MG3 V ปรับโฉมครั้งใหญ่ มีดีที่ช่วงล่างและระบบ i-SMART
August 8, 2018
Motortrivia Team (3646 articles)

MG3 V ปรับโฉมครั้งใหญ่ มีดีที่ช่วงล่างและระบบ i-SMART

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ  •  ภาพ : เอ็มจี ประเทศไทย

 

●   MG3 เปิดตัวรุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ พลิกโฉมใหม่ทันสมัยยิ่งขึ้น เปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เป็นรุ่นเดียวกับเอสยูวีรุ่น ZS ล่าสุดจัดทดสอบแบบกลุ่ม ด้วยรถรุ่นสูงสุด MG3 V ราคา 629,000 บาท ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ได้ลองทั้งทางโล่ง ทางคดเคี้ยว และมีช่วงที่ได้ทดสอบอัตราสิ้นเปลืองด้วย


นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด


●   รูปลักษณ์ภายนอกออกแบบตามแนวคิด New MG Design DNA ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ไฟท้าย Light Guide LED ล้อแม็ก 16 นิ้ว พร้อมยาง 195/55/16 ตัวรถมีความยาว 4,055 มิลลิเมตร กว้าง 1,729 มิลลิเมตร สูง 1,516 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,496/1,483 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,520 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 116 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 1,190 กิโลกรัม

●   MG3 ทุกรุ่นย่อยใช้เครื่องยนต์เดียวกัน เป็นบล็อกเดียวกับ ZS แบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VTi-TECH ความจุ 1,498 ซีซี กำลังสูงสุด 82 กิโลวัตต์ หรือ 112 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที (ZS มีกำลังสูงสุด 84 กิโลวัตต์ หรือ 114 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร หรือ 15.28 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบต่อนาที รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 4 จังหวะ อัตราทดเกียร์ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง รวมทั้งเฟืองท้าย เท่ากับ ZS น้ำหนักตัวรถของ ZS ประมาณ 1,258 กิโลกรัม หนักกว่า MG3 รุ่น V แค่ประมาณ 68 กิโลกรัม สมรรถนะช่วงความเร็วกลางๆ จึงไม่น่าแตกต่างกันมากนัก

●   ภายในเปลี่ยนใหม่หมดทั้งแผงคอนโซล หน้าปัด แผงประตู ดูทันสมัยขึ้นเยอะ รุ่นที่ทดลองขับติดตั้ง i-SMART สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย เป็นรุ่นที่ 2 ต่อจาก ZS เท่าที่ทดลองใช้ก็พอใช้ได้ การตอบสนองช้าไปนิด แต่ก็ปลอดภัยกว่าการละสายตาและปล่อยมือจากพวงมาลัยไปสั่งงาน ถ้ามีผู้โดยสารไปด้วยก็วานให้ช่วยกดจะไวกว่า หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่คอนโซลกลาง ตอบสนองการสั่งงานได้ไหลลื่น และเป็นกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะแบบแปรผันตามการหมุนพวงมาลัย ภาพไม่ถึงกับใสกริ๊ง แต่ก็ใช้งานได้ดี

●   ทดลองขับจากในเมือง แรกสัมผัสคือ พวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดรอลิก ค่อนข้างหนักเมื่อขับช้าๆ หรือหมุนพวงมาลัยอยู่กับที่โดยที่รถไม่เคลื่อนตัว เป็นความจริงที่ว่าไม่ควรทำ แต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น ขณะเข้าจอดหรือออกจากที่คับแคบ แต่เมื่อรถทำความเร็วได้ก็เบาแรงดี ช่วงความเร็วสูงบนทางตรง พวงมาลัยก็ไม่วูบวาบ และได้ลองขับบนทางคดโค้งขึ้นลงเขา ก็ควบคุมรถได้ดี พวงมาลัยไม่เบาเกินไป

●   เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ โอเวอร์ไดรฟ์ที่เกียร์ 4 เดินทางไกลใช้รอบค่อนข้างสูงเป็นเรื่องปกติ เพราะต้องเผื่อให้มีแรงฉุดเมื่อนั่งเต็มพิกัด 4-5 คน ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประมาณ 2,000 รอบต่อนาที, 90 ที่ 2,250 รอบฯ, 100 ที่ 2,500 รอบฯ, 110 ที่ 2,750 รอบฯ, 120 ที่ 3,000 รอบฯ โหมด S รอบเครื่องยนต์ไม่ได้สูงกว่าโหมด D ที่ความเร็วเท่ากัน และเมื่ออยู่ในโหมด S จะคิ๊กดาวน์ไม่ได้ แต่เมื่อลากรอบถึง 6,250 รอบต่อนาที เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นสูงให้ ซึ่งเท่ากับการลากรอบในโหมด D ขับช่วงแรกฝ่าเมืองช่วงเช้า ไม่ปั้นตัวเลขประหยัด ถึงจุดพักแรกได้ตัวเลข 13.6 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าน่าพอใจ เพราะทำความเร็วนิ่งๆ แทบไม่ได้ มีเร่งตามขบวนและลองกำลังเครื่องยนต์บ้าง

●   ช่วง 2 ทางเริ่มโล่ง และระยะทางไกลพอสมควรกว่าจะถึงจุดพักต่อไป จึงลองวัดอัตราสิ้นเปลืองแบบไม่จริงจังนัก แค่ไม่เร่งรอบสูงโดยไม่จำเป็น เซต 0 ก่อนออกเดินทาง ใช้ความเร็วประมาณ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนแซงมีไหลขึ้นไปถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบ้าง ถึงจุดพักที่ 2 ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 6.3 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 15.87 กิโลเมตรต่อลิตร เท่ากับตัวเลขที่เคลมจากโรงงาน ขากลับกรุงเทพฯ ลองวัดอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วย Performance Box ใช้เวลาประมาณ 14.7 วินาที ในเกียร์ D นั่ง 2 คน ขับเปิดแอร์ปกติ

●   ประทับใจที่สุดคือ ระบบกันสะเทือน ที่แม้จะหน้าตาธรรมดา ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม แต่ผลงานดีเกินคาด มีความนุ่มนวลและเกาะถนนดีกว่าที่คิด ขับผ่านผิวถนนขรุขระ มีความหนักแน่นทั้งเสียงและความรู้สึก การดูดซับแรงสะเทือนทำได้ดี มั่นคงที่ความเร็วสูงระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงทางคดโค้งขึ้นลงทางลาดชันก็ขับเร็วได้อย่างมั่นใจ ไล่เกาะไปตามโค้งได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควบคุมง่าย ระบบเบรกหน้าดิสก์หลังดรัม หน้าตาไม่หล่อแต่นิสัยดี ให้แรงเบรกที่สัมพันธ์กับน้ำหนักเท้า ทำให้เบรกได้อย่างนุ่มนวลตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับ และเมื่อต้องเบรกฉุกเฉินก็สร้างแรงเบรกได้หนักแน่นมั่นใจ

●   ระบบความปลอดภัยให้มาเต็มเหนี่ยว ที่คุ้นเคยก็เช่น ABS ป้องกันล้อล็อค, EBA ช่วยเพิ่มแรงเบรก, EBD กระจายแรงเบรก รวมทั้ง CBC ควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง, SCS ควบคุมเสถียรภาพ, TCS ป้องกันล้อหมุนฟรี, MSR ป้องกันการลื่นไถลขณะเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ และ HAS ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

●   ห้องโดยสารปรับใหม่ดูทันสมัยขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกแข็งปั๊มขึ้นรูป แต่ก็ออกแบบพื้นผิวให้ดูดี พวงมาลัยใหม่ปลายตัดดูสวยงาม เช่นเดียวกับคันเกียร์ที่ออกแบบได้สวย กระจกประตูคู่หน้ามีแบ่งช่องเล็กๆ ตรงมุมคล้ายกระจกหูช้างในรถยุคเก่า เสาหน้า A-Pillar ไม่เอนลาดมาก แต่ออกแบบแผงคอนโซลค่อนข้างลึก การเก็บเสียงทำได้ดีถึงความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าเร็วกว่านี้จะเริ่มมีเสียงลมที่เสาหน้า แต่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้

●   พื้นที่เบาะหลังเป็นอีกจุดที่ MG3 ทำได้ดี เมื่อผู้ขับที่สูง 169 เซนติเมตร ปรับเบาะไว้พอดีแล้ว ลองย้ายไปนั่งเบาะหลังฝั่งผู้ขับ พื้นที่หัวเข่าเหลือประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะด้านบนและด้านข้างเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร พนักพิงตั้งชันไปนิด และไม่มีที่เท้าแขนตรงกลางมาให้ พนักพิงแยกพับได้ 60:40

●   ก่อนเข้าที่พักมีกิจกรรมสนุกๆ ด้วยการขับแบบ Gymkhana ในลานกว้างซึ่งเป็นพื้นที่ปิด กดคันเร่งมิดเพื่อออกตัวเข้าสลาลอม รู้สึกว่าเครื่องยนต์หน่วงๆ ในช่วงแรก แล้วก็พรวดเร็วขึ้นเมื่อถึงไพลอนตัวท้ายๆ ต่างจากเวลาขับบนถนนที่ไม่ได้กดคันเร่งสุด แต่กลับรู้สึกว่าเครื่องยนต์ตอบสนองราบเรียบต่อเนื่องกว่า พ้นจากสลาลอมเป็น Lane Change เบาๆ ใช้ความเร็วสูงไม่ได้เพราะวางไพลอนบีบไว้ค่อนข้างแคบเพื่อความปลอดภัย

●   ต่อเนื่องด้วยโค้งขวา เข้าสู่วงเวียนให้ขับเป็นวงกลม 1 รอบ ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป รถจะหน้าดื้อ Understeer วงเลี้ยวกว้างออก ทำให้เสียเวลา จากนั้นเป็นกติกาแบบขำๆ ให้ขับไปแตะเสายาง โดยไม่ให้ไพลอนที่วางอยู่ด้านหลังเสายางล้ม ทำแบบนี้ 3 สถานี มีเดินหน้าเข้าไปแล้วต้องถอยหลังออกมา เพื่อโชว์กล้องหลังและความคล่องตัวของรถ ก่อนชนเสายางทุกคนมักจะเบรกตามสัญชาติญาณ แล้วค่อยๆ ปล่อยไหลเข้าไปชน ซึ่งเวลาก็จะเฉือนกันตรงนี้

●   โดยสรุป MG3 รุ่นปรับโฉม หน้าตาทันสมัยขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานหลายรายการ ห้องโดยสารกว้างขวางกว่าที่คิด เด่นที่ระบบกันสะเทือนและเบรก พวงมาลัยไฮดรอลิก หนักไปนิดที่ความเร็วต่ำ แต่ใช้ความเร็วสูงแล้วไม่วูบวาบ ที่ความเร็วปานกลางขึ้นไปเครื่องยนต์ยังพอมีกำลังสำรองให้เร่งแซงบ้าง เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ให้ความรู้สึกคุ้นเคย ไม่ต้องปรับพฤติกรรมการขับ แม้จะใช้รอบสูงอยู่บ้างเมื่อเดินทางไกล แต่ก็ยังประหยัดได้ตามสเปคระบุ   ●


2018 MG3 V : Test Drive

Honda Jazz