BloombergNEF คาดการปฎิวัติสู่การใช้รถไฟฟ้า จะขยายตัวเร็วในตลาดรถพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก
June 9, 2019
Motortrivia Team (4994 articles)

BloombergNEF คาดการปฎิวัติสู่การใช้รถไฟฟ้า จะขยายตัวเร็วในตลาดรถพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก

ประชาสัมพันธ์

●   งานวิจัยของ BloombergNEF (BNEF) คาดการณ์ว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EVs (Electric Vehicles) กำลังเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบัสภายในปี 2040 และจะคืบคลานเข้ามามีบทบาทอย่างมากในตลาดรถตู้และรถบรรทุกสำหรับการใช้งานในระยะทางใกล้

●   รายงาน อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2019 ของ BNEF ซึ่งวิเคราะห์บนสถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ประเภทต่างๆ รวมถึงปัจจัยของแต่ละตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชี้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะครองตลาด 57% ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลภายในปี 2040 ซึ่งสูงขึ้นกว่าการคาดการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา และคาดว่ารถบัสไฟฟ้าจะได้ส่วนแบ่งตลาด 81% ของรถบัสที่ใช้ในเมืองในระยะเวลาเดียวกัน

●   นับเป็นครั้งแรกที่ BNEF ได้รวบรวมการวิจัยเชิงลึกของตลาดรถยนต์พาณิชย์ไว้ในการคาดการณ์ ซึ่งชี้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ จะครองตลาด 56% ของยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ และ 31% ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กในยุโรป, อเมริกา และจีน ภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า

รถบรรทุกไฟฟ้ายังลำบาก

●   ตลาดที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ยากที่สุดคือ รถบรรทุก โดยมีการคาดการณ์ว่าจะครองตลาดได้เพียง 19% ภายในปี 2040 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ขับขี่ในระยะทางสั้น และรถกระบะขนาดใหญ่รุ่นทั่วไปที่ใช้กับงานระยะทางไกล จะเผชิญกับการแข่งขันในรูปแบบอื่นจากการใช้พลังงานทางเลือก เช่น แก๊สธรรมชาติ (Natural gas หรือ Fossil gas) และเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell)

●   นายโคลิน แม็คเคอราเชอร์ (Colin McKerracher) หัวหน้าแผนกยานยนต์ล้ำหน้าของ BNEF กล่าวว่า “เราพบว่ายานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานฟอสซิลเกือบทั้งหมดจะหมดไปบนท้องถนน แม้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ยังคงต้องใช้เวลาเพราะการเปลี่ยนรุ่นรถยนต์ในโลกยังเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าหากดำเนินมาถึงช่วงปี 2020 – 2029 แล้ว ความนิยมก็จะเริ่มขยายเข้าสู่ยานยนต์ในหลายๆ หมวด เราคิดว่ามีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นธรรมดาในตลาดโลกได้เลยจุดสูงสุดมาแล้ว”

Car-sharing, Ride-hailing และ Shared mobility จะมีบทบาทสำคัญ

●   บทบาทของการแบ่งปันยานพาหนะร่วมกัน (shared mobility) ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ร่วมโดยสาร (ride-hailing) และธุรกิจให้บริการรถเช่า (car-sharing) จะมีบทบาทสำคัญในภาพที่กำลังเปลี่ยนไป ในปัจจุบันบริการนี้มีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 5 ของระยะทางของการเดินทางทั้งหมดของผู้โดยสารและผู้ขับขี่ทั่วโลก แต่คาดว่าจะเพิ่มไปถึง 19% ภายในปี 2040 ทั้งนี้ทีมงานของ BNEF คาดการณ์ว่า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous driving) จะยังไม่มีผลต่อรูปแบบการคมนาคมขนส่งและการพลังงานของโลกจนกว่าจะถึงปี 2030

●   นายอาลี อิซาดี้-นาจาฟาบาดี้ (Ali Izadi-Najafabadi) หัวหน้าหลักในการวิเคราะห์การแบ่งปันยานพาหนะร่วมกัน (shared mobility) กล่าวว่า “ผู้ให้บริการแบ่งปันยานพาหนะร่วมกันจะเลือกเปลี่ยนมาให้บริการด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าผู้ใช้ทั่วไป ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแบ่งปันยานพาหนะร่วมกันเช่น รถยนต์ร่วมโดยสารถึง 1 พันล้านคนทั่วโลก บริการนี้นับวันจะเติบโตขึ้นและจะค่อยๆ ลดความต้องการในการเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล”

●   ตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในช่วง 20 ปีข้างหน้าคือราคาที่ลดลงอย่างมากของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นผลให้นับจากช่วงกลางหรือปลายปี 2020 เป็นต้นไปนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ในแทบทุกตลาด ทั้งด้านค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานและค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ต้นทุนเฉลี่ยของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดลงถึง 85% เนื่องจากการประหยัดต้นทุนการผลิตจากขนาด (economy of scale) ผสมกับการพัฒนาเทคโนโลยี

จีนจะเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

●   รายงานของ BNEF ยังคาดการณ์ด้วยว่า ประเทศจีนยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะครองส่วนแบ่งตลาด 48% และ 26% ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำหน่ายในปี 2025 และ 2040 ตามลำดับ เพราะตลาดอื่นๆ ได้ตีตื้นขึ้นมา ทวีปยุโรปจะนำหน้าประเทศสหรัฐอเมริกา และครองอันดับที่ 2 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในช่วงปี 2020 – 2029 แต่การใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ของตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ใช่ประเทศจีนจะเติบโตช้ากว่ามาก ซึ่งจะทำให้เกิดภาพที่ไม่กลมกลืนของตลาดรถยนต์ทั่วโลก

●   อย่างไรก็ตาม โดยรวมๆ แล้วรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดย BNEF คาดว่ายอดขายของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคันทั่วโลกในปี 2018 เป็น 28 ล้านคันในปี 2030 และ 56 ล้านคันในพ.ศ. 2583 ในขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบบดั้งเดิมจะลดลงเหลือ 42 ล้านคันใน 2040 จากประมาณ 85 ล้านคันในปี 2018 และคาดว่านโยบายสนับสนุน อาทิกฏเกณฑ์ด้านอัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงต่อระยะทาง และนโยบายใหม่ของจีนด้านพลังงานสำหรับรถยนต์จะผลักดันการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอีก 5 – 7 ปีข้างหน้าก่อนที่จะเติบโตได้เองช่วงครึ่งหลังของช่วงทศวรรษระหว่างปี 2020 – 2029

●   อุตสาหกรรมน้ำมัน, ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ จะได้รับผลกระทบจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า โดยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา BNEF ได้ประเมินผลกระทบด้านความต้องการเชื้อเพลิงบนถนนอยู่ที่ 7.3 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2040

●   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ปริมาณความต้องการมีมากกว่าเป็น 2 เท่าที่ได้คาดไว้หรือ 13.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์เรื่องการเปลี่ยนรุ่นรถยนต์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และที่ค่อนข้างย้อนแย้งคือการที่อีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่คาดว่าจะเดินหน้าไปได้ช้ากว่าที่คิดไว้ นั่นหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าทุกคันที่จะมาแทนที่รถยนต์ทั่วไปกลับจะต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นในการขับ

เกี่ยวกับ บลูมเบิร์ก

●   บลูมเบิร์ก เป็นผู้นำการรายงานข่าวสารข้อมูลด้านการเงินและธุรกิจระดับโลกเพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และข้อได้เปรียบด้วยการเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับพลวัตเครือข่ายข้อมูล ผู้คนและความคิด จุดแข็งของบลูมเบิร์กทั้งในด้านการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และการวิเคราะห์ผ่านเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ที่รวดเร็วและถูกต้องคือหัวใจของบลูมเบิร์ก เทอร์มินัล (Bloomberg Terminal) โซลูชันในองค์กรของบลูมเบิร์กสร้างขึ้นบนจุดแข็งหลักของบริษัทฯ นั่นคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าถึง ผสมผสาน เผยแพร่ และบริหารจัดการข้อมูลและข่าวสารทั่วทั้งองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเข้าชมได้ที่ Bloomberg.com หรือ ทดลองรับข่าวสาร

Drunk Dont Drive