่นของมินิรุ่นปรับโฉมคือ ไฟท้าย LED ใหม่ลายธงยูเนียน แจ็ค โดย Cooper S และ John Cooper Works Hatch ไฟเบรคจะใช้เส้นแนวตั้ง ในขณะที่ไฟเลี้ยวจะเป็นเส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง เมื่อมีการเปิดใช้งานไฟหน้า

●   นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ 4 แบบที่ต่างกันในแต่ละรุ่น ประกอบด้วยลาย Victory Spoke Black ขนาด 16 นิ้ว, Roulette Spoke 2-tone ขนาด 17 นิ้ว, Rail Spoke 2-tone ขนาด 17 นิ้ว และ MINI Yours Vanity Spoke 2-tone ขนาด 18 นิ้วที่มาพร้อมฝาครอบล้อใหม่ลาย MINI Yours

●   มินิใหม่มากับพวงมาลัยรุ่นใหม่แบบมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน (ฟังก์ชันการใช้งานต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อย) ด้านซ้ายมีปุ่มควบคุม Speed Limit ที่กำหนดความเร็วสูงสุดของได้ ส่วนด้านขวาจะเป็นชุดควบคุมระบบอินโฟเทนเมนท์ โดยทุกรุ่นจะมีจอทัชสกรีนใหม่ขนาด 6.5 นิ้ว หรือ 8.8 นิ้ว พร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อด้วย Bluetooth และเทคโนโลยี MINI Connected สำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

●   ส่วนออปชั่นเสริมมี MINI Excitement หรือระบบ MINI Logo Projection ฉายตราสัญลักณ์มินิลงบนพื้นบริเวณฝั่งคนผู้ขับเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถให้เลือกติดตั้งเพิ่มเติม

●   และในฐานะรถเปิดประทุน ห้องโดยสารของ MINI Convertible จะมีการปรับปรุงใหม่ทางเลือกด้านการตกแต่งให้ โดยผู้ขับสามารถเลือกสีเบาะและสีห้องโดยสารทั้งหมดเบื้องต้นได้ 3 แบบ ประกอบด้วย Leather Chester, Leather Malt Brown, Leather Cross Punch Carbon Black และทางเลือกใหม่ Leather Lounge Satellite Grey

●   พิเศษ… John Cooper Works จะมีจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายมาให้ โดยติดตั้งเอาไว้ที่บริเวณช่องวางแขนกลางตัวรถ สามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับระบบชาร์จไร้สายได้เลย นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเสริมเป็นพอร์ท USB เพิ่มเติมที่คอนโซลหน้าด้วย

●   ด้านพละกำลัง รุ่นเครื่องยนต์เบนซินทุกรุ่นจะมีการเพิ่มแรงดันในการฉีดน้ำมันจาก 200 เป็น 350 บาร์ รวมถึงมีการปรับแรงดันหัวฉีดน้ำมันให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น, ใช้ใบพัดเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ผลิตจากวัสดุที่ทนความร้อนสูง และใช้ที่ฝาครอบเครื่องยนต์ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักในอีกทางหนึ่ง โดยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo นี้จะมีให้ทั้งเบนซินและดีเซล ซึ่ง Cooper และ Cooper D จะใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ในขณะที่ Cooper S จะได้ใช้งานเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร

●   Cooper และ Cooper S จะส่งกำลังด้วยเกียร์ Steptronic 7 สปีด คลัทช์คู่ (Double Clutch Transmission) ที่มีการปรับปรุงให้มีการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและเหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์มากขึ้น ช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ส่วน John Cooper Works จะจับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

●   สำหรับตัวเลขสมรรถนะ MINI Cooper Hatch 3D มีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 7.8 วินาที MINI Cooper S Hatch 5D กำลังสูงสุด 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 6.7 วินาที ปิดท้ายด้วย MINI Cooper S Convertible กำลังสูงสุด 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. แม้จะมีตัวเลขสมรรถนะเท่ากัน ทว่าอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. จะลดลงเหลือ 7.1 วินาที

●   ใครที่ชอบของแรง John Cooper Works Hatch จะมากับเครื่องยนต์เทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ที่ดันกำลังเพิ่มขึ้นไปเป็น 231 แรงม้า ซึ่งมีอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 6.1 วินาที นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุดแต่ง JCW มาช่วยเสริมความเด่น เช่น ล้อ JCW Cup Spoke 2-tone ขนาด 18 นิ้ว, จานเบรคสีแดงพร้อมตราสัญลักษณ์ John Cooper Works

●   ใครสนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ MINI Contact Center : 1-401-269-269 หรือ www.mini.co.th เบื้องต้นทุกรุ่นสามารถเลือกโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ได้ตามต้องการ แพคเกจเริ่มต้น MSI Standard ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

●   อย่างไรก็ดี มินิยังไม่ประกาศราคาจำหน่ายในเวลานี้ครับ… ใครอยากรู้เรื่องราคาจำหน่ายต้องรอกันไปอีกสักพัก   ●


2018 MINI Hatch 3/5D, Convertible and JCW

Honda Jazz