BMW X4 และ MINI JCW Series ทดลองขับในแก่งกระจานเซอร์กิต
October 22, 2018
Motortrivia Team (4049 articles)

BMW X4 และ MINI JCW Series ทดลองขับในแก่งกระจานเซอร์กิต

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ  •  ภาพ : บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

 

●   ในงาน BMW Xpo 2018 ช่วงต้นเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น หนึ่งในนั้นคือ BMW X4 เจนเนอเรชั่นที่ 2 รุ่นย่อย xDrive20d M Sport ราคา 3.999 ล้านบาท ทิ้งช่วงประมาณเดือนกว่าๆ ก็จัดการทดลองขับแบบกลุ่มทั้งแบบออนโรดและออฟโรด ที่แก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี ไหนๆ ก็เข้าสนามแข่งแล้ว บีเอ็มดับเบิลยูเลยจัดให้ขับ MINI ในตระกูล JCW แบบครบทุกซีรีส์อีกด้วย


คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย


Mixed Reality เพื่อการเข้าสู่เทคโนโลยีเสมือนจริงของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู

●   บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้นำประสบการณ์ของรูปแบบเทคโนโลยีเสมือนจริงมาสู่โชว์รูมของบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรายละเอียดของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นต่างๆ รวมทั้งรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุดในต่างประเทศ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8 ให้ลูกค้าทุได้เห็นรายละเอียดของรถยนต์ทั้งภายนอกและภายใน ด้วยโทนสีและสภาพแวดล้อมที่เลือกได้ ผ่านอุปกรณ์ HTC Vive VR Headset ที่นำเสนอภาพกราฟิครายละเอียดสูง ผ่านระบบเลเซอร์ ประมวลผลด้วยชิพ Intel Core i7 และกราฟฟิคการ์ดของ Nvidia Titan X ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเสมือนได้นั่งอยู่ในรถยนต์รุ่นนั้น และได้เห็นรายละเอียดของอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น พื้นผิวของเบาะหนัง และรอยเย็บของด้ายบนเบาะ

BMW X4 xDrive20d M Sport

●   บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ รหัสตัวถัง G02 โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว ปราดเปรียวและนวัตกรรมล้ำสมัยใหม่ล่าสุด ในขณะที่ยังคงประกาศเอกลักษณ์ในฐานะ Sports Activity Coupe หรือ SAV คันแรกของรถยนต์ขนาดกลาง สมาชิกของบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X ที่ผสานดีไซน์แบบคูเป้สุดคลาสสิกไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

●   รูปลักษณ์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู X4 ใหม่ เสริมด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและชุดแต่ง M Sport พร้อมด้วยล้อแม็ก M ลาย Double-spoke ขนาด 19 นิ้ว ขนาด 7.5×19 นิ้ว ยาง 245/50 R19 ตอกย้ำความสง่างามปราดเปรียว และดีไซน์สปอร์ตที่เด่นชัดมากขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.30 เพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระอีก 25 ลิตร เป็น 525 ลิตร และขยายได้สูงสุดถึง 1,430 ลิตร ด้วยการพับพนักพิงที่นั่งด้านหลังที่พับแยกได้แบบ 40/20/40

●   เป็นรถในกลุ่ม SAV หรือ Sports Activity Coupe รุ่นใหม่ล่าสุด เจนเนอเรชั่น 2 ของบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X ขยายมิติภายนอกและฐานล้อ มาพร้อมชุดแต่ง M Sport ล้อแม็ก M ลาย Double-spoke น้ำหนักตัวรถเบากว่ารุ่นเดิมรหัสตัวถัง F26 ประมาณ 50 กิโลกรัม ด้วยเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight

•   รุ่นใหม่ความยาว 4,752 มม. รุ่นก่อนหน้า 4,671 มม. ต่างจากเดิม +81 มม.
•   รุ่นใหม่ความกว้าง 1,918 มม. รุ่นก่อนหน้า 1,881 มม. ต่างจากเดิม +37 มม.
•   รุ่นใหม่ความสูง 1,621 มม. รุ่นก่อนหน้า 1,624 มม. ต่างจากเดิม -3 มม.
•   รุ่นใหม่ฐานล้อ 2,864 มม. รุ่นก่อนหน้า 2,810 มม. ต่างจากเดิม +54 มม.

●   ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ ผสานภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง เข้ากับความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว การออกแบบคำนึงถึงผู้ขับเป็นหลัก ทั้งเบาะที่นั่งแบบสปอร์ต และเบาะรองเข่าที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น หลังคากระจกแบบพาโนรามา ช่วยเสริมให้ห้องโดยสารโปร่งสบายยิ่งขึ้น เติมเต็มความสปอร์ตอีกขั้นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น M Sport เบาะหนังแท้ Vernasca แผงคอนโซลหุ้มหนัง Sensatec ตกแต่งภายในด้วย Aluminium Rhombicle พร้อมแถบโครเมียม สะดวกด้วยชุดควบคุม iDrive รุ่นใหม่, ระบบการสั่งการด้วยเสียง, ระบบสั่งการด้วยท่าง BMW Gesture Control และระบบอินโฟฯ BMW ConnectedDrive ระบบการติดต่อสื่อสารไร้ขีดจำกัด

●   X4 xDrive20d M Sport ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ฝาสูบแบบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,995 ซีซี กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร หรือ 40.76 กก.-ม. ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8 วินาที ท๊อปสปีด 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร

●   เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนใหม่ล่าสุดมาเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้ง (Performance Control) พวงมาลัยไฟฟ้าอัจฉริยะแบบสปอร์ต ระบบ Driving Assistant และช่วงล่างแบบ M Sport และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ผู้ขับจะได้สัมผัสระบบช่วยเหลือ เช่น ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจจับรถและคนเดินถนนด้วยความเร็วต่ำ (Person Warning with City Braking Function) ระบบเตือนเพื่อป้องกันการชนด้านหลัง (Rear-collision prevention) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (Blind spot detection) ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (Crossing-traffic warning rear) และระบบเตือนป้ายจราจร (Speed limit info and no-overtaking indicator)

ขับ X4 ทั้งออนโรดและออฟโรด

●   เริ่มกิจกรรมด้วยการขับแบบ Gymkhana เพื่อทดลองการทำงานของระบบพวงมาลัยแปรผัน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive เส้นทางที่ใช้ไม่ซับซ้อน แต่ไฮไลต์อยู่ที่พื้นผิวสนามเป็นกรวดที่มีความลื่น แต่ละคนจะได้นั่งดูเส้นทาง 1 รอบ ขับซ้อม 3 รอบ และจับเวลา 1 รอบ ในรอบจับเวลาถ้าขับหลงทาง สะกิดไพลอน หรือเบรกหยุดแล้วไม่อยู่ในกรอบที่กำหนด ก็จะแพ้ฟาล์วทันที

●   ในรอบซ้อมและรอบจริงเลือกใช้โหมดการขับแบบ Sport ส่วนระบบป้องกันล้อหมุนฟรี สามารถเปิดใช้งานแค่ครึ่งเดียวได้ด้วยการกดปุ่มเปิด-ปิด 1 ครั้งสั้นๆ ไม่กดแช่ ระบบจะยอมให้รถมีอาการล้อหมุนฟรีบ้าง เผื่อไว้ในในกรณีขับบนทางลื่นมากๆ แต่เมื่อล้อหมุนฟรีมากถึงระดับหนึ่ง ระบบก็จะเข้าช่วยเหลือด้วยการเบรกล้อที่หมุนฟรี แล้วส่งแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่มีโหลด เพื่อให้ขับเคลื่อนรถต่อไปได้

●   ในรอบซ้อมรอบแรกสังเกตว่าตอนออกตัว ถ้ากระทืบคันเร่งพรวดเดียวลงไปสุด รถจะไม่พุ่งเท่าที่ควร รอบที่ 2 ลองค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักในการเหยียบคันเร่ง รู้สึกว่าออกตัวดีกว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนในรอบซ้อมรอบสุดท้าย ลองออกตัวแบบ 2 เท้า ใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกไว้สุด เท้าขวากดคันเร่งรอไว้นิดๆ เมื่อได้สัญญาณปล่อยตัวก็ยกเท้าซ้ายออกจากแป้นเบรก รถออกตัวได้กระฉับกระเฉงขึ้นอีกนิด

●   ออกตัวไปแล้วต้องสลาลมขวา-ซ้าย ต่อเนื่องด้วยโค้งขวา มุมเลี้ยวไม่แคบมาก แต่ใช้ความเร็วสูงมากไม่ได้ เพราะพื้นลื่นและมีไพลอนวางบีบไว้ค่อนข้างแคบ พ้นโค้งเร่งทางตรงได้สั้นๆ ต่อเนื่องด้วย Lane Change หลบซ้ายแล้วกลับมาทางขวา จากนั้นเร่งได้อีกนิดแล้วต้องเบรกให้อยู่ในกรอบที่กำหนด ตรงนี้เป็นจุดที่ฟาล์วกันมากที่สุด เพราะเบรกเลยกรอบเนื่องจากพื้นลื่นมาก

●   ในรอบซ้อมส่วนใหญ่จะทำเวลาได้ดี เพราะขับเนียน ไม่เร็วเกินไป แต่พอถึงรอบจับเวลา ก็จะพยายามเร่งเพื่อทำเวลาให้เร็ว รถจะเริ่มลื่นไถลมากขึ้น ระบบลดกำลังขับเคลื่อนที่ส่งไปยังล้อ ทำให้เร่งไม่ค่อยไป ทำให้ใช้เวลามากกว่าเดิม และในช่วงเบรกก็จะเบรกช้าลง ทำให้รถไหลเลยกรอบที่กำหนด แพ้ฟาล์วไปอย่างน่าเสียดาย

●   ระบบพวงมาลัยแปรผันอัตราทดตามความเร็วเวอร์ชั่นล่าสุด เซ็นเซอร์และโปรแกรมมีความละเอียดแม่นยำกว่าเดิม ในช่วงสลาลมสังเกตว่ารถมีการบังคับควบคุมที่เป็นธรรมชาติ ระบบจะทำงานแบบเนียนๆ โดยที่ผู้ขับแทบไม่รู้สึกแตกต่างจากพวงมาลัยแบบมาตรฐาน พ้นสลาลมแล้วแตะเบรกนิดๆ ก่อนเข้าโค้งขวา ตอนอยู่ในโค้งต้องเลี้ยงคันเร่งไว้นิดๆ เพื่อว่าตอนออกจากโค้งเข้าสู่ทางตรงรถจะเร่งออกได้ดี ถ้าเข้าโค้งเร็วรถจะเริ่มบานออกที่ปลายโค้ง ทำให้ต้องแตะเบรก แล้วเร่งใหม่อีกครั้งตอนออกจากโค้ง

●   ช่วง Lane Change วางไพลอนไว้ค่อนข้างแคบอีกเช่นเคย ทำใจแล้วว่าคงสะกิดไพลอนเป็นว่าเล่น เพราะรถค่อนข้างใหญ่ แต่เมื่อใช้ความเร็วที่เหมาะสม บวกกับความคล่องตัวในการบังคับควบคุม ทำให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องรบกวนเจ้าหน้าที่มาตั้งไพลอนใหม่ ปิดท้ายด้วยการเบรกให้หยุดในกรอบที่กำหนด รอบซ้อมลองเบรกแล้วทะลุไป 1 ครั้ง เลยใช้วิธีเบรกเบาๆ ก่อนแล้วย้ำให้สนิทอีกที ใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ขอให้ไม่ฟาล์วไว้ก่อน

●   สถานีนี้ทำให้รู้ว่าในบางสถาการณ์ต่อให้รถมีระบบที่ดีเยี่ยมแค่ไหน แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป ระบบก็จะช่วยได้แค่ผ่อนหนักเป็นเบา อย่างการเบรกให้อยู่ในกรอบ ขับรอบแรกก็คิดว่ารถดีขนาดนี้ กระทืบเบรกลงไปเต็มๆ ยังไงก็อยู่ แต่ด้วยพื้นผิวที่เป็นกรวดลอย ยางไม่สามารถยืดกับผิวถนนได้อย่างเต็มที่ แม้มี ABS แต่รถก็ยังไหลไปไกลกว่าที่คิด ถ้าเป็นสถานการณ์จริงก็เกิดอุบัติเหตุแน่ๆ การขับด้วยความระมัดระวัง จึงยังคงเป็นระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด

●   ขับ Gymkhana เสร็จแล้วก็ย้ายไปขับบนแทร็คบ้าง แต่จะขับแบบธรรมดาก็จะไม่ตื่นเต้น งานนี้เลยจัดให้ขับแบบสวนทางกับการขับแบบปกติ แถมมีช่วงให้ขับลงจากแทร็คเพื่อลองทางออฟโรดแบบเบาๆ อีกด้วย การขับในแทร็คไม่ต้องปรับตัวมากนัก เพราะทีมงานที่ดูแลเรื่องการทดสอบได้วางไพลอนไว้เป็นจุดเบรกและ Apex ให้เรียบร้อย รวมทั้งการขับก็ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงจัดจ้านนัก

●   ใต้ท้องรถของ X4 แม้ดูจะไม่สูงมากนัก แต่ในช่วงขับบนทางออฟโรด ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้โดยที่ใต้ท้องรถไม่กระแทกพื้น หลายช่วงของการทดสอบต้องขับผ่านทางที่รถเก๋งไปไม่ได้แน่ๆ แต่ X4 ขับผ่านได้สบายๆ ถ้าใช้ความเร็วที่เหมาะสม ส่วนการขับบนทางเรียบในแทร็ค ใช้ความเร็วสูงได้ตามสมควร การควบคุมรถให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากการขับรถเก๋ง อาการโคลงหรือโยนตัวของรถ มีให้สัมผัสไม่มากนัก ยังคงขับได้อย่างเบาแรงและมั่นใจ อัตราเร่งเหลือเฟือ

●   ปิดท้ายด้วยการลองระบบขับเคลื่อน xDrive ด้วยการขับขึ้นเนินตะแคง แล้วให้ล้อหลังฝั่งผู้โดยสารกับล้อหน้าฝั่งผู้ขับ แขวนลอยอยู่กลางอากาศ ระบบจะยอมให้ล้อหมุนฟรีอยู่เสี้ยววินาที จากนั้นเมื่อผู้ขับกดคันเร่งเบาๆ ล้ออีก 2 ล้อที่ติดอยู่กับพื้นจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถต่อไปได้

●   ขับรถในสนามเสร็จแล้ว ต้องขับ X4 กลับที่พักซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร อาศัยความไวโดดไปนั่งเบาะหลัง อ้างว่าจะทดสอบความสะดวกสบาย เท่าที่ลองนั่งรู้สึกว่าพนักพิงตั้งชันไปนิด เบาะนั่งรองรับต้นขาได้ดีสำหรับความสูง 169 เซนติเมตร ที่วางขาเหลือเฟือเมื่อนั่งหลังผู้ขับที่มีความสูง 178 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะค่อนข้างจำกัด นั่งพิงพนักแบบเต็มหลัง เหลือระยะห่างจากเพดานประมาณ 2 นิ้ว ที่เก็บสัมภาระด้านหลังกว้างและลึก เบาะแยกพับได้อีก 3 ส่วน ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า หรูหราสมราคา 4 ล้านทอนพันเดียว.

วันรุ่งขึ้นลอง MINI JCW แบบเต็มอิ่ม

●   ช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2561 ที่ผ่านมา ทีมงานมอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัว MINI John Cooper Works Convertible ที่สนามช้าง จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทดลองขับ MINI JCW ที่เตรียมมาให้ลองครบทุกรุ่นย่อย ครั้งนี้ก็เลยลองขับแค่รุ่น Hatch ในแก่งกระจาน เซอร์กิต ขับวนตามทิศทางปกติ ใช้ความเร็วค่อนข้างสูง แต่ก็ขับได้อย่างสนุกและมั่นใจ เพราะนอกจากจะมีไพลอนวางไว้เป็นจุดเบรกและ Apex แล้ว ตลอดการขับยังมีเสียงจาก Instructor แจ้งผ่านวิทยุสื่อสารด้วยว่าให้ขับแบบไหน

●   โดยส่วนตัวแล้วชอบ MINI Hatch มากที่สุด เพราะลงตัวทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะการขับ ทั้งการตอบสนองที่เฉียบคมว่องไว เครื่องยนต์สมรรถนะสูง มีความยืดหยุ่น ขับช้าๆ ได้นุ่มนวล ขับเร็วก็ทันใจ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเพียงพอสำหรับ 2 ที่นั่ง การตกแต่งผสมผสานระหว่างสไตล์มินิดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ดีไซน์สวยมีลูกเล่น ราคา JCW รุ่นแฮทช์ 3.418 ล้านบาท รวม MSI Standard   ●


2018 BMW X4 and MINI JCW Series : Group Test

Bridgestone Turanza