2020 MINI Cooper SE คันจริงของมินิไฟฟ้า วิ่งทำระยะทางได้ 235+ กม.
July 10, 2019
Motortrivia Team (4849 articles)

2020 MINI Cooper SE คันจริงของมินิไฟฟ้า วิ่งทำระยะทางได้ 235+ กม.

เรื่อง : AREA 54

●   หลังจากที่เราได้เห็นรูปทรงคร่าวๆ ของมินิไฟฟ้าคันจริงผ่านรถต้นแบบ MINI Electric Concept ในช่วงปลายปี 2017 ในที่สุดบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็เผยโฉมคันจริงของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์ของมินิกันแล้ว โดยมินิจะใช้ชื่อในการจำหน่ายว่า MINI Cooper SE

●   มินิให้ข้อมูลว่า Cooper SE จะยังคงเป็นมินิที่ไม่ทิ้งคอนเซปท์เดิม คือ มีลักษณะความคล่องตัวในแบบ go-kart feeling แม้ว่าจะใช้ระบบขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็ตาม ตัวรถผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์มของ BMW i3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบันอย่าง MINI Cooper S จะมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าราว 30 มม. เพื่อให้มีความสมดุลย์กับตำแหน่งบอดี้ที่สูงขึ้นราว 18 มม. จากการวางแบตเตอรี่แพคเอาไว้ใต้พื้นห้องโดยสาร ส่วนงานออกแบบนั้น MINI Electric Concept ได้เปิดเผยเค้าโครงโดยรวมออกมาหมดแล้ว และมินิถอดแบบมันออกมาได้อย่างหมดจด

●   ชุดระบบขับเคลื่อนประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับล้อคู่หน้า ชุดระบบส่งกำลังติดตั้งแบบควบรวมกันเอาไว้ทางด้านหน้า เชื่อมต่อกับดิฟเฟอร์เรนเชียลเป็นเส้นตรง กำลังสูงสุดผลิตได้ 135 กิโลวัทท์ หรือเทียบเท่า 181 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 27.5 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. โหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง Sport, MID, Green และ Green+

●   แบตเตอรี่แพคติดตั้งเอาไว้ใต้พื้นรถ วางกระจายน้ำหนักเป็นรูปตัว T ความจุหรือความสามารถในการจ่ายไฟต่อเนื่องภายใน 1 ชม. เท่ากับ 32.6 กิโลวัทท์-ชม. รีชาร์จด้วยไฟบ้าน 100% ใช้เวลา 3.5 ชม. 80% จากจำนวนเต็มขอเวลา 2.5 ชม. ส่วนโหมดฟาสท์ชาร์จสำหรับการรีชาร์จที่สถานีชาร์จสาธารณะ 80% จากจำนวนเต็มจะใช้เวลาราว 35 นาที ระยะทางในการขับประมาณ 235 – 270 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

One-Pedal feeling เทคโนโลยีประหยัดพลังงานจาก BMW

●   แบตเตอรี่แพคที่มีความจุน้อย จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีชาร์จไฟกลับขณะเบรค (Brake energy recovery) เจนเนอเรชั่นใหม่เข้ามาช่วยเหลือ MINI Cooper SE จะเป็นรถรุ่นแรกที่ได้ใช้เทคโนโลยีจากเครือบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (BMW i3) นั่นคือฟังก์ชั่น ‘One-Pedal feeling’

●   หลักการทำงานก็คือ (1) เมื่อผู้ขับเหยียบแป้นคันเร่งออกตัวลึกๆ เพื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง จะเป็นการสั่งงานให้มอเตอร์ไฟฟ้าหมุนล้อตามปกติหรือโหมด Accelerate (2) โดยธรรมชาติเมื่อเราได้ความเร็วที่พอใจ เราจะถอนคันเร่งเล็กน้อยเพื่อลดการเรียกกำลังของรถ ซึ่งระบบจะเข้าสู่โหมด Coast หรือการใช้ความเร็วคงที่นั่นเอง

●   (3) หากเราถอนคันเร่งจากช่วง Coast เพื่อเป็นการลดความเร็วลงมาอีกระดับ เช่น เข้าโค้ง หรือมีรถช้าข้างหน้าบังคับให้ชะลอตัว ระบบจะเข้าสู่โหมดชาร์จไฟกลับ หรือ Brake Energy Recuparation แปลงพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าทันที… มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ ช่วยทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปอย่างเป็นระบบ และ (4) เบรคเมื่อถอนเท้าออกจากคันเร่ง

●   ผู้ขับสามารถเลือกยกเลิกใช้งานโหมดนี้เองได้จากปุ่มควบคุม โดยโหมดนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการใช้งานตามปกติในชีวิตประจำวันที่ต้องมีการเร่ง/เบรคบ่อยๆ ตามสภาพการจราจร ชื่อทางการค้าของบีเอ็มดับเบิลยูก็คือ ‘One-Pedal Driving’ (ส่วนนิสสันใช้ชื่อ ‘e-Pedal’ ใน Nissan Leaf รุ่นล่าสุด)

●   ในเบื้องต้น มินิจะแยกจำหน่าย Cooper SE เป็น 3 เกรดย่อยตามการตกแต่ง ประกอบด้วยเกรด S, M และ XL อุปกรณ์มาตรฐานมีมาตรวัดดิจิทัล eDrive หลังวงพวงมาลัย, จอทัชสกรีนขนาด 6.5 นิ้ว, ฟังก์ชั่น Apple CarPlay (ไม่มี Android Auto) และแอร์อัตโนมัติแบบ 2 โซน ในขณะที่รุ่นท๊อปจะมีเบรคมือไฟฟ้า, จอขนาด 8.8 นิ้ว และจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายเพิ่มเติมให้

●   กำหนดการลงโชว์รูมอยู่ในช่วงต้นปี 2020 เป็นต้นไป ราคาจำหน่ายในสหรัฐควรจะใกล้เคียงกับ BMW i3 หรือราวๆ 30,000 ดอลลาร์ +/- (คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 1 ล้านบาท) ส่วนราคาในสหราชอาณาจักร รุ่นท๊อปจบที่ 30,400 ปอนด์ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาทครับ  ●


2020 MINI Cooper SE

Drunk Dont Drive