December 22, 2018
Motortrivia Team (6223 articles)

Formula 1 กับการย้ายทีมช็อคโลก! อันเป็นที่โจษจัน

Posted by : Fascinator.

 

●   คงไม่มีใครคาดคิดว่า แดเนียล ริคคิอาร์โด จะกล้าย้ายสังกัดจากเรดบูลล์ไปอยู่เรโนลต์ในปี 2019 อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักแข่ง F1 ได้ทำให้โลกประหลาดใจกับการตัดสินใจของพวกเขา

●   ทั้งเมอร์เซเดสและเฟอร์รารีต่างถูกนำชื่อมาพัวพันกับการย้ายทีมของริคคิอาร์โดในปีหน้า แต่ข่าวลือที่ดูจะหนักแน่นที่สุดคือ คาดว่านักแข่งออสเตรเลียนจะยังคงอยู่กับฐาน มิลตัน คีย์น ต่อไป แต่มันไม่ได้เกิดขึ้น!

●   ก่อนช่วงซัมเมอร์เบรกเพียงไม่กี่วัน เราได้รับการยืนยันว่าริคคิอาร์โดจะไม่ได้ขับให้กับเรดบูลล์ต่อในปีหน้า ไม่ถึงชั่วโมงต่อมานักขับออสซีได้ถูกประกาศให้เป็นเพื่อนร่วมทีมของ นิโค ฮูลเคนเบิร์ก ในสังกัดเรโนลต์

●   เมื่อพิจารณาถึงผลงานระหว่างทีมทั้งสอง เรโนลต์นั้นตามเรดบูลล์อยู่เกือบ 300 คะแนน นั่นทำให้การย้ายทีมครั้งนี้ของนักแข่งออสซีเกิดความเสี่ยงอย่างมาก และเขาออกมายอมรับในภายหลังว่า นี่คือการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในอาชีพของเขา และไม่ว่าการเสี่ยงครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มหรือไม่ ริคคิอาร์โดก็ไม่ได้เป็นนักแข่งคนแรกที่สร้างความช็อคในการย้ายทีม

●   มาลองย้อนไปดูตัวอย่างในอดีตกันสักเล็กน้อย

เอเมอร์สัน ฟิตติพัลดี้ 1976 จาก แม็คลาเรน ไป โคเปร์ซูการ์

●   หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์โลกในปี 1975 กับแม็คลาเรน เอเมอร์สัน ฟิตติพัลดี้ ทำให้หลายคนเลิกคิ้วประหลาดใจเมื่อเขาเลือกที่จะออกจากทีมตัวเต็งแชมป์โลกไปอยู่กับทีมใหม่อย่าง โคเปร์ซูการ์ ฟิตติพัลดี้ ทีมซึ่งพี่ชายของเขา วิลสัน ฟิตติพัลดี้ เป็นผู้ก่อตั้ง และได้รับเงินอัดฉีดจากบริษัทผลิตน้ำตาลจากประเทศบ้านเกิดของเขาในบราซิล โคเปร์ซูการ์ น่าเสียดายที่ถึงแม้จะเป็นการรันทีมในกิจการครอบครัว แต่ตัวรถนั้นปวกเปียกเกินกว่าที่จะสร้างโอกาสในการลุ้นแชมป์โลก แชมป์โลก 2 สมัย ชาวบราซิล ทำได้ดีที่สุดคืออันดับ 2 ในเรซบ้านเกิด ปี 1978

●   หลังจบปี 1979 โคเปร์ซูการ์ สปอนเซอร์หลัก ได้ถอนการสนับสนุนทีมออกไป ทางทีมได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโกล ฟิตติพัลดี้ แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนผลงานของทีมไปจากเดิมมากนัก และ 1980 คือปีสุดท้ายที่เอมโมได้ขับรถ F1 เขาขยับขึ้นไปเป็นผู้บริหารทีมร่วมกับพี่ชายของเขา ก่อนที่จะปิดกิจการทีมไปหลังจบฤดูกาล 1982

ไนเจล แมนเซลล์ 1995 จาก วิลเลียมส์ ไป แม็คลาเรน

●   ไนเจล แมนเซลล์ รีไทร์จาก F1 ในฐานะแชมป์โลก 1992 และไปขับอินดี้คาร์ในปี 1993 ซึ่งจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์เช่นกัน ในปี 1994 วิลเลียมส์ได้ไปตามเขากลับมาขับให้กับทีม จากการสูญเสีย ไอร์ตัน เซนน่า ในอุบัติเหตุที่สนาม ซาน มาริโน แมนเซลล์ปรากฏตัวทั้งหมด 4 สนาม ซึ่งสนามสุดท้ายที่ออสเตรเลียเขาคว้าชัยชนะจากตำแหน่งโพล

●   อย่างไรก็ตามในปี 1995 วิลเลียมส์ได้ตัดสินใจเลือก เดมอน ฮิลล์ คู่กับ เดวิด คูลธาร์ด แทน แมนเซลล์จึงเลือกที่จะไปเข้าสังกัดแม็คลาเรนแทน ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจของหลายๆ ฝ่ายเนื่องจากเขาและ รอน เดนนิส ทีมบอสแม็คลาเรน นั้นแทบจะไม่เคยสบตากันเลยเสียด้วยซ้ำ และมันเป็นการร่วมงานกันที่สั้นจริงๆ สะโพกของเขานั้นใหญ่เกินไปที่จะนั่งในค็อกพิทโมโนค็อกของแม็คลาเรน ทำให้ทีมแข่งจากโวกกิ้งต้องเรียก มาร์ค บรันเดลล์ มาเป็นตัวแทนของแชมป์โลก 1992 ก่อนใน 2 สนามแรก

●   แมนเซลล์ได้เดบิวต์กับแม็คลาเรนในสนามที่ 3 ที่ ซาน มารีโน แต่เขาทำได้เพียงอันดับ 10 เท่านั้น และสนามต่อมาเขาก็วิ่งได้เพียง 10 รอบ ก่อนที่จะต้องออกจากการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้สร้างความผิดหวังจนเขาล้มเลิกการขับให้กับแม็คลาเรนหลังจากที่ลงแข่งได้เพียง 2 สนาม และปิดฉากอาชีพนักแข่ง F1 ของเขาอย่างถาวรหลังจากที่ฝ่าฟันมาถึง 187 เรซ กับอีก 15 ฤดูกาล

เดมอน ฮิลล์ 1997 จาก วิลเลียมส์ ไป แอร์โรวส์

●   หลังจากที่วิลเลียมส์แยกทางกับ เดมอน ฮิลล์ ผู้ซึ่งพึ่งคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆ ในปี 1996 นักแข่งสหราชอาณาจักรฯ จึงเป็นที่ต้องการของค่ายหลายๆ แห่ง แม็คลาเรน, เบเนตอง, เฟอร์รารี และ จอร์แดน ต่างมีข่าวให้ความสนใจในตัวของเขา แต่กลับเป็นแอร์โรวส์ ที่แชมป์โลก 1996 ตัดสินใจไปร่วมทีมด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขานั้นไม่เคยชนะเลยในประวัติศาสตร์ 19 ปี ที่ผ่านมา และเก็บแต้มได้เพียงแต้มเดียวเท่านั้นในปีก่อน

●   แน่นอนว่ามันก็เป็นไปตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ ฮิลล์ประสบปัญหาความยากลำบากมากมาย เขารีไทร์ถึง 6 ครั้ง ในปีนั้น และกว่าจะเก็บแต้มได้ก็ปาเข้าไปสนามที่ 9 รายการบริติชกรังด์ปรีซ์ อย่างไรก็ตามมีอยู่สนามหนึ่งที่สร้างชื่อจนเป็นที่จดจำสำหรับเขา นั่นก็คือฮังกาเรียนกรังด์ปรีซ์ รายการซึ่งเขาเกือบจะคว้าชัยชนะให้กับทีมได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาไฮดรอลิครั่วทำให้รถของเขาช้าลงและถูกผู้ชนะอย่าง ฌาค วิลเนฟ แซงในรอบสุดท้าย

เฟอร์นันโด อลองโซ 2007 จาก เรโนลต์ ไป แม็คลาเรน

●   ถึงแม้ว่าจะพึ่งคว้าแชมป์โลกกับเรโนลต์ในปี 2005 มาหมาดๆ แต่ เฟอร์นันโด อลองโซ นั้นก็ทำให้ผู้คนต้องงงงวยกันไปตามๆ กัน เมื่อแชมป์โลกชาวสเปนประกาศซบคู่แข่งสำคัญอย่างแม็คลาเรนในปี 2007

●   การย้ายทีมไปยังแม็คลาเรนของอลองโซนั้นดูจะทำให้นักแข่งสแปนิชมีโอกาสที่จะเป็นนักแข่งคนแรกนับจาก ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ ที่เป็นแชมป์โลกกับทีมแข่งมากกว่า 1 ทีม แต่ดูเหมือนเขาจะคำนวณพลาดไป 1 อย่าง เพราะถึงแม้ว่ารถปี 2007 ของแม็คลาเรนนั้นจะเร็วจริง แต่เพื่อนร่วมทีมรูกี้คนใหม่ของเขา ลูวอิส แฮมิลตัน นั้นก็เร็วเช่นเดียวกัน ทั้งคู่เกิดการปะทะกันอย่างเข้มข้นบนแทร็คอยู่หลายครั้ง ด้วยความเข้มข้นในการแข่งขันระหว่างทีมเมท อลองโซจึงต้องการสถานะนักขับเบอร์ 1 ของทีม ซึ่งทีมบอสอย่าง รอน เดนนิส ไม่ต้องการที่จะมอบให้ นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำมากมาย ทั้งการที่เขาแบล็คเมล์ทีมบอสในคดีอื้อฉาว “สปายเกท” ทั้งการที่เขาบล็อกในพิทไม่ให้แฮมิลตันเปลี่ยนยางออกไปทำเวลาที่ฮังการี ผลจากสิ่งเหล่านี้ทำให้แม็คลาเรนถูกปรับเป็นเงิน 100 ล้าน เหรียญสหรัฐ และถูกริบคะแนนสะสมประเภททีมทั้งหมด แน่นอนว่านั่นทำให้อลองโซต้องออกจากทีมกลับไปซบรังเก่าอย่างเรโนลต์หลังจบปี 2007 อย่างไม่ต้องสงสัย

●   และหากคุณคิดว่าเหตุการณ์ข้างต้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม็คลาเรนกับอลองโซไม่น่าจะกลับมาคบหากันได้ พวกเขาก็สร้างความประหลาดใจอีกครั้ง เมื่ออลองโซประกาศย้ายทีมไปร่วมกับแม็คลาเรนในปี 2015 หลังจาก 5 ปี ที่น่าผิดหวังในเฟอร์รารี และครั้งนี้ก็เช่นกัน แชมป์โลกชาวสเปนตัดสินใจผิดพลาดอีกครั้ง เมื่อเฟอร์รารีนั้นฟื้นตัวกลับขึ้นไปเป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลก ในขณะที่แม็คลาเรนไหลไปยังท้ายตารางกับการเริ่มต้นที่ไม่สวยงามเอาเสียเลยกับฮอนด้า อลองโซไม่เคยขึ้นโพเดียมอีกเลยนับจากนั้น และประกาศรีไทร์ออกจากวงการหลังสิ้นสุดฤดูกาล 2018

ลูวอิส แฮมิลตัน 2013 จาก แม็คลาเรน ไป เมอร์เซเดส

●   ถึงแม้ว่าปี 2012 จะเป็นอีกปีที่ ลูวอิส แฮมิลตัน ไปไม่ถึงฝั่งฝันกับการคว้าแชมป์โลก เนื่องด้วยปัญหาความเสถียรตัวรถเล่นงานเขาในช่วงจังหวะสำคัญๆ พวกเขายังคงสามารถชนะการแข่งขันได้ ต่างกับเมอร์เซเดสที่คว้าชัยชนะได้เพียงครั้งเดียวตลอดฤดูกาล อย่างไรก็ตามเมอร์เซเดสก็ประกาศว่าแฮมิลตันจะเข้ามาร่วมทีมในปี 2013 ซึ่งสร้างความประหลาดใจและกังวลใจให้กับแฟนๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

●   แตกต่างกับอลองโซที่ผิดหวังในการย้ายทีม แฮมิลตันนั้นได้โต้กลับความคลางแคลงใจของบรรดาผู้ที่สงสัยด้วยผลงานที่ดูดีเลยทีเดียวในฤดูกาลแรกกับเมอร์เซเดส เขาคว้าชัยชนะที่ฮังการี เพิ่มเติมเข้ามาด้วยโพเดียมอีก 4 ครั้ง และคว้าโพลได้ถึง 5 ครั้ง นำพาเขาขึ้นไปสู่อันดับ 4 ของคะแนนสะสมประเภทนักขับ เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมที่อยู่กับทีมมานานอย่าง นิโค รอสเบิร์ก อยู่ 2 อันดับ และพาเมอร์เซเดสขึ้นสู่รองแชมป์โลกประเภททีม

●   หลังจากนั้นผลงานของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เมอร์เซเดสนั้นกวาดแชมป์โลกนับตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ส่วนแฮมิลตันก็คว้าแชมป์โลกในปี 2014 ต่อเนื่องมายัง 2015 ทำให้เขากลายเป็นนักแข่งสหราชอาณาจักรฯ คนแรกที่ป้องกันแชมป์โลกได้ และคว้าแชมป์โลกได้อีกในปี 2017 และ 2018 ซึ่งทำให้เขาเป็นเพียงคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ F1 ที่คว้าแชมป์โลกมากกว่า 4 สมัย นอกจาก ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ และ มิชาเอล ชูมัคเกอร์   ●


ที่มา :
•   f1i.com.

Drunk Dont Drive