Ford Ranger ลอง 2 เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์ 10 จังหวะ
August 5, 2018
Motortrivia Team (3903 articles)

Ford Ranger ลอง 2 เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์ 10 จังหวะ

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ  •  ภาพ : ฟอร์ด ประเทศไทย

 

●   ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นปรับโฉม เปิดตัว 20 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ล่าสุดทีมงานมอเตอร์ทริเวีย ได้ทดลองขับในแบบ Group Test เส้นทางเชียงราย-เชียงของ ระยะทางรวม 380 กิโลเมตร ด้วยรถรุ่น Double Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 10AT ราคา 1.029 ล้านบาท และรุ่น Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10AT ราคา 1.265 ล้านบาท

●   เครื่องยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่น พัฒนาและออกแบบจากยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลที่ดีที่สุดในโลก เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ ไม่ใช่การพัฒนาจากเครื่องยนต์เดิม พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหลังของฟอร์ด

●   รุ่น 2.0 Bi-Turbo ใช้ในรุ่น Wildtrak 4×4 และ Raptor เป็นแบบ 4 สูบ 2,000 ซีซี เพิ่มแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดในจากรุ่นเดิม 1,800 บาร์ เป็น 2,200 บาร์ เปลี่ยนหัวฉีด Piezo แบบ 8 รู จากเดิม 6 รู มีกำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 50.95 กก.-ม. ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที คาร์บอนไดอ๊อคไซด์ในไอเสีย 200 กรัมต่อกิโลเมตร เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์เดิมแบบ 5 สูบ 3,200 ซีซี ที่มีกำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที แรงบิด 47.89 กก.-ม. ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที คาร์บอนไดอ๊อคไซด์ในไอเสีย 215 กรัมต่อกิโลเมตร

●   เครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่ ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ เน้นการทำงานของเทอร์โบลูกเล็กที่วางอยู่ด้านบน เป็นแบบแปรผัน แรงดันสูง รอบจัด ช่วยเพิ่มแรงบิดขณะออกตัว จากนั้นในช่วง 1,500-2,000 รอบต่อนาที จะเน้นการทำงานร่วมกันของเทอร์โบทั้ง 2 ลูก เพื่อช่วยเพิ่มแรงม้า และในรอบสูงจะเน้นใช้เทอร์โบลูกใหญ่ที่วางอยู่ด้านล่าง เป็นแบบ Fix ไม่แปรผัน แรงดันต่ำ ช่วยสร้างแรงม้าในรอบสูง

●   มาพร้อมเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ฝาครอบเทอร์โบฝั่งคอมเพรสเซอร์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ลูกสูบอะลูมิเนียม เปลี่ยนมาใช้สายพานไทม์มิ่งจากเดิมที่เป็นโซ่ ทำงานนุ่มนวล เสียงเบา ยืดอายุการใช้งานด้วยการใช้สายพานเส้นเล็กอีกเส้น ช่วยพาน้ำมันเครื่องมาหล่อลื่นสายพานขับวาล์วเส้นหลัก ฝาครอบเครื่องยนต์ทำจากโฟมช่วยดูดซับเสียงและลดแรงสะเทือน

●   รุ่น 2.0 Turbo มีกำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 42.79 กก.-ม. ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที คาร์บอนไดอ๊อคไซด์ในไอเสีย 187 กรัมต่อกิโลเมตร เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์เดิม 2,200 ซีซี ที่มีกำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 3,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 39.23 กก.-ม. ที่ 1,600-2,600 รอบต่อนาที คาร์บอนไดอ๊อคไซด์ในไอเสีย 197 กรัมต่อกิโลเมตร เทอร์โบเป็นของ BorgWarner ผ่านการทดสอบที่รอบสูงเป็นเวลา 200 ชั่วโมง หมุนได้สูงสุด 240,000 รอบต่อนาที

●   อีกหนึ่งไฮไลต์ที่มาคู่กันคือ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 10 จังหวะ ชิ้นส่วนผลิตจากเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอย และวัสดุคอมโพสิท มีระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์พร้อมระบบเรียนรู้รูปแบบการขับ อัตราทดเกียร์ 1:1 อยู่ที่เกียร์ 7 ถ้ากดคันเร่งลึกๆ ตอนออกตัว สามารถข้ามเกียร์ได้ เช่น ออกตัวด้วยเกียร์ 1 กดคันเร่งสุด เกียร์จะข้ามไป 3-5 มีโหมด SelectShift ที่หัวเกียร์มีสวิตช์ +/- ใน D Mode เกียร์จะเปลี่ยนทีละตำแหน่ง เกียร์รุ่นนี้ใช้สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังเช่น F-150, F-150 Raptor และรถสปอร์ตรุ่น Mustang

ลดความจุ คงสมรรถนะ เพิ่มความประหยัด

●   วันแรกได้ลองขับรุ่น Double Cab 2.0L Turbo Limited ขับเคลื่อน 4 ล้อ 180 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ กับระยะทางประมาณ 64 กิโลเมตร นั่ง 3 คนรวมผู้ขับ ที่ความเร็วต่ำเครื่องยนต์และเกียร์ตอบสนองทันใจ เร่งออกตัวได้ต่อเนื่องดี เสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างเงียบ แทบไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือน การเร่งแซงที่ความเร็วปานกลางและความเร็วสูง ไม่ถึงกับหวือหวา แต่ก็ไม่อืดอาด การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงที่รอบสูงยังคงนุ่มนวล ไม่กระชาก ความรวดเร็วในการเปลี่ยนเกียร์อยู่ในระดับกลางๆ โหมด S หน่วงจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ให้ลากรอบสูงได้อีกนิด ช่วยหน่วงความเร็วรถเวลาขับลงเนินหรือทางคดเคี้ยว ส่วนโหมด +/- บนหัวเกียร์ ลองใช้แล้วใช้งานไม่ถนัดเหมือนการโยกคันเกียร์

●   เกียร์ 10 จังหวะ ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงมาก เกียร์ก็ไล่เปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงให้ ขับใช้งานปกติความเร็ว 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ได้ใช้เกียร์ครบทั้ง 10 จังหวะ ช่วยลดรอบต่ำได้ดี ใช้รอบในช่วง 1,500 รอบต่อนาที ก็ทำความเร็วตามกฎหมายได้สบายๆ เมื่อต้องการอัตราเร่งแค่กดคันเร่งคิ๊กดาวน์ เกียร์ก็เปลี่ยนลงต่ำให้ เพิ่มรอบสร้างแรงบิดได้ทันใจ

●   อัตราสิ้นเปลืองเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังมากกว่าอัตราเร่ง ขับช่วงแรกไม่ปั้นตัวเลข ระยะทาง 66.6 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลา 1.27 ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 10.8 กิโลเมตรต่อลิตร อาจจะดูน้อย แต่ก็เป็นการใช้งานจริง มีเร่งแซง มีติดไฟแดง ใช้ความเร็วสูงบ้าง ช่วงหลังเปลี่ยนผู้ขับ ทำได้ดีที่สุดประมาณ 15 กิโลเมตรต่อลิตร

●   วันรุ่งขึ้นได้ลองขับรุ่น Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak ขับเคลื่อน 4 ล้อ 213 แรงม้า นั่ง 3 คนเหมือนเดิม เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวและเปียกชุ่มจากฝนที่ตกต่อเนื่อง ขับตามกันไปเรื่อยๆ ใช้ความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบไม่มีโอกาสได้ลองอัตราเร่งเท่าไรนัก ขับใช้งานปกติรู้สึกว่าการตอบสนองโดยรวมดีกว่ารุ่นเทอร์โบเดี่ยวนิดๆ ในแง่ความยืดหยุ่นในช่วงรอบกว้าง ขับฝ่าสายฝนตลอดระยะทาง 93.2 กิโลเมตร ใช้เวลา 1.25 ชั่วโมง ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.7 กิโลเมตรต่อลิตร

●   หลังจากได้ลองขับทั้ง 2 เครื่องยนต์ใหม่ เทอร์โบเดี่ยว 180 แรงม้า และไบ-เทอร์โบ 213 แรงม้า คิดว่าเครื่องยนต์ใหม่ถูกพัฒนาเพื่อให้มีมลพิษต่ำลง ลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจากขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กลง และใส่เทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปเพื่อให้ได้สมรรถนะใกล้เคียงเครื่องยนต์เดิมที่มีความจุมากกว่า ตัวเลขแรงม้าแรงบิดที่สูงขึ้น ไม่ได้เพื่อสร้างความหวือหวา แต่เพื่อทำให้เครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง มีความยืดหยุ่นสูสีกับเครื่องยนต์เดิม

ช่วงล่างเน้นนุ่มนวล

●   รถที่ทดลองขับทั้ง 2 รุ่นเป็นตัวถัง 4 ประตู Double Cab ที่เน้นการโดยสารมากกว่าบรรทุกของ ช่วงล่างจึงปรับมาเพื่อเน้นความนุ่มนวล แต่ก็ยังมีอารมณ์ของกระบะอยู่นิดๆ กับพื้นผิวถนนคอนกรีต ที่รู้สึกว่ามีอาการเต้นอยู่บ้าง ส่วนถนนราดยางเรียบก็รู้สึกว่านุ่มนวลดี การยึดเกาะถนนทำได้ดีพอสมควร เข้าโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงเกินปกติไปบ้าง ก็ยังไม่ออกอาการน่าหวาดเสียว ช่วงล่างจำกัดการโยนตัวของรถได้ดี แม้เป็นรถสูง แต่ถ้าเล่นแรงถึงระดับเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ก็จะรู้สึกว่าช่วงล่างยวบไปนิด พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าขยันผ่อนแรงมากไปหน่อยที่ความเร็วสูง ทำให้รู้สึกหวิวๆ อยู่บ้าง เบรกทำงานได้ตามมาตรฐาน ไม่มีอาการเบรกไหลหรือจับตัวเร็วเกินไป

ลอง 2 ระบบความปลอดภัย

●   เทคโนโลยีช่วยในการขับอัจฉริยะ หรือ Advanced Driving Assist Technology ซึ่งมีเฉพาะรุ่น Wildtrak 4×4 ประกอบด้วย Autonomous Emergency Braking System, Adaptive Cruise Control, Forward Collision Warning System, Lane Keeping System , Driver Alert System และ Auto High Beam Control

●   ฟอร์ดจัดให้ลอง 2 ระบบความปลอดภัยในพื้นที่ปิด ประกอบด้วย AEB ใช้เป็นครั้งแรกในรถกระบะ ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้า สามารถตรวจจับได้ทั้งรถและคน เริ่มทำงานที่ความเร็ว 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป และไม่จำกัดความเร็วสำหรับรถ ส่วนคนจะทำได้ที่ความเร็วไม่เกิน 62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเข้าใกล้รถด้านหน้าหรือคนเดินถนนมากเกินไป และระบบตรวจพบว่าอาจมีการชน จะแจ้งเตือนด้วยสัญญาณไฟบนหน้าปัดพร้อมเสียงเตือน ถ้าผู้ขับไม่ตอบสนองระบบจะเบรกกระทั่งรถหยุดให้โดยอัตโนมัติ และเบรกค้างไว้ 3 วินาที จากนั้นผู้ขับจะต้องเหยียบเบรกเอง

●   อีกระบบที่ได้ลองคือ Active Park Assist ครั้งแรกในรถกระบะเช่นกัน เป็นระบบที่ยกมาจากเอเวอเรสต์ ช่วยหาช่องจอดแบบขนาน ถ้าจะเข้าจอดด้านซ้ายไม่ต้องเปิดไฟเลี้ยวซ้าย แต่ถ้าจะจอดด้านขวาต้องเปิดไฟเลี้ยวขวา เมื่อเปิดระบบ เซ็นเซอร์หน้าจะตรวจหาช่องว่างในระยะ 1.5-2 เมตร ขณะสแกนหาช่องจอด ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขณะเข้าจอดต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

●   การใช้งานไม่ยาก แค่เปิดสวิตช์แล้วทำตามคำแนะนำจากจอที่คอนโซลกลาง ระบบจะควบคุมพวงมาลัยให้ ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการจอดแบบขนาน ส่วนผู้ขับควบคุมเบรก คันเร่ง และการเปลี่ยนเกียร์ ถ้าจับพวงมาลัยขณะระบบทำงาน จะเป็นการยกเลิกระบบช่วยถอยจอด


อุปกรณ์อื่นที่น่าสนใจ

●   Wildtrak 4×4 เพิ่มระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation มีไมค์โครโฟนรับเสียงบนเพดาน 2 ตัว หน้าและหลัง และกล่องควบคุม ระบบส่งคลื่นเสียงที่ตรงข้ามกับเสียงรบกวน ผ่านทางลำโพงหลักในรถเพื่อกำจัดเสียงรบกวน ในการทดสอบไม่ได้ขับภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แตกต่างทั้งพื้นถนน สภาพแวดล้อม และความเร็วที่ใช้ ความแตกต่างของระบบนี้จึงไม่ชัดเจนนัก แต่โดยรวมห้องโดยสารของรุ่น Limited ก็มีการเก็บเสียงที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว

●   ในรุ่น Limited ขึ้นไป ติดตั้งระบบผ่อนแรงปิดฝากระบะท้าย ทำงานด้วยหลักการเดียวกับทอร์ชั่นบาร์ เมื่อเปิดฝาท้ายทอร์ชั่นบาร์จะถูกบิดตัว และเมื่อปิดฝาท้ายทอร์ชั่นบาร์จะบิดกลับ ช่วยลดน้ำหนักตอนปิดฝาท้ายได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

●   ระบบ SYNC 3 ภาษาไทย พร้อมจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว อ่านหน้าจอและสั่งงานเป็นภาษาไทย ทั้งการ โทรออก เล่นเพลง เปิดแอร์ รองรับ Apple Car Play และAndroid Auto มาพร้อมระบบช่วยโทรฉุกเฉิน Emergency Assistance เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุรุนแรงถึงขั้นแอร์แบ็กทำงาน หรือระบบตัดน้ำมันเชื้อเพลิงทำงาน ระบบจะโทรไปยังหมายเลข 1669 ศูนย์นเรนทร โดยจะแจ้งให้คนในรถทราบก่อนโทรออก ถ้าจะยกเลิกต้องทำภายใน 10 วินาที ไม่มีปุ่มโทรออก เพื่อป้องกันโทรโดยไม่ตั้งใจ   ●


2018 Ford Ranger : Group Test