Toyota Camry 2.5G ให้อารมณ์สปอร์ตบนความหรู
March 4, 2019
Motortrivia Team (5226 articles)

Toyota Camry 2.5G ให้อารมณ์สปอร์ตบนความหรู

เรื่อง – ภาพ  :  นาธัส แสงสุริยะ

 

●   หลังจากได้ลองรุ่นท๊อปไฮบริดไปแล้ว เพื่อให้หายสงสัยจึงติดต่อขอยืม โตโยต้า คัมรี่ รุ่นท๊อปเบนซิน 2.5G มาทดลองขับเพื่อเปรียบเทียบทั้งในเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อัตราเร่ง รวมทั้งความรู้สึกในการขับว่าแตกต่างกันอย่างไร คุ้มหรือไม่กับราคา 1,589,000 บาท ถูกกว่ารุ่นท๊อปไฮบริด 2.1 แสนบาท

เติมความสปอร์ตบนเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว

●   เส้นตัวถังของคัมรี่ มีความเฉียบคมอยู่แล้ว รุ่น 2.5G ดูสปอร์ตด้วยล้อแม็ก 18 นิ้ว พร้อมยาง 235/45/18 และปลายท่อไอเสียโครเมียมแยกออกซ้าย-ขวา มิติตัวรถเท่ากับรุ่นไฮบริด ยาว 4,885 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร สูง 1,445 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,825 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 140 มิลลิเมตร น้ำหนักรุ่น 2.5G 1,550 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นท๊อปไฮบริด 100 กิโลกรัม

แรงแบบมีรอบ

●   ถ้าดูจากสเปคจะเห็นว่ารุ่นไฮบริดมีกำลังรวมทั้งระบบ 211 แรงม้า เกียร์ E-CVT ส่วนรุ่นเบนซินมี 209 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยไม่ใช่ประเด็น แต่ความแตกต่างของต้นกำลังและระบบเกียร์ ทำให้ความรู้สึกในการขับแตกต่างกัน รุ่นไฮบริดขับนุ่มนวลต่อเนื่อง ส่วนรุ่นเบนซินจะได้อารมณ์สปอร์ตกว่า ทั้งจากการลากรอบเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนเกียร์ ที่มีความรู้สึกนิดๆ ว่าเกียร์เปลี่ยนจังหวะ ไม่ถึงกับกระชากจนรำคาญ ยังคงความนุ่มตามสไตล์รถ

●   ถ้าต้องการเร่งแซงฉุกเฉิน ต้องใช้การคิ๊กดาวน์เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ ซึ่งเกียร์ก็ตอบสนองได้ฉับไวพอสมควร เครื่องยนต์ลากรอบได้ไหลลื่น ที่รอบสูงให้เสียงกระหึ่มเร้าใจ มี 3 โหมดการขับให้เลือกคือ ECO, NORMAL และ SPORT การตอบสนองคันเร่งต่างกันชัดเจน ECO ต้องกดคันเร่งลึกๆ เกียร์ถึงจะเปลี่ยนลงต่ำให้ และเมื่อผ่อนคันเร่งเพียงนิดเดียว เกียร์จะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง ส่วน SPORT แค่แตะคันเร่งเบาๆ เกียร์ก็เปลี่ยนตำแหน่งให้แล้ว และจะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงช้าลง รวมทั้งรอบเครื่องยนต์จะขยับสูงขึ้นนิดๆ ที่ความเร็วเท่ากับ 2 โหมดแรก

●   ในโหมด S ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์เองด้วยการโยกคันเกียร์ หรือดึง Paddle Shift ที่พวงมาลัย ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ในชุดมาตรวัดจะมีตัวเลขกำกับ ลองเปลี่ยนเกียร์ไล่ขึ้นตามความเร็วไปถึงเกียร์ 8 แต่เมื่อลองเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำด้วยการคิ๊กดาวน์ เกียร์เปลี่ยนลงต่ำให้ รอบตวัดสูงขึ้น แต่ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ไม่เปลี่ยนตาม ต้องโยกคันเกียร์หรือดึง Paddle Shift เท่านั้น ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ถึงจะลดตาม

●   สำหรับการขับทางไกล ใช้โหมด ECO สลับกับ NORMAL เครื่องยนต์จะใช้รอบค่อนข้างต่ำ ทำให้ห้องโดยสารเงียบ ขับสบาย ลดอัตราสิ้นเปลืองและการสึกหรอได้ดี ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,300 รอบต่อนาที 100/1500, 110/1600 และที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ทำงานสบายๆ ที่ 1,750 รอบต่อนาทีเท่านั้น ขับทางไกล ระยะทาง 162 กิโลเมตร สภาพการจราจรติดขัดกว่าตอนขับรุ่นไฮบริดนิดหน่อย ใช้เวลาเดินทาง 2.08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 18.8 กิโลเมตรต่อลิตร ถังน้ำมันจุ 60 ลิตร มากกว่ารุ่นไฮบริด 10 ลิตร

ห้องโดยสารคงความหรู

●   รถที่ทดลองขับภายนอกสีขาว จับคู่กับภายในสีดำ ยิ่งช่วยให้ดูสปอร์ตมากขึ้น อุปกรณ์มาตรฐานโดยรวมอยู่ในระดับเหลือเฟือ แม้จะถูกตัดออกไปหลายรายการจากรุ่นไฮบริด จุดแตกต่างหลักๆ คือ ชุดมาตรวัดที่มีมาตรวัดรอบ รวมทั้งขนาดและหน้าจอที่คอนโซลกลาง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง พนักพิงเบาะหลังแบบตายตัว ปรับเอนไม่ได้และพับไม่ได้ องศาของพนักพิงชันไปนิด เมื่อดึงที่เท้าแขนกลางเบาะหลังลงมา จะมีช่องพร้อมฝาปิด ให้เปิดทะลุไปที่เก็บของด้านหลังได้ วัตถุประสงค์หลัก น่าจะเพื่อให้สัมภาระที่มีความยาวทะลุออกมาได้ มากกว่าการเปิดเพื่อเอื้อมไปหยิบของจากเบาะหลัง เพราะพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังค่อนข้างกว้าง นอกจากจะวางของที่จำเป็นต้องใช้ไว้ใกล้ๆ

ช่วงล่างนุ่มหนึบนั่งสบาย

●   ระบบกันสะเทือนพื้นฐานเดียวกันหมด เป็นแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังปีกนก 2 ชั้น ยางขนาด 235/45/18 ไม่ได้ทำให้รถเสียบุคลิก โดยยังคงความนุ่มนวลนั่งสบาย แรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนถูกลดทอนลงไปเกือบหมด และให้ความมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูงหรือบนทางโค้ง รถให้ความรู้สึกที่เป็นกลาง ควบคุมง่ายและหนักแน่น พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าตอบสนองดี ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ พร้อมตัวช่วยครบครัน และเป็นระบบเบรกแบบหม้อลมที่คุ้นเคย ให้ความรู้สึกในการเบรกแบบที่เคยชิน เบรกได้นุ่มนวลและสร้างแรงเบรกได้ดี

ท๊อปเบนซินกับท๊อปไฮบริด รุ่นไหนคุ้ม

●   ด้วยราคาที่ต่างกัน 2.1 แสนบาท ได้ระบบไฮบริดรุ่นล่าสุด เจนเนอเรชั่นที่ 4 รวมทั้งระบบความปลอดภัยที่ทำงานสอดคล้องกับการใช้งานมากขึ้น ไม่รบกวนการขับ และอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าเป็นคนที่ยังชอบอารมณ์การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียวๆ ไม่มีระบบไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ชอบความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติแบบฟันเฟือง และคิดว่าอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้นไม่จำเป็น คัมรี่ รุ่นเบนซิน 2.5G ก็น่าจะตอบโจทย์   ●


Toyota Camry 2.5G : Test Drive

Drunk Dont Drive