ปากต่อปาก เรื่องราวของ Kimi Räikkönen กับการขับ F1 ครั้งแรก
May 24, 2019
Motortrivia Team (5407 articles)

ปากต่อปาก เรื่องราวของ Kimi Räikkönen กับการขับ F1 ครั้งแรก

Posted by : FascinatorFJ

● สุดสัปดาห์นี้ที่โมนาโคจะเป็นรายการที่ 300 ของ คิมี ไรค์โคเนน ในการลงแข่งขันฟอร์มูล่าวัน เพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางอันแสนยาวนานนี้ เราจะลองย้อนกลับไปในตอนที่ไรค์โคเนนได้ลงจับพวงมาลัย F1 เป็นครั้งแรกกันครับ

● มันเป็นช่วงฤดูหนาวในปี 2000 ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบ 3 วัน ที่มูเจลโล หลังจบการแข่งขันอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ เฟอร์รารี, แม็คลาเรน และ เซาเบอร์ เลือกที่จะเข้ามาใช้สนามทดสอบ ซึ่งสำหรับ 2 ทีมใหญ่ข้างต้นนั้นกำลังลุ้นแชมป์โลกและต้องการเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อก้าวออกมาให้เหนือกว่าคู่แข่งอีกฝั่ง แต่สำหรับเซาเบอร์ นี่คือการให้โอกาสนักขับหน้าใหม่ได้ออกมาแสดงฝีมือ

คิมี ไรค์โคเนน นักแข่งฟินน์วัย 20 ปี ผู้ซึ่งมีประสบการณ์การขับรถล้อเปิดมาเพียง 23 สนาม ได้ถูกเซาเบอร์เรียกตัวมาทำการทดสอบ โดยพ่อลูกผู้จัดการของเขา เดวิด และ สตีฟ โรเบิร์ตสัน ได้ให้ความมั่นใจกับเจ้าของทีมเซาเบอร์อย่าง ปีเตอร์ เซาเบอร์ ว่า เด็กคนนี้มีอะไรพิเศษและนี่คือคนที่เซาเบอร์กำลังตามหา

● เขายังเด็กมาก ภาษาอังกฤษของเขาก็ยังไม่แข็งแรง เซาเบอร์ต้องส่งช่างเทคนิคให้ไปรับตัวเขามาจากสนามบิน เพราะเขายังเด็กเกินไปที่จะสามารถขับรถอย่างถูกกฎหมายในอิตาลี แต่โรเบิร์ตสันรู้ดีว่าเขามีอะไรอยู่ในมือ เขาได้ทำการติดต่อทีมแข่งหลายๆ ทีม หนึ่งในนั้นคือเซาเบอร์ที่ตอบรับข้อเสนอของโรเบิร์ตสัน

ปีเตอร์ เซาเบอร์ ทีมบอสและเจ้าของทีมเซาเบอร์ : “ผมได้พูดคุยกับเดวิดที่ฮังกาเรียนกรังด์ปรีซ์ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2000 เขาพูดถึงคิมีอย่างมุ่งมั่นแรงกล้า ผมได้พบคิมีเป็นครั้งแรกที่การทดสอบในมูเจลโล ผมยังแปลกใจตัวเองว่าผมตกลงรับปากให้เกิดการทดสอบนี้ขึ้นได้อย่างไร เพราะการทดสอบ 3 วัน นั้นใช้งบสูงมาก แต่เดวิดประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมผม”

สตีฟ โรเบิร์ตสัน ผู้จัดการของไรค์โคเนน : “พ่อของผมชี้ไปยังความเป็นจริง เขาอธิบายมาว่าเด็กคนนี้ทำอะไรมาบ้างในช่วงระยะเวลาอันสั้น ในการแข่งขันฟอร์มูล่าเรโนลต์ เขาชนะมากกว่า 80% ของการแข่งขัน และเขาชนะด้วยความห่างชั้นเป็นอย่างมาก พ่อของผมพยายามให้ความมั่นใจว่า ถ้าปีเตอร์ไม่ดึงคิมีไปร่วมทีม เขาก็จะไม่เห็นคิมีอีกเลย เพราะคิมีจะถูกฉกชิงตัวจากทีมใหญ่อย่างแน่นอน”

แจ็คกี้ เอคเคิลลาร์ต วิศวกรการแข่งขัน : “มันน่าทึ่งที่ได้คิดว่า เมื่อ 12 เดือนก่อนการทดสอบ คิมียังเป็นนักแข่งคาร์ทอยู่เลย ผมได้รับการแนะนำจากมืออาชีพในวงการคาร์ทว่า เขาเป็นอะไรที่พิเศษจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ปีเตอร์ตกลงที่จะทดสอบเขา และในช่วงเวลาอันสั้นของการทดสอบ เขาก็ยกระดับความเร็วขึ้นมาระดับเดียวกับนักแข่งฟอร์มูล่าวัน”

● เซาเบอร์ต้องการที่จะเก็บการทดสอบไรค์โคเนนไว้เป็นความลับ เพื่อป้องกันความสนใจจากทีมคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังไม่มีสัญญาเป็นตัวเป็นตน แผนการทดสอบนั้นถูกเก็บเป็นความลับ แม้แต่การพูดถึงไรค์โคเนนนั้นก็ยังอยู่บนพื้นฐานที่ “บางคนไม่จำเป็นต้องรู้” เสียด้วยซ้ำ

วิลลี รัมภ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค “เราไม่ได้บอกทุกคนว่าเราทำอะไรบ้างกับคิมี ภายในทีมเรารู้ว่าเขาพิเศษ เราต้องหาชื่อใหม่เพื่อที่จะเก็บตัวตนของเขาเป็นความลับ เวลาเราพูดถึงเขา เราเรียกเขาว่า “เอสกิโม””

เซอร์จิโอ รินแลนด์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ : “ปีเตอร์เรียกคิมีว่าเอสกิโม เราไม่ได้เรียกเขาว่า ดิ ไอซ์แมน นั่นเป็นชื่อที่ตามมาทีหลัง ทำไมเราจึงเรียกเขาว่าเอสกิโม? เพราะสปอนเซอร์ที่ช่วยสนับสนุนการทดสอบนั้นเป็นผู้ผลิตไอศกรีมจากสแกนดิเนเวียน ผมจำได้ดีหลังการทดสอบ ปีเตอร์เรียกเราไปที่ช็อปเครื่องมือและบอกเราว่า “ผมตกลงที่จะจ้างเอสกิโมนะ” และพวกเราทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา”

ปีเตอร์ เซาเบอร์ : “ผมมาที่สนามในวันที่ 2 ของการทดสอบ มันไม่ง่ายเลยที่จะให้อธิบายความประทับใจที่เขาทำให้ผมเห็น มันไม่ใช่เรื่องความเร็วเพราะความเร็วของเขาดูดี น่าจะเป็นอากัปกริยาเขามากกว่าที่เขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น นั่นสร้างความประทับใจให้ผมอย่างใหญ่หลวง”

โยเซฟ เลเบอเรอร์ เทรนเนอร์ : “เขาขี้อาย เขาไม่พูดเยอะแต่เป็นมิตรดี เวลาอยู่ในรถเขาทำทุกอย่างที่วิศวกรบอกให้เขาทำ นับตั้งแต่ต้นเขาได้สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก”

เปโดร ดินีซ หนึ่งในนักขับของเซาเบอร์ ผู้ซึ่งจบการแข่งขันในอันดับ 8 ของอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ เป็นผู้ที่ช่วยเซตรถให้คิมี เขายังได้ทดสอบรถในวันแรกอีกด้วย โดยวิ่งไปทั้งหมด 78 รอบ และทำเวลาดีที่สุดอยู่ที่ 1.27.654 ซึ่งเร็วกว่าไรค์โคเนนอยู่ 2.4 วินาที ในการวิ่งทั้งหมด 29 รอบ ในวันแรกของนักแข่งฟินน์ แต่ในวันที่ 2 เพียงแค่รอบที่ 6 นักแข่งฟินน์ก็ทำเวลาเร็วกว่าเวลาของดินีซไปแล้วครึ่งวินาที

ปีเตอร์ เซาเบอร์ : “เวลาของเขาดีเกินกว่าที่คุณจะคาดหวังจากนักแข่งอายุน้อย ผู้ซึ่งพึ่งจะแข่งไปเพียง 20 สนาม จากฟอร์มูล่าเรโนลต์ ผมเริ่มตระหนักถึงความสม่ำเสมอที่เขาสามารถเป็นได้ ดังนั้นก่อนจบการทดสอบวันที่ 2 เราได้เอาน้ำหนักออกไป 30 กิโลกรัม และใส่ยางใหม่ให้เขา เขามีเวลา 2 รอบ ที่จะทำเวลาที่เราคาดหวังเอาไว้”

เซอร์จิโอ รินแลนด์ : “การทดสอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานนักหลังจากเซนน่าเสียชีวิต สำหรับผมมันยังคงสดใหม่อยู่ในความทรงจำ เมื่อผมเห็นเด็กคนนี้ ผมคิดว่านี่แหละคือคนต่อไป เขามีแววตาแบบเดียวกัน บางอย่างที่ยากจะอธิบาย มันทำให้ผมนึกถึงเซนน่าในตอนที่เขาได้ทดสอบฟอร์มูล่าทรีครั้งแรกที่ ทรักส์ตัน เซอร์กิต ผมอยู่ที่นั่นเพราะผมกำลังทดสอบฟอร์มูล่าฟอร์ด”

“มันเหมือนหนังม้วนเดียวกัน เขากระโดดลงไปในรถที่เป็นรองแชมป์ในปีก่อน ขับไปไม่กี่รอบ แล้วเขาก็เริ่มถามหาปีกหน้าเพิ่ม หลังจากนั้นเขาก็จัดการทุบเวลา นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่คิมีทำให้ผมนึกถึงเซนน่า ที่มูเจลโล หลังจากไม่กี่รอบคิมีก็ถามหาปีกหน้าใหม่ เพราะเขารู้สึกไม่ค่อยถนัด แจ็คกี้พยายามบอกเขาว่านั่นไม่ใช่วิถีที่รถ F1 จะเวิร์ค เขาพยายามถามคิมีว่าทำไมเขาถึงอยากได้ปีกหน้าเพิ่ม คิมีบอกว่า “รถมันอันเดอร์สเตียร์มากเลย” พวกเขาก็เลยจัดให้ หลังจากนั้นเขากลับเข้าไปในแทร็คและวิ่งเร็วขึ้น 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผ่านโค้งอาราบเบียต้า มันเร็วกว่าทุกครั้งที่รถของเราเคยผ่านโค้งนี้”

แจ็คกี้ เอคเคิลลาร์ต : “แค่การออกไปวิ่งครั้งแรก เขาก็ทำได้ประทับใจแล้ว เขาไม่มีปัญหาที่จะใช้กำลังเต็มที่ในตอนเข้าหรือออกจากโค้ง ผมเซตรถให้มันออกไปทางอันเดอร์สเตียร์ เพราะผมไม่ต้องการให้เขาเกิดม้วนในขณะผ่านโค้งความเร็วสูง หลังจากออกไปวิ่ง 2 รอบ เขาก็กลับออกมาบอกผมว่า “ช่วยทำให้รถอันเดอร์น้อยลงได้ไหม? เพราะผมเสียเวลาไปมาก” เขาเร็วกว่าดินีซในเวลาเพียงแค่ 35 รอบ และเปโดรไม่ได้ช้าเลยนะ ฉะนั้นการที่เห็นคิมีทุบเวลานั้นเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก”

● สิ่งใหม่สำหรับคิมีคือแรง G เพื่อปกป้องคิมี เซาเบอร์จึงเลือกที่จะให้เขาวิ่งแบบสั้นๆ ออกไป 1 รอบ วิ่ง 3 รอบ และเข้ามา 1 รอบ และเผื่อเวลาระหว่างการวิ่งเพื่อให้ไรค์โคเนนฟื้นคืนกำลังของตัวเอง

โยเซฟ เลเบอเรอร์ : “พวกเขาจัดให้วิ่งระยะสั้น จากนั้นคุณออกจากรถมาพูดคุยปรึกษา แล้วก็กลับเข้ารถไปใหม่ คุณจะเห็นได้เลยว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มตั้งหัวไม่ตรงแล้ว”

เซอร์จิโอ รินแลนด์ : “มูเจลโลเป็นสนามที่ต้องใช้กำลังกายมาก เพราะมันเต็มไปด้วยโค้งแรง G สูง โดยเฉพาะโค้งขวาอาราบเบียต้า 1 และ 2 คิมีไม่เคยต้องพบเจอกับแรง G สูงขนาดนี้ ดังนั้นเราจึงสร้างเครื่องออกกำลังให้กับเขา เฟรมเหล็กขนาดเล็กพร้อมที่นั่ง แป้นเหยียบ และพวงมาลัย จากนั้นโยเซฟจะผูกยางไว้กับหมวกนิรภัยของเขาและเริ่มจำลองแรง G สิ่งนี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงให้กับเขาก่อนเดบิวต์ F1”

โอลิวิเย ปานิส นักขับที่ทดสอบให้กับแม็คลาเรนและเซตเวลาในวันแรก : “วันแรกนั้นหนักหน่วงต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ผมมั่นใจว่าเขาหมดเรี่ยวแรงแน่นอนในตอนเย็น แต่เขากลับมาใหม่ในวันถัดไปและเริ่มชินกับมัน เขาสามารถจัดการกับมันได้”

เซอร์จิโอ รินแลนด์ : “เขาเป็นคนเงียบขรึมมาก ไม่พูดเยอะ แต่เมื่อเขาพูด เขาพูดในสิ่งที่ถูกเสมอ เขาอายที่จะพบปะผู้คน เขาไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อผู้คนในวิถีเดียวกับที่เขาปฏิบัติต่อรถ”

แจ็คกี้ เอคเคิลลาร์ต : “เขาไม่พูดถึงเรื่องส่วนตัวเลย เขาพูดแต่การเบรก เข้าโค้ง กลางโค้ง ออกโค้ง ในแต่ละโค้ง ในวิถีที่รวบรัด เขาโฟกัสกับโค้งที่เขาคิดว่าเขาจะทำเวลาได้ ในตอนเย็นเราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล ผมถามเขาว่าเขาต้องการจะทำอะไรกับรถเพื่อที่จะทำให้ตัวเองถนัดขึ้น เขาตอบว่า “ผมไม่รู้แจ็คกี้ ผมฟังคุณอยู่ ผมก็แค่ขับรถไป””

● มันมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พัก เพราะแต่ละวันนั้นคิมีถูกจัดให้วิ่งระยะสั้นเท่านั้น แต่แทนที่เขาจะเก็บตัวอยู่ในการาจ เขาต้องการออกไปข้างแทร็คเพื่อดู มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ขับ

แจ็คกี้ เอคเคิลลาร์ต : “เขาถามผมว่า เขาสามารถที่จะไปดู มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ขับผ่านโค้งได้ไหม ซึ่งในเย็นวันแรกหลังจากการประชุม ผมกำลังทำโปรแกรมการทดสอบสำหรับวันที่ 2 ก็มีเสียงเคาะประตูมอเตอร์โฮม มิคาเอลนั่นเอง เขามาถามว่านักแข่งใหม่ที่ขับให้เซาเบอร์เป็นใคร ผมบอกเขาว่านั่นคือคิมี ซึ่ง 12 เดือนก่อน เขายังแข่งขันคาร์ทอยู่เลย มิคาเอลกล่าวว่า “อืม เขาจะเร็วมาก ผมมั่นใจว่าเขามาถูกทางแล้ว!””

● ถึงตอนนี้ได้เวลาแล้วที่เราจะเห็นว่าไรค์โคเนนมีความเร็วอันเหนือชั้นหรือไม่ เซาเบอร์ส่งเขาออกไปวิ่งด้วยรถที่เต็มไปด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง จากนั้นก็เอาเชื้อเพลิงออกเพื่อให้เขาลองวิ่งจำลองการควอลิฟาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

วิลลี รัมภ์ : “ผมมาถึงในขณะที่คิมีกำลังวิ่งด้วยน้ำหนักเชื้อเพลิง 50 กิโลกรัม มันเป็นปริมาณเชื้อเพลิงปกติในระหว่างซ้อมและทำการแข่งขัน สำหรับการควอลิฟายปกติแล้วเราใช้เชื้อเพลิงประมาณ 12 กิโลกรัม เราบอกเขาว่านี่เป็นยางใหม่พร้อมด้วยเชื้อเพลิง 50 กิโลกรัม สำหรับลองวิ่ง 1 รอบ และเราคาดหวังว่าจะได้เห็นเวลาที่ดี ถ้าเขาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมันก็จบตรงนั้น ถ้าเขาวิ่งช้ามันก็ไม่ดีพอเช่นกัน”

“เขาวิ่งไป 1 รอบ ด้วยน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เราได้เวลากลับมา และนั่นเป็นเวลาที่ดูดีมากสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ขับรถ F1 มาก่อน จากนั้นเราก็ลองใส่น้ำหนัก 12 กิโลกรัม และให้เขาออกไปวิ่งอีกครั้ง ด้วยน้ำหนักเท่านี้เวลาที่เขาทำได้ควรจะดีขึ้น 1.2 วินาที มันเป็นสิ่งที่ซิมูเลเตอร์บอกเราและจากประสบการณ์ของเราที่มูเจลโล เราไม่ได้บอกเขาถึงเป้าหมายเวลาที่ควรทำได้ เราบอกแต่เพียงว่าเราใส่เชื้อเพลิงปริมาณน้อยและเขาจะได้จำลองการควอลิฟาย และเขาก็ทำเวลาดีขึ้นมา 1.2 วินาที เป๊ะ!”

“มันใกล้เคียงกับสิ่งที่เราคาดหวังเป็นอย่างมาก มันน่าทึ่งเพราะเขาไม่รู้ว่ารถจะมีอาการอย่างไรเมื่อเชื้อเพลิงต่ำ และระหว่างการทดสอบ เขาไม่เคยทำความเสียหายใดๆ ต่อตัวรถเลย ถ้าเขาหมุนลงไปในบ่อกรวด 3 ครั้ง ทุกๆ คนคงจะเกาหัว มันทำให้ง่ายขึ้นสำหรับปีเตอร์ที่จะมั่นใจว่า นี่คือนักแข่งที่เขากำลังมองหา นี่คือนักแข่งที่รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไร เขาไม่ได้อัดจนถึงลิมิตเสียด้วยซ้ำ เขายังคงสำรองบางอย่างไว้อยู่”

หลักฐานทุกอย่างเห็นชัด ตัวเลขไม่เคยโกหก และเซาเบอร์ได้ไรค์โคเนนมาขับให้ในฤดูกาลถัดมา มันลำบากอยู่เหมือนกันเมื่อพูดถึงอายุและประสบการณ์ของเขา เซาเบอร์ต้องทำให้ FIA มั่นใจและมอบใบอนุญาตขับแข่งให้กับเขา และนักแข่งฟินน์ก็ตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการเก็บคะแนนสะสมได้ตั้งแต่สนามแรกที่ออสเตรเลีย ในช่วงเวลาซึ่งมีเพียง 6 อันดับแรกเท่านั้นที่จะได้รับคะแนน ซึ่งจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเส้นทางอาชีพที่น่าตื่นตานี้มาจากการทดสอบ 3 วัน ที่มูเจลโลในวันนั้น


ที่มา :
•  www.formula1.com.

Drunk Dont Drive