2020 Range Rover Evoque เจนเนอเรชั่น 2 เปิดราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ
April 10, 2019
Motortrivia Team (5411 articles)

2020 Range Rover Evoque เจนเนอเรชั่น 2 เปิดราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ

Posted by : AREA 54

 

●   จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ เตรียมจำหน่ายครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพคท์ Range Rover Evoque รุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่น 2 ในสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบร่วงปี 2019 นี้ (ราวเดือนกันยายนเป็นต้นไป) งานออกแบบตัวรถเห็นได้ชัดว่ายกมาจาก Range Rover Velar ซึ่งเน้นไปที่ความเรียบหรูเป็นหลัก และมีการตัดรุ่นตัวถัง 3 ประดูออกไป การจัดแสดงจะมีขึ้นในงาน 2019 New York Auto Show ปลายเดือนเมษายนนี้

●   Evoque ไม่ได้วางตัวถังเอาไว้บนแพลทฟอร์มใหม่อย่างที่น่าจะเป็น แลนด์ โรเวอร์ เลือกใช้งานแพลทฟอร์มเดิม (D8 architecture) ที่มีการโมดิฟายใหม่บางส่วน ดังนั้นกลุ่มเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลแบบ 4 สูบตระกูล Ingenium จะยังคงเป็นต้นกำลังหลัก การอัพเกรดแชสซีส์ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การติดตั้งชุดระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าเพิ่มเติม เทียบกับรุ่นตัวถัง 5 ประตูในรุ่นก่อนหน้า ความกว้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,996 มม. (+96 มม.) สูง 1,649 มม. (+14 มม.) ทว่าแม้ความยาวจะเท่าเดิม 4,371 มม. แต่ห้องโดยสารทางด้านหลังจะเพิ่มขึ้นจากฐานล้อที่ยาวขึ้นเป็น 2,681 มม. (+21 มม.)

●   ห้องโดยสารแม้จะไม่ถึงกับยกของ Velar มาใช้ แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการใช้มาตรวัดหลังวงพวงมาลัยเป็นแบบฟูลดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว, เพิ่มความสะดวกด้วยจอ HUD, กระจกมองหลังมีฟังก์ชั่นลิงค์กับกล้องมองหลังเพื่อแสดงผลด้วยกล้องมองหลัง, จอกลางเปลี่ยนเป็นแบบไวด์สกรีนขนาด 10 นิ้ว ปรับองศาได้ และมีจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้วแยกออกมาทางด้านล่างสำหรับจัดการระบบควบคุมอื่นๆ เช่น ระบบปรับอากาศ เป็นต้น ผู้โดยสารด้านหลังจะมีพื้นที่วางเข่าเพิ่มขึ้น 20 มม. พื้นที่บรรทุกสัมภาระเพิ่มขึ้น 10% เป็น 591 ลิตร และสูงสุด 1,430 ลิตร หากพับเบาะคู่หลัง

●   ในรุ่นพื้นฐาน Evoque จะมากับชุดระบบขับเคลื่อนแบบ mild-hybrid ซึ่งใช้ระบบไฟ 48-volt เช่นเดียวกับรถยุคใหม่ในหลายๆ แบรนด์ผู้ผลิต จากนั้นในอีกราวๆ 1 ปีข้างหน้าจะมีการเพิ่มทางเลือกใหม่ด้วยรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เป้าหมายหลักคือการลดตัวเลขการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียให้ต่ำที่สุด และเพิ่มตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยให้ดีขึ้นตามมาตรฐาน WLTP ใหม่ของยุโรป

●   รุ่น mild-hybrid ที่มาพร้อมไฟระบบไฟ 48 โวลท์ ชุดระบบขับเคลื่อนจะใช้งานเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร Ingenium เทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้าเอาท์พุท 80 กิโลวัทท์ กำลังรวมทั้งระบบผลิตได้ 296 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 40.7 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ภายใน 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 241 กม./ชม.

●   การทำงานคล้ายๆ กับระบบ mild-hybrid ทั่วๆ ไป คือใช้สายพานที่ออกแบบให้ควบรวมกับ starter generator พ่วงเอาไว้กับเครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่แพคกระแสไฟแรงสูง 48 โลท์ แลนด์ โรเวอร์ ใช้ชื่อทางการค้าว่า “BiSG” หรือ Belt-Integrated Starter Generator ทำงานร่วมกับ Converter ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากแบตเตอรี่ไปจ่ายชุดระบบไฟ 12 โวลท์ (DC/DC Converter) เมื่อผู้ขับลดความเร็วลงต่ำกว่า 18 กม./ชม. เครื่องยนต์จะหยุดการทำงาน ในขณะที่หากต้องการกำลังในการเร่งความเร็ว ก็จะใช้กระแสไฟฟ้าสนับสนุนการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย

●   รุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด ในอนาคต ชุดระบบที่เพิ่มเติมเข้ามาจะประกอบด้วย ชุดสายพาน BiSG, แบตเตอรี่แพคขนาดความจุ 11.3 กิโลวัทท์-ชม. ทำงานร่วมกับ BiSG Inverter แปลงไฟกระแสสลับเป็นกระกระแสตรง (AC to DC) และ Integrated Charger ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากแบตเตอรี่ไปจ่ายชุดระบบไฟ 12 โวลท์ (DC/DC Converter)

●   ส่วนรุ่นพื้นฐานแบบระบบไฟธรรมดา จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ พร้อมเกียร์ลูกเดียวกัน กำลังสูงสุด 246 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 37 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ภายใน 7 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.


●   ไฮไลท์ใหม่ได้แก่ฟังก์ชั่น ClearSight Ground View ใช้กล้องด้านล่างแสดงภาพทัศนวิสัยใต้ท้องรถบนจอกลาง พร้อมแสดงผลภาพจำลองของล้อคู่หน้า เพื่อให้ผู้ขับสามารถเลือกตำแหน่งการวางล้อที่เหมาะสมได้ ทั้งการขับผ่านที่แคบๆ ในเมือง หรือทางขรุขระบนเส้นทางกึ่งออฟ-โรด

●   ชุดระบบอิเลคทรอนิคอื่นๆ ยังคงมี ระบบ Active Driveline รุ่นอัพเกรด เจนเนอเรชั่นที่ 2 ช่วยกระจายแรงบิด ทำงานร่วมกับระบบ Driveline Disconnect ตัดการทำงานของชุดเพลาหลังอัตโนมัติ และขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหน้าตามความเหมาะสม เพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง, ระบบ Terrain Response 2 สั่งการ/ควบคุม/ตรวจสอบสภาพพื้นถนน และเลือกโปรแกรมการขับที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นกรวด, หิมะ, โคลน หรือทราย และ Evoque ใหม่ยังมีระยะเคลียร์ใต้ท้องรถราว 8.3 นิ้ว พร้อมความสามารถในการลุยน้ำได้ลึกสุดถึง 23.6 นิ้ว

●   ในสหรัฐฯ Evoque จะแยกการจำหน่ายเป็น 5 เกรดรุ่นย่อย ประกอบด้วย S และ SE ซึ่งเป็นรุ่นพื้นฐานเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเพียวๆ ต่อด้วย 3 รุ่นย่อยพลัง mild-hybrid ประกอบด้วยเกรด R-Dynamic S, R-Dynamic SE และ R-Dynamic HSE ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 42,650 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท ส่วนรุ่นท๊อปจบที่ 55,800 ดอลลาร์ หรือราว 1.78 ล้านบาท

●   ปิดท้ายด้วยรุ่นพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว Evoque First Edition ออปชั่นทุกอย่างเต็มพิกัด อาทิ ล้ออลูมิเนียมขนาด 20 นิ้ว หรือชุดเครื่องเสียงเกรดพรีเมียมของ Meridian เป็นต้น ผลิตจำกัดจำนวน ราคาจำหน่าย 56,850 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.81 ล้านบาทครับ   ●


2020 Range Rover Evoque

Drunk Dont Drive