Mitsubishi Motors นำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต สู่ชีวิตปัจจุบัน
November 6, 2019
Motortrivia Team (5319 articles)

Mitsubishi Motors นำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต สู่ชีวิตปัจจุบัน

ประชาสัมพันธ์

●   ปัจจุบันโลกของเรากำลังก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จากผลกระทบของภาวะเรือนกระจกอันเป็นผลมาจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาได้แก่ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการประชุมสมัชชาภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายแก้ไขภาวะโลกร้อน

●   ความตกลงปารีสซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2559 กำหนดเป้าหมายระยะยาวในการจำกัดการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อสิ้นสุดศตวรรษนี้ ปัจจุบันประเทศสมาชิกต่างๆ ได้กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุดภายในปี 2573 โดยหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายดังกล่าว คือการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือรถยนต์ EV

●   ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกจากชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแล้ว ยังคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อผลิตในเชิงอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ (Mass Production) ในปี 2509 และภายในปี 2514 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไทพ์ อี12 (E12-type – มินิกา แวน : Minica Van) จำนวน 10 คันให้แก่ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริค เพาเวอร์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดตัว มิตซูบิชิ ไอ มีฟ (Mitsubishi i-MiEV) รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2552

●   ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้วางแผนสร้างยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และมีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผสานเข้ากับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ จากการสร้างรถออฟโรดและรถอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในระดับโลก จนกระทั่ง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี (Mitsubishi Outlander PHEV รถปลั๊ก-อิน-ไฮบริด) ได้ทำการเผยโฉมครั้งแรกในโลกที่งาน ปารีส มอเตอร์โชว์ ปี 2555

●   นับตั้งแต่การเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2556 มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี จำหน่ายไปแล้วมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 200,000 คันเมื่อสิ้นสุดปี 2561

●   มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในหลายประเทศ อีกทั้งยังได้รับรางวัลทรงเกียรติต่างๆ ทั้งในประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก

●   สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแก่หน่วยงานรัฐบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันการวิจัยต่างๆ เพื่อการทดลองสาธิต และร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในแต่ละประเทศ

●   ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้ามานานกว่า 50 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มุ่งมั่นยกระดับชีวิตลูกค้าให้มีคุณภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในยานยนต์ และเพิ่มคุณค่าในการเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งแบบอีวีและพีเอชอีวี ทั้งนี้วิสัยทัศน์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คือการสร้างโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อมอบความยั่งยืน เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

●   สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีแผนที่จะทำตลาดรถยนต์อีวีและพีเอชอีวีซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรวมในภูมิภาคนี้ถึง 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้รับการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุน เพื่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

●   ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำและวางใจได้ที่มีอยู่ใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างหลากหลายนอกเหนือจากการใช้เพื่อการขับขี่

●   ต้องขอขอบคุณเทคโนโลยี V2X (Vehicle to Everything) ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานได้สำหรับทุกสิ่ง รวมทั้งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำหรับครัวเรือนหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี V2H (Vehicle to Home) โดยรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจะทำการชาร์จไฟฟ้าเก็บไว้ และทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนได้เมื่อจอดพัก พร้อมด้วยเทคโนโลยี V2G (Vehicle to Grid) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า โดยการเก็บสะสมและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเมื่อเกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานต่อพลังงานไฟฟ้า

●   นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและในกรณีเกิดภัยทางธรรมชาติ รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีเอชอีวีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ให้กับแหล่งชุมชน โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้มุ่งมั่นพิสูจน์อย่างต่อเนื่องถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่าการขับขี่

●   ภายในงานเจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2019 ในเดือนมีนาคม 2562 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้จัดแสดงกลยุทธ์ด้านพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยไปอีกขั้น ผ่านการสาธิตของ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ หรือ DDH (DENDO Drive House) ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น “เดน” หมายถึงไฟฟ้า และ “โด” หมายถึงการขับ ทั้งนี้ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ เป็นระบบเครือข่ายพลังงานรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้เจ้าของรถยนต์สามารถผลิต กักเก็บ และถ่ายเทพลังงานโดยอัตโนมัติระหว่างรถยนต์และบ้านของตนเอง ซึ่งไม่เพียงเพิ่มคุณค่าของรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีเท่านั้น แต่ยังสร้างระบบเครือข่ายพลังงานที่ยั่งยืนอีกด้วย

●   เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน การดำรงชีวิตด้วยเทคโนโลยีระบบ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ จะไม่เป็นเพียงแค่จินตนาการอีกต่อไป เพราะ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เริ่มจำหน่าย เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ครั้งแรกในโลกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา และกำลังเตรียมที่จะเริ่มจำหน่ายในประเทศอื่นๆ ต่อไป  ●

Drunk Dont Drive