Mercedes-Benz พาชมงาน Internationale Automobil-Ausstellung 2019 (2)
September 14, 2019
Motortrivia Team (5215 articles)

Mercedes-Benz พาชมงาน Internationale Automobil-Ausstellung 2019 (2)

เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

Mercedes-Benz Press Conference จัดงานใหญ่ เปิดรถใหม่หลายรุ่น

●   ต่อจากตอนที่แล้ว วันรุ่งขึ้นเข้างานแต่เช้า สัมผัสอากาศหนาวที่มาพร้อมหมอกปกคลุม เมื่อใกล้ถึงเวลางานก็จับจองพื้นที่เพื่อฟังคำกล่าวของ Ola Källenius ตำแหน่ง Chairman of the Board of Management of Daimler AG and Head of Mercedes-Benz Cars ที่กล่าวถึงทิศทางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเน้นเรื่องการลดมลพิษด้วยแผนระยะสั้นในปี 2022 และระยะยาวปี 2039

Ola Källenius, Chairman of the Board of Management of Daimler AG and Head of Mercedes-Benz Cars

●   เริ่มด้วยการเพิ่มรุ่นรถในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด ให้ครอบคลุมเซคเมนต์หลัก ตั้งแต่รถไซส์คอมแพคอย่าง A 250 e และ B 250 e ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ได้ถึง 70 กิโลเมตร รวมไปถึงเอสยูวีขนาดกลางอย่าง GLE 350 de 4MATIC และรุ่นรอง GLC 300 e 4MATIC ก่อนจะก้าวไปสู่เทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษ กับรถในกลุ่ม EQ ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งไฮไลต์ของงานนี้คือ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในกลุ่ม EQ กับรถรุ่น EQS รถไฟฟ้าที่เน้นความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้แพลตฟอร์มใหม่ MEA-Modular Electric Architecture

1. Vision EQS

●   หลังเปิดตัว EQC เอสยูวีขนาดกลาง และ EQA รถครอบครัวทรงแฮทช์แบค ที่ทั้ง 2 รุ่นจะพร้อมทำตลาดในปี 2021 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าเพิ่มรุ่นให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในกลุ่ม EQ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาของเมอร์เซเดส ที่ให้ไว้เมื่อปี 2018 ว่าจะผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 10 รุ่น ภายในปี 2022 ล่าสุดเมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหญ่ EQS เพื่อแข่งขันกับเทสล่า โมเดล เอส, ปอร์เช่ ไทคาน, ออดี้ อี-ทรอน จีที รวมถึงจากัวร์ เอ็กซ์เจ ที่ยังไม่เปิดตัว

●   ก่อนหน้านี้ ทั้ง EQC และ EQA ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ GLC และ A-Class ตามลำดับ แต่สำหรับ EQS แม้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถไฟฟ้าระดับหรู แต่ไม่ได้ใช้พื้นฐานร่วมกับ S-Class โดย EQS เป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกในกลุ่ม EQ ที่ได้ประเดิมใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดจากเมอร์เซเดส Modular Electric Architecture หรือ MEA ออกแบบเพื่อรองรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ด้วยพื้นตัวถังแบบเรียบ และฐานล้อยาวเกือบ 3 เมตร เพื่อวางแบตเตอรี่ไว้กึ่งกลางตัวรถ ผลิตจากวัสดุที่หลากหลาย ทั้งโลหะ อะลูมิเนียม และคาร์บอนไฟเบอร์ รวมทั้งวัสดุที่ได้จากการรีไซเคิล เพื่อให้ได้โครงสร้างที่เบา แข็งแรง ต้นทุนเหมาะสม และมีความยั่งยืน

●   ภายนอกครึ่งบนสีดำ ตัดกับครึ่งล่างสีเงิน ตรงรอยต่อของทั้ง 2 สี ติดตั้งไฟ lightbelt รอบคัน 360 องศา ชุดไฟหน้า DIGITAL LIGHT แต่ละข้างเป็นเลนส์ Holographic กระจังหน้าลวดลายดาว 3 แฉก มีไฟส่องสว่าง 229 ดวง ตัวรถสามารถสื่อสารกับสภาพแวดล้อมด้วยกระจังหน้าดิจิตอล ประกอบด้วยไฟ LED 185 ดวงเป็นครั้งแรกของโลก และโลโก้ที่กระจังหน้าแบบลอยตัว ให้มุมมอง 3 มิติ

●   ภายในเน้นบรรยากาศหรูหราดุจเรือยอร์ช การออกแบบที่พริ้วไหวต่อเนื่องด้วยการรวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เลือกใช้วัสดุที่คงความเป็นเบนซ์แบบดั้งเดิม และเป็นวัสดุที่ก้าวล้ำทางเทคโนโลยีอย่าง DINAMICA ไมโครไฟเบอร์สีขาวใสถูกใช้ในการตกแต่ง ผลิตจากขวดพลาสติก PET รีไซเคิล บุด้วยวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสที่ดีดุจหนัง Nappa หลังคาผลิตจากสิ่งทอที่มีส่วนผสมของวัสดุที่รีไซเคิลมาจากขยะที่เก็บจากมหาสมุทร

●   EQS ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว สำหรับขับเคลื่อนล้อหน้าและล้อหลัง จึงเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา มีกำลังสูงสุด 476 แรงม้า แรงบิด 77.4 กก.-ม. เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่ำกว่า 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน วางไว้ด้านในของพื้นรถระหว่างล้อหน้าและหลัง มีความจุไฟฟ้าประมาณ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้ขับใช้งานได้มากกว่า 700 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ในเวลาต่ำกว่า 20 นาที

●   ในส่วนของการชาร์จไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมมือกับ IONITY เพื่อให้ผู้ใช้รถไฟฟ้าสามารถชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วได้ตามเส้นทางหลักๆ ในยุโรป ปัจจุบันมีสถานีชาร์จมากกว่า 100 แห่งที่พร้อมใช้งาน จาก 400 แห่งที่วางแผนว่าจะพร้อมใช้ทั้งหมดในยุโรปภายในปี 2020

●   EQS ผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ซึ่งตั้งอยู่รอบนอกของเมือง Stuttgart ซึ่งเป็นโรงงานแห่งที่ 3 ในประเทศเยอรมนี ที่ใช้ผลิตรถในกลุ่ม EQ ส่วน EQC ถูกเซตไลน์การผลิตไว้ที่โรงงานในเมือง Bremen และ EQA ผลิตที่โรงงานสำหรับรถคอมแพคใน Rastatt ส่วน EQB เอสยูวีที่ถูกวางตำแหน่งไว้รองจาก EQC จะผลิตที่โรงงานในเมือง Hambach ประเทศฝรั่งเศส

2. Mercedes-Benz A 250 e และ B 250 e

●   2 รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดขนาดคอมแพค ที่เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อปูทางไปสู่การขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษ ทั้ง 2 รุ่นติดตั้งระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 3 ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 1,332 ซีซี 160 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 25.5 กก.-ม. ที่ 1,620 รอบต่อนาที กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 75 กิโลวัตต์ หรือ 102 แรงม้า แรงบิด 30.6 กก.-ม. มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 15.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง น้ำหนักแบตฯ 150 กิโลกรัม ชาร์จไฟฟ้าจาก 10-80 เปอร์เซนต์ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที กำลังขับเคลื่อนรวม 218 แรงม้า แรงบิด 45.8 กก.-ม.

●   เป็นครั้งแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการสตาร์ทเครื่องยนต์สันดาปภายใน จึงไม่มีสตาร์ทเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้า 12 โวลต์ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 8F-DCT ดูอัลคลัตช์ ในโหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ราว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขับได้ระยะทางประมาณ 60-70 กิโลเมตร และในโหมดไฮบริด เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.6 วินาที ท๊อปสปีด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระบบเปิดแอร์ก่อนสตาร์ทรถ โดยสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน เห็นคันเล็กๆ แบบนี้ สามารถลากน้ำหนักแบบมีเบรกได้สูงสุดถึง 1,600 กิโลกรัม ราคาในเยอรมนี ประมาณ 1.2 ล้านบาท

●   A 250 e มีอัตราสิ้นเปลือง 71.4 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยมลพิษ 32-33 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วน B 250 e มีอัตราสิ้นเปลือง 62.5-71.4 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยมลพิษ 32-36 กรัมต่อกิโลเมตร

●   เรื่องสถานีชาร์จไม่ใช่ปัญหา เพราะมีอุปกรณ์อย่าง Mercedes-Benz Wallbox ที่สะดวกและใช้ง่ายสำหรับชาร์จระหว่างการเดินทาง หรือจะใช้ระบบ MBUX ให้ช่วยหาสถานีชาร์จก็ย่อมได้ หรือจะค้นหาสถานีผ่านแอพพลิเคชั่น Mercedes me ก็สามารถเข้าถึงหนึ่งในเครือข่ายสถานีชาร์จที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ ด้วยสถานีชาร์จมากกว่า 300 แห่งเฉพาะในยุโรป ทำงานร่วมกับระบบนำทางผ่านดาวเทียม ผู้ใช้รถสามารถค้นหาสถานีชาร์จได้อย่างง่ายดาย เพิ่มความสะดวกในการจ่ายค่าบริการด้วย Mercedes me Charge card ที่จะเรียกเก็บค่าชาร์จเป็นแบบรายเดือน

3. Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC

●   เอสยูวีขนาดกลาง ที่ผสมผสานทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ชาญฉลาด ความคล่องตัว และดีไซน์ที่ทันสมัย โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบาย รองรับการใช้งานที่หลากหลาย และพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ติดตั้งระบบข้อมูลความบันเทิง MBUX ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 35.6 กก.-ม. ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า แรงบิด 44.8 กก.-ม. แบตเตอรี่ความจุ 13.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ได้ระยะทางประมาณ 40-50 กิโลเมตร กำลังขับเคลื่อนทั้งระบบ 320 แรงม้า แรงบิด 71.3 กก.-ม. เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 40-45 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยไอเสีย 51-57 กรัมต่อกิโลเมตร

4. Mercedes-Benz GLE Coupe

●   ภายนอกเน้นภาพลักษณ์ความสปอร์ตคูเป้ ลู่ลมยิ่งขึ้นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งมีพื้นที่ด้านหน้าเท่ากัน มีอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษเป็นระบบกันสะเทือนแบบ AIRMATIC พร้อมระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ช่วงล่างแบบแปรผัน และปรับอัตราทดพวงมาลัยให้ฉับไวขึ้น ภายในผสมผสานความหรูหราและความสปอร์ต พื้นที่ใช้สอยมากกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมระบบ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุด

●   ไฟหน้าแบบ Full LED ล้อแม็กมีให้เลือกทั้ง 19-22 นิ้ว แผงหน้าปัดเป็นจอขนาดใหญ่ 2 จอ มีขนาด 12.3 และ 31.2 เซนติเมตร ฐานล้อที่ยาวกว่ารุ่นเดิม 20 มิลลิเมตร ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มขึ้น 40 ลิตร รวมเป็น 655 ลิตร พนักพิงเบาะหลังแยกพับได้ 3 ส่วน 40:20:40 ขยายพื้นที่เป็น 1,790 ลิตร มากกว่ารุ่นเดิม 70 ลิตร ตัวรถความยาว 4,939 มิลลิเมตร กว้าง 2,010 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 39 และกว้างขึ้น 7 มิลลิเมตร) ฐานล้อยาวรุ่นเดิม 20 มิลลิเมตร แต่สั้นกว่า GLE SUV 60 มิลลิเมตร และคงความหรูหราตามคลาส

●   เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ดีเซล รหัส OM 656 แบบ 6 สูบเรียง 2,925 ซีซี รุ่น 350 d 4MATIC มีกำลัง 272 แรงม้า แรงบิด 61 กก.-ม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.5-13.3 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยมลพิษ 197-211 กรัมต่อกิโลเมตร รุ่น 400d 4MATIC มีกำลัง 330 แรงม้า แรงบิด 71.3 กก.-ม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยเท่ากัน ปล่อยมลพิษมากกว่าเล็กน้อย 198-212 กรัมต่อกิโลเมตร ผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 6 ทั้งคู่ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 9G-TRONIC พร้อมระบบ Torque on Demand สามารถแบ่งกำลังได้แบบ 0:100 เปอร์เซ็นต์

5. Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC

●   ด้วยการออกแบบด้านท้ายใหม่ และปรับปรุงช่วงล่างด้านหลัง ทำให้มีพื้นที่ว่างพอสำหรับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องรบกวนพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ซึ่งยังคงมีความจุเหลือเฟือ 1,915 ลิตร ระบบไฟฟ้าไม่เพียงเพิ่มระยะการใช้งานเท่านั้น แต่ช่วยให้การชาร์จเร็วขึ้นด้วย ด้านท้ายรถมาพร้อมช่องเสียบชาร์จทั้งแบบกระแสสลับ AC และกระแสตรง DC ถ้าชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟฟ้า DC การชาร์จไฟฟ้าจาก 10-80 เปอร์เซนต์ จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที และ 30 นาที ถ้าต้องการชาร์จเต็ม

●   ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 1,950 ซีซี 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิด 40.7 กก.-ม. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 100 กิโลวัตต์ หรือ 136 แรงม้า แรงบิด 44.8 กก.-ม. กำลังขับเคลื่อนรวมทั้งระบบ 320 แรงม้า แรงบิด 71.3 กก.-ม. เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในโหมดไฟฟ้าล้วน ขับได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร

●   ตัวรถออกแบบมาให้ลุยได้จริง ด้วยระยะยื่นหน้าและหลังที่สั้น ฐานล้อยาว 2,995 มิลลิเมตร ให้ความนิ่งเมื่อขับทางเรียบ และทำให้ภายในกว้างขวาง และเป็นเอสยูวีรุ่นแรกที่มีเบาะแถว 2 แบบปรับได้เต็มรูปแบบ เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ ห้องโดยสารเน้นความเงียบและไร้แรงสั่นสะเทือน ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ 0.29 มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับรุ่นใหม่ และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน

6. Mercedes-AMG GLB 35 4MATIC

●   เอสยูวี 7 ที่นั่ง เน้นรูปลักษณ์ที่ดึงดูด และยังคงรองรับการใช้งานได้หลากหลาย มีพื้นที่เก็บสัมภาระอย่างเพียงพอ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ Twin Scroll ความจุ 2 ลิตร 302 แรงม้า แรงบิด 40.7 กก.-ม. 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.2 วินาที ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC เกียร์ AMG SPEEDSHIFT DCT 8G ดับเบิลคลัตช์ สำหรับการขับบนทางเรียบและทางออฟโรด อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 13.3 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยมลพิษ 171-173 กรัมต่อกิโลเมตร

●   ชุดจอ AMG Display สามารถแสดงข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง, ความเร็ว และสมรรถนะของรถ และมีเมนูให้เลือกได้ว่าอยากดูข้อมูลส่วนไหน เช่น การแสดงตำแหน่งเกียร์, อุณหภูมิน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง AMG DYNAMIC SELECT เซตเพื่อแสดงข้อมูลคล้ายเป็นมาตรวัดแรงเหวี่ยงหรือ G Meter หรือข้อมูลของเครื่องยนต์

7. Mercedes-AMG GLE 53 4MATIC+ Coupe

●   เป็นรถที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราและสมรรถนะที่ปราดเปรียว มาพร้อมกระจังหน้าแบบใหม่ ตัวถังคูเป้จะมีฐานล้อสั้นกว่ารุ่น SUV 60 มิลลิเมตร พร้อมลุยบนทางออฟโรด ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี ติดตั้งเทอร์โบ และซูเปอร์ชาร์จไฟฟ้า มาพร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้า 48 โวลต์ กำลังสูงสุด 435 แรงม้า แรงบิด 53 กก.-ม. เกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT-Torque Clutch Tramsmission 9G เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษทั้งในโหมดอัตโนมัติและผู้ขับเปลี่ยนเกียร์เอง ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมระบบ AMG-specific และ AMG RIDE CONTROL ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม และระบบ AMG ACTIVE RIDE CONTROL อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 10.7 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยมลพิษ 212 กรัมต่อกิโลเมตร

●   การติดตั้งซูเปอร์ชาร์จไฟฟ้า ทำให้เพิ่มบูสต์ได้ทันทีไม่รอรอบ เพิ่มอัตราเร่งช่วงออกตัวและในรอบต่ำ จากนั้นเมื่อเครื่องยนต์มีไอเสียมากพอสำหรับหมุนเทอร์ไบหรือกังหันไอเสีย เทอร์โบก็จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีอาการ Turbo Lag ส่วนระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ถูกนำมาใช้กับระบบ EQ Boost Starter-Alternator ที่ไม่ได้ใช้แค่สตาร์ทรถหรือชาร์จไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนรถในโหมดไฮบริดด้วย จึงช่วยเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงได้ การสตาร์ทเครื่องยนต์เมื่อเปิดใช้ระบบ Start/Stop ก็ทำได้อย่างนุ่มนวล

●   ฐานล้อสั้นกว่ารุ่น SUV 60 มิลลิเมตร ติดตั้งระบบ AMG RIDE CONTROL พร้อมช่วงล่างแบบถุงลม AMG ACTIVE RIDE CONTROL ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอ-แมคานิค ไม่เพียงลดอาการโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้ง แต่ยังช่วยให้ควบคุมรถได้แม่นยำขึ้นเมื่ออยู่ในโค้ง หรือมีน้ำหนักบรรทุกที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเพิ่มความสบายเมื่อขับบนทางตรง ระบบนี้สามารถปรับตามลักษณะการขับได้อย่างละเอียดกว่า 1,000 ครั้งต่อวินาที ในขณะชุดควบคุมระบบนี้ทั้งหมดมีน้ำหนักเบา และ AMG DYNMIC SELECT เลือกได้ 7 โหมดการขับ Slippery, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual

●   ระบบกันสะเทือนชุดนี้สามารถปรับโหมดได้แบบแปรผัน ADS-Adaptive Damping System จึงมั่นใจได้ว่าจะได้ทั้งความสปอร์ตและความนุ่มนวล และสามารถเลือกโหมดล่วงหน้าได้ทั้ง Comfort, Sport และ Sport+ และในโหมดออฟโรด ก็สามารถเลือกได้ระหว่าง Trail กับ Sand ด้วยการใช้ช่วงล่างแบบถุงลมและการควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้รักษาระดับของตัวนรถไว้ได้ในทุกสภาพการขับ โดยช่วงล่างจะปรับต่ำลง 10 มิลลิเมตร เมื่อเลือกโหมด Sport และ Sport+ และในโหมด Comfort ช่วงล่างจะปรับต่ำลง 10 มิลลิเมตรโดยอัตโนมัติ เมื่อความเร็วถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดแรงต้านลมซึ่งมีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง และเมื่อต้องขับผ่านถนนขรุขระ ก็สามารถปรับช่วงล่างยกสูงขึ้นได้ 55 มิลลิเมตร ขณะรถจอดนิ่งหรือใช้ความเร็วไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

●   สำหรับคนที่ชอบลงสนามแข่ง รถรุ่นนี้ก็มีฟังก์ชั่น AMG TRACK PACE รองรับ โดยจะทำงานร่วมกับ MBUX สามารถเรียกดูข้อมูลของรถได้มากกว่า 80 รายการ เลือกแสดงผลได้ทั้งบนจอ Widescreen หรือด้วยระบบ HUD ในแบบ Real-Time พร้อมการวิเคราะห์ข้อมูลหลังการขับเพื่อเพิ่มทักษะให้ผู้ขับ นอกจากนี้ยังสามารถวัดและบันทึกข้อมูลอัตราเร่งต่างๆ เช่น 0-100 กิโลเมรต่อชั่วโมง, ควอเตอร์ไมล์ รวมทั้งการเบรกจาก 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ด้วย เนื่องจากระบบนี้ทำงานร่วมกับ GPS ที่มาพร้อมเซนเซอร์วัดอัตราเร่ง, แรงเหวี่ยง, องศาการหมุนพวงมาลัย และความเร็วล้อ และเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่นผ่านทาง Smart Watch ก็จะสามารถบันทึกวีดิโอและภาพนิ่ง เพื่อแชร์ประสบการณ์ดีๆ สู่โซเชียลเนตเวิร์คได้

●   ภายนอกเห็นก็รู้ว่าเป็นรถในกลุ่ม AMG ด้วยกระจังหน้าทรงเฉพาะ ประกบด้วยไฟหน้าทรงเพรียวเฉียง ฝากระโปรงหน้าออกแบบเฉพาะรุ่นเพื่อการระบายความร้อน โป่งล้อขนาดใหญ่รับกับล้อแม็กขนาด 20 นิ้วเป็นมาตรฐาน ถ้ายังไม่พอใจสามารถเลือกล้อได้อีก 6 แบบ ขนาด 20-22 นิ้ว รับกับจานเบรกหน้าขนาด 400 มิลลิเมตร และ 345 มิลลิเมตร สำหรับด้านหลัง ปลายท่อไอเสียคู่แยกซ้าย-ขวา เพิ่มความสปอร์ตดุดัน

8. smart EQ fortwo, forfour, fortwo cabrio

●   smart รถจิ๋วจากแผนกซิตี้คาร์ของเดมเลอร์ เอจี เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 เครื่องยนต์วางท้ายขับเคลื่อนล้อหลัง กระทั่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าล้วนๆ แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย smart EQ fortwo, smart EQ fortwo cabrio และ smart EQ forfour ภายในปรับพื้นที่เก็บของใหม่ ปรับปรุงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ปรับปรุงการแจ้งข้อมูลต่างๆ ทั้งการชาร์จไฟฟ้า การหาที่จอดรถ และบอกเส้นทาง ผ่านทางแอพพลิเคชั่น smart EQ Control และ Ready to ในสมาร์ทโฟน มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายของสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี ใช้ควบคุมรถได้หลายฟังก์ชั่น เช่น การเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนขึ้นรถ

●   ภายนอกเน้นความสปอร์ตด้วยล้อขนาดใหญ่ โอเวอร์แฮงค์ที่สั้น และตัวรถที่เปิดกว้างสำหรับการตกแต่งเพิ่มเติม ภคงเอกลักษณ์ของ smart ไว้อย่างครบถ้วน ด้วยไฟหน้าและไฟท้าย Full-LED และกระจังหน้าปรับทรงใหม่ โดยเป็นครั้งแรกของ smart ที่ด้านหน้าของรุ่น fortwo และ forfour ถูกออกแบบให้แตกต่างกัน ตัวรถทรงกล่องครึ่ง มีความยาว 2,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,663 มิลลิเมตร สูง 1,555 มิลลิเมตร ฐานล้อ 1,873 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเปล่า 985 กิโลกรัม วงเลี้ยว 7 เมตร ที่เก็บของจุ 350 ลิตร

●   แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดเล็กแบบ High-Voltage จาก Deutsche Accumotive ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของเดมเลอร์เอง เป็นแบบ 3 โมดูล มีความจุ 17.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้งานได้ประมาณ 159 กิโลเมตร ส่งกำลังไฟฟ้าให้มอเตอร์ขนาด 82 แรงม้า แรงบิด 16.3 กก.-ม. ขับเคลื่อนล้อหลัง เร่ง 0-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.8 วินาที

●   ในด้านการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ก็ยังคงให้ความสนุกในการขับเหมือนเดิม ด้วยแรงบิดที่สม่ำเสมอ และการเร่งที่ต่อเนื่อง และแทบจะไร้เสียงรบกวนขณะเร่ง ระบบขับเคลื่อนของ smart รุ่นใหม่ เป็นการรวมเอาจุดแข็งของเทคโนโลยีรถไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคงแนวคิดน้ำหนักเบา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับการใช้งานในเมือง

●   smart มีอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ เป็นออน-บอร์ด ชาร์จเจอร์ ขนาด 22 กิโลวัตต์ พร้อมฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว สามารถชาร์จจากไฟฟ้าจากที่เหลือ 10 เปอร์เซนต์ ไปถึง 80 ในเวลาต่ำกว่า 40 นาที โดยไม่จำเป็นต้องใช้ที่ชาร์จแบบ DC ถ้าเครื่องชาร์จแบบ 3 เฟสรองรับ ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เครือข่ายสถานีชาร์จ Plugsurfing ผู้ใช้รถสามารถค้นหาสถานีชาร์จได้

อ่านตอนที่ 1 :Mercedes/Press [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 2 :Mercedes’s World [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 3 :Mercedes’s Show [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 4 :Mercedes-Benz EQ Formula E Team

[email protected] 2019 : Press Conference

[email protected] 2019 : World Premier

อ่านตอนที่ 1 :Mercedes/Press [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 2 :Mercedes’s World [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 3 :Mercedes’s Show [email protected] 2019
อ่านตอนที่ 4 :Mercedes-Benz EQ Formula E Team

Drunk Dont Drive