Ford Mustang ครั้งแรกกับการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
October 5, 2018
Motortrivia Team (3898 articles)

Ford Mustang ครั้งแรกกับการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ  •  ภาพ : ฟอร์ด ประเทศไทย

 

●   ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว Pony Car รุ่นสำคัญ Ford Mustang แบบเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การจำหน่ายจะแยกเป็น 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย Mustang GT V8  5.0 Performance Pack และ Mustang EcoBoost 2.3 Performance Pack โดยผู้ที่สนใจ ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

●   “ฟอร์ดมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง รถแห่งตำนานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “มีรถเพียงไม่กี่รุ่นบนท้องถนนที่มีตำนานอันยาวนาน มีสไตล์  สมรรถนะ และมอบความโดดเด่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้เท่ากับฟอร์ด มัสแตง”


นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย


●   ในเบื้องต้น Mustang รุ่นล่าสุดที่จำหน่ายในบ้านเรา จะเป็นรุ่นตัวถังท้ายลาดสไตล์ Fastback ตัวรถมีการออกแบบรูปทรงที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์มากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ฝากระโปรงหน้ามีการปรับให้แบนราบลง มีช่องระบายอากาศในตัว มีแนวกระจังหน้าต่ำลง สปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ขึ้น และมีแผงกันชนหลังล้อหน้าที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านได้ 3% ด้านหลังเด่นด้วยกันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ พร้อมท่อไอเสีย 4 ท่อ โดยในรุ่น GT จะมีสปอยเลอร์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

●   ทั้งรุ่นย่อย GT V8 และ EcoBoost 2.3 จะมาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แพคเกจนี้ประกอบด้วยเฟืองท้ายแบบ Limited-Slip, ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้ว และมีชุดระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT

●   ห้องโดยสารหรูขึ้นด้วยวัสดุตกแต่งที่มีผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู มือจับประตูอลูมิเนียม และมีฟังก์ชั่นพิเศษอาทิ เมื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบเป็นไฟสีแดงจนกว่าจะสตาร์ทรถด้วยความเร็ว 30 ครั้ง/นาที (เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจในม้าป่ามัสแตง) มาตรวัดดิจิทัลหลังวงพวงมาลัย แสดงผลผ่านจอ LCD ขนาด 12 นิ้ว พร้อมปรับการแสดงผลตามโหมดในการขับแบบอัตโนมัติ โดยในขณะใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับจะเห็นอนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนจออีกด้วย… ส่วนจอแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ส่วนกลางนั้น ชุดระบบ SYNC 3 จะทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ตัวระบบรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้งฝั่งแอนดรอยด์ และแอปเปิล ผ่าน Android Auto และ Apple CarPlay

●   โหมดในการขับเลือกได้หลายรูปแบบ ประกอบด้วย Normal, Sport, Track และ Snow/Wet ทว่าไฮไลท์คือ 2 โหมดใหม่ล่าสุด My Mode ผู้ขับสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ และโหมด Drag Strip เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้อัตราเร่งในขณะลงวิ่งแบบควอเตอร์ไมล์

●   นอกจากนี้ยังมีชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ช่วยลดเสียงเครื่องยนต์ระหว่างขับในละแวกที่อยู่อาศัย เหมาะสำหรับการขับตอนเช้าหรือยามดึก และหากผู้ขับต้องการพละกำลังอย่างเต็มที่ ระบบ Electronic Line Lock จะช่วยให้สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้ง่ายขึ้น และยังพร้อมกับการวิ่ง drag ด้วย ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทั้ง 2 รุ่นย่อย

●   ด้านพละกำลัง Mustang GT V8  5.0 Performance Pack ใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 5.0 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด 2 ระบบ Dual-Fuel ผสานการทำงานของระบบ High-Pressure Direct Injection เข้ากับระบบ Low-Pressure Port Fuel Injection ฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อมแพดเดิลชิฟท์ กำลังสูงสุด 460 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 56.6 กก.-ม. ให้แรงบิดในรอบต่ำ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.3 วินาที ฟอร์ดระบุว่าอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 7.8 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 297 กรัม/กม.

●   ส่วน Mustang EcoBoost 2.3 Performance Pack จะมากับเครื่องยนต์ EcoBoost เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.3 ลิตร พร้อมฟังก์ชั่น Overboost ช่วยเพิ่มแรงดันอากาศให้เทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 10 จังหวะลูกเดียวกัน กำลังสูงสุด 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 10.8 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 217 กรัม/กม.

●   เทคโนโลยีช่วยขับ และระบบความปลอดภัย ประกอบด้วย ระบบ Pre-Collision Assist ช่วยเตือนการชน อาศัยการทำงานระหว่างระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB), ระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

●   ต่อด้วยระบบ Adaptive Cruise Control ควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ, ระบบ Distance Alert แจ้งเตือนและช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า ซึ่งในขณะที่ระบบ Lane Keeping System กำลังทำงานนั้น เมื่อรถมีการเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง

●   นอกจากนี้ ช๊อคฯ ใน Ford Mustang ยังได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งหมด ช่วงล่างแข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้ง และยังมีเหล็กกันโคลงที่หนาขึ้น ช่วยลดอาการโคลง หรือ body-roll ได้ดียิ่งขึ้น

ราคาจำหน่าย

●   Ford Mustang ใหม่จะมีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ประกอบด้วย สีส้ม Orange Fury Metallic Tri-Coat, สีดำ Shadow Black Metallic, สีแดง Race Red และสีเทา Magnetic Metallic ทุกรุ่นมาพร้อมแพคเกจ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ได้แก่ การรับประกันคุณภาพรถ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร บริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง (60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี

●   Ford Mustang รุ่น GT V8 5.0 Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท ส่วนรุ่น EcoBoost 2.3 Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท (ราคาในช่วงเปิดตัว) ใครสนใจสามารถสั่งจองได้ที่โชว์รูมฟอร์ดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ… ข้อมูลเพิ่มเติมเชิญที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-686-5899 (กรุงเทพฯ) ต่างจังหวัด โทร. ฟรี 1-800-225-449 หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th   ●

ทดลองขับทั้งรุ่น 2.3 และ 5.0 ลิตร

●   หลังการเปิดตัวในช่วงสายๆ เมื่อพักทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาทดลองขับมัสแตงทั้ง 2 รุ่น ทุกคนจะได้นั่งให้ Instructor ขับพาดูสนามก่อน 1 รอบ จากนั้นจึงเริ่มขับ เพื่อประหยัดเวลาในการดูสนาม ทีมงานจึงขออาสาสมัครสื่อมวลชนให้นั่งเบาะหลังไปพร้อมเพื่อน ก็มีหลายคนนั่งเบาะหลัง แสดงว่ายังพอจะนั่งได้จริง แต่ดูจากทรงเบาะแล้ว นั่งนานๆ คงต้องแคะออกมา

●   ดูสนามครบทุกคนแล้ว ทีมงานมอเตอร์ทริเวียประเดิมด้วยรุ่น 2.3 Ecoboost ออกจากพิตไปตั้งหลักที่ทางตรง ช่วงนี้ลองใช้โหมด Normal รู้สึกว่ารถขับได้นุ่มนวลควบคุมง่าย ช่วงล่างเซตมาค่อนข้างแข็ง แต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นซับแรงสะเทือนได้ดี สังเกตจากการขับผ่านผิวถนนที่ขรุขระ

●   จากนั้นใช้โหมด Drag Strip แล้วกดคันเร่งเต็มที่ เครื่องยนต์ 300 แรงม้า กับแรงบิด 44.8 กก.-ม. ไม่ทำให้ผิดหวัง กระชากรถให้พุ่งออกไปได้อย่างทันใจไม่มีอาการรอรอบ เกียร์จะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไม่เน้นความนุ่มนวล ก่อนสุดทางตรงต้องเบรกให้รถหยุดนิ่งเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมด Track ซึ่งในโหมดนี้จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับ เพราะระบบช่วยเหลือต่างๆ จะถูกปิด คันเร่งจะตอบสนองเร็วขึ้น เสียงท่อไอเสียที่กระหึ่มอยู่ในรถเป็นเสียงสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มความเร้าใจให้ผู้ขับ โดยไม่รบกวนคนอื่น ลองฟังเสียงของรุ่น 2.3 Ecoboost ที่ขับผ่านไปด้วยความเร็วสูง เสียงท่อเงียบมาก

●   ออกตัวจะเจอกับโค้งซ้ายลงเขา Instructor ย้ำให้ระมัดระวังในการใช้คันเร่ง เพราะระบบต่างๆ ถูกปิดการใช้งาน ก็เลยลองค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักคันเร่ง ไม่กดแบบพรวดพราด คลายพวงมาลัยสุดก็กดคันเร่งสวนลงไปเกือบเต็มเท้า เร่งขึ้นเนินมาได้นิดเดียวก็เจอกับโค้งขวา ต้องจอดรถให้สนิทอีกครั้ง แล้วขับเข้าสู่สถานีสลาลอม พวงมาลัยหนืดมือกำลังดี ควบคุมรถได้ง่าย ช่วงล่างหนึบไม่มีย้วย ไพลอนตัวท้ายๆ ลองเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิด รถก็ยังไม่มีอาการยวบ

●   ออกจากสลาลอมเข้าสู่โค้งขวากว้าง มีสถานีให้หักหลบฉุกเฉินดักไว้ เนื่องจากใช้ความเร็วไม่สูงมาก จึงดึงรถหลบไปตามทางที่กำหนดได้อย่างสบายมือ รถตอบสนองไวและไปเท่าที่สั่ง ไม่ขาดไม่เกิน ต่อเนื่องด้วยโค้ง S1 S2 ลดความเร็วลงอีกนิดไม่อยากปีน Apex เพราะสนามทำเป็นลูกระนาดเล็กๆ ไว้ พ้น S2 เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการทดลองขับ ให้ชลอรถผ่านไพลอนแล้วขับกลับพิต ลองปรับกลับเป็นโหมด Normal อีกครั้ง กับระยะทางขับที่ยาวขึ้นอีกหน่อย มัสแตง 2.3 Ecoboost เป็นรถสปอร์ตพลังแรงที่สามารถขับใช้งานได้ทุกวัน ถ้าอยากสนุกแค่เปลี่ยนโหมดการขับ รถก็จะเปลี่ยนบุคลิกจากเรียบร้อยเป็นร้อนแรงดุดันในทันที

●   นั่งรอคิวไม่นานก็ถูกเรียกให้ลองขับรุ่นไฮไลต์ วี8 5.0 ลิตร แค่ขึ้นไปนั่งก็เร้าใจแล้ว เพราะเสียงท่อที่กระหึ่มลั่น ใจนึกอยากจะขับลากแค่เกียร์ 3 เพื่อฟังเสียงที่สุดเร้าใจ ทดลองขับในรูปแบบเดิม ช่วงแรกลองอัตราเร่งทางตรงในโหมด Drag Strip กดคันเร่งสุดแช่ไว้ ช่วงปลายเกียร์ 2 และ 3 ยังได้ยินเสียงยางสลิปสั้นๆ จากนั้นเปลี่ยนเป็นโหมด Track ต้องประคับประคองคันเร่งเป็นพิเศษ พวงมาลัยยังไม่ตรงจะไม่กล้ากดคันเร่งลึกๆ เลย ช่วงสลาลอมคิดว่าจะเข้ายากเพราะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่วางอยู่ด้านหน้า แต่พอขับแล้วรู้สึกว่าควบคุมง่ายไม่ต่างจากรุ่น 2.3 Ecoboost พอเอ่ยปากชม Instructor จึงเฉลยว่า เป็นเพราะล้อหน้าวางยื่นไปเกือบสุดด้านหน้าของตัวรถ ทำให้มีระยะยื่นไม่มาก ตัวรถจึงมีความสมดุลทำให้ขับง่าย

●   ก่อนเข้าพิต ลองใช้โหมด Track ขับด้วยความเร็วต่ำ พบว่าควบคุมรถให้นุ่มนวลได้ยาก เพราะคันเร่งตอบสนองเร็วมาก แตะเบาๆ รถก็จะโดดออกไป พอผ่อนคันเร่งรถก็ชลอช้า ทำให้เกิดอาการกระดกหน้ากระดกหลัง ลองเปลี่ยนเป็น Sport+ รู้สึกว่าควบคุมรถง่ายขึ้น และปิดท้ายด้วยโหมด Normal ทำให้ขับรถสมรรถนะสูงได้อย่างง่ายดายและนุ่มนวล ถ้ารับกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ วี8 5.0 ลิตรได้ ม้าป่าคันนี้ก็พร้อมจะวิ่งเหยาะๆ ในเมืองได้อย่างสบาย

●   ในเรื่องความหล่อเหลา ทั้ง 2 รุ่นแทบแยกกันไม่ออก ต้องดูที่โลโก้ด้านหลัง รุ่น 5.0 ลิตร จะเป็นคำว่า GT และมีตัวเลข 5.0 ที่ข้างตัวรถ ส่วนรุ่น 2.3 จะเป็นโลโก้ม้าป่า และอีกจุดที่พอจะสังเกตได้คือ คาลิเปอร์เบรกล้อหน้าของรุ่น 5.0 จะมีตรา Brembo ประทับอยู่ ราคาของทั้ง 2 รุ่นต่างกันอยู่ 1.2 ล้านบาท ไม่มากไม่น้อยสำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถราคาขนาดนี้ ถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหา ก็แนะนำให้เจ็บแต่จบกับรุ่น วี8 5.0 ลิตร เพราะจะได้ความเร้าใจทั้งความแรงของเครื่องยนต์ รวมทั้งเสียงท่อไอเสียและเสียงดูดอากาศที่เร้าใจจากเครื่องยนต์หายใจธรรมดาบล็อกใหญ่ แต่ถ้าอยากได้รถสปอร์ตสวยๆ ที่มีความแรงระดับไม่ธรรมดา รุ่น 2.3 ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี และมีเงินเหลืออีกล้านกว่าบาทด้วย   ●


2018 Ford Mustang : Official