February 29, 2020
Motortrivia Team (6743 articles)

BMW ประเทศไทย ประกาศแผนการดำเนินงานในปี 2563

เรื่อง : motortrivia

●   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย แถลงผลงานในปี 2562 พร้อมประกาศแผนการดำเนินงานในปี 2563 โดยเตรียมเปิดตัวรถใหม่หลายรุ่น ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

●   เบื้องต้นเริ่มด้วยการเปิดตัว BMW 218i Gran Coupe M Sport ต่อด้วย BMW 3-Series รุ่นประกอบในประเทศ (330e M Sport และ 320d M Sport) ในขณะที่มินิได้เปิดศักราชไฟฟ้าด้วย MINI Cooper SE ไปแล้วเมื่อช่วงต้นปี เสริมด้วย MINI Cooper S Country High Trim ที่มากับเกียร์ใหม่ ปิดท้ายด้วยบิ๊กไบค์รุ่นล่าสุด BMW S 1000 RR

รถใหม่ที่เริ่มเปิดตัว

●   BMW 218i Gran Coupe M Sport : รถคูเป้ไลค์ ตัวถัง 4 ประตู ออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากรถคูเป้รุ่นคลาสสิค เช่น กระจกประตูข้างแบบไร้กรอบ เป็นต้น ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบ LED, ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา 18 นิ้ว และหลังคาพาโนรามิคขนาดใหญ่ พร้อมโหมดระบายอากาศไฟฟ้า ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สะดวกห้องบรรทุกสัมภาระจุ 430 ลิตร

●   พละกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร TwinPower Turbo ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic คลัทช์คู่ กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 8.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 215 กม./ชม.
●   ห้องโดยสารมีมาตรวัด Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้ว, จอสัมผัส Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว, ตกแต่งด้วยแถบสีบริเวณแผงมาตรวัดและกรอบประตูด้วยลาย Illuminated Boston, พวงมาลัย M Sport และเบาะคู่หน้าหุ้มหนังแท้ Dakota พร้อมรูระบายอากาศ

ราคาจำหน่าย: 2,399,000 บาท รวม BSI Standard

●   BMW 3 Series เจเนอเรชั่นที่ 7 รุ่นประกอบในประเทศ แยกเป็น 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย BMW 320d M Sport และ BMW 330e M Sport

●   BMW 320d M Sport : ตัวรถมากับชุดแต่ง M Aerodynamics, ช่วงล่าง M Sport, คาลิเปอร์เบรค M Sport ห้องโดยสารมีพวงมาลัยหนังแท้ M พร้อมกาบบันไดและชุดแป้นวางเท้า M, เพดานห้องโดยสารตกแต่งด้วยสี Anthracite

●   แรงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 190 แรงม้า อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

ราคาจำหน่าย 2,549,000 บาท พร้อม BSI Standard

●   BMW 330e M Sport : มากับฟังก์ชั่นใหม่ XtraBoost เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 292 แรงม้า โดยโหมด SPORT จะเพิ่มกำลังให้อีก 40 แรงม้า เป็นเวลา 10 วินาทีเมื่อผู้ขับกดคันเร่งเพื่อเรียกการทำงานของ XtraBoost ช่วยให้อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียงเพียง 5.9 วินาที ต่อเนื่องไปจนถึงความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.

●   โหมด HYBRID ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 110 กม./ชม. มากกว่ารุ่นก่อนหน้า +30 กม./ชม. ส่วนโหมด ELECTRIC ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 140 กม./ชม. มากกว่าเดิม +20 กม./ชม. วิ่งทำระยะทางด้วยแบตเตอรี่ได้ 55 – 68 กม. และมีระบบสร้างเสียงจำลองเพื่อเตือนให้ผู้ใช้ทางเท้าได้ยินผ่านระบบลำโพงติดตั้งภายนอก

ราคาจำหน่าย 2,799,000 บาท พร้อม BSI Standard

●   MINI Cooper SE : เปิดตัวไปแล้วในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ชุดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ Cooper SE ประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวหมุนล้อคู่หน้า, ชุดระบบส่งกำลังติดตั้งแบบควบรวมกันเอาไว้ทางด้านหน้า เชื่อมต่อกับดิฟเฟอร์เรนเชียลเป็นเส้นตรง แบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน จำนวน 12 โมดูล ติดตั้งเอาไว้ใต้พื้นรถ วางกระจายน้ำหนักเป็นรูปตัว T ความจุหรือความสามารถในการจ่ายไฟต่อเนื่องภายใน 1 ชม. เท่ากับ 32.6 กิโลวัทท์-ชม.

●   มอเตอร์ไฟฟ้าผลิตกำลังสูงได้ 135 กิโลวัทท์ หรือเทียบเท่า 184 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 27.5 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 60 กม./ชม. ภายใน 3.9 วินาที 0 – 100 กม./ชม. 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. โหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง Sport, MID, Green และ Green+ ซึ่งโหมด Green+ จะช่วยเพิ่มระยะทางในการขับด้วยการจำกัด หรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกบางรายการ เช่น ระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะ เป็นต้น

ราคาจำหน่าย 2,290,000 บาท รวม MSI Standard

●   MINI Cooper S Country High Trim : ตกแต่งภายนอกและภายในใหม่ด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นโครเมียมสีเงิน, ล้ออัลลอยสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้ว, ห้องโดยสารตกแต่งด้วยแพคเกจ MINI Yours Piano Black Illuminated สีดำมันวาว พร้อมไฟแอมเบียนท์, เครื่องเสียง Harman Kardon, ผู้ขับสะดวกด้วยจอ MINI Head-Up Display และมีจอสัมผัสดีไซน์ใหม่ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมระบบ MINI Connected ให้ใช้งาน

●   เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. ระบบส่งกำลังใหม่ อัตโนมัติ คลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะ พร้อม Paddle Shift

ราคาจำหน่าย 2,499,000 บาท รวม MSI Standard

●   BMW S 1000 RR : มากับเฟรมใหม่ น้ำหนักลดลง เลือกเสริมประสิทธิภาพและตกแต่งได้ด้วยชุดแต่ง M ประกอบด้วยล้อสไตล์ M, คลัทช์และเบรค M และท่อเก็บเสียง M ผู้ขี่สะดวกด้วยจอแสดงผล TFT ขนาด 6.5 นิ้ว อ่านค่าได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง เลือกรูปแบบการแสดงผลได้ 2 แบบ Pure Ride หรือ Core Ride ซึ่งที่สามารถเลือกการแสดงผลค่าต่างๆ เพิ่มได้อีก 3 รูปแบบ

●   โหมดในการขี่มี 4 รูปแบบ ได้แก่ Rain, Road, Dynamic หรือ Race พร้อมโหมดการขี่แบบโปร ปรับเปลี่ยนการควบคุมต่างๆ ได้ตามรูปแบบการขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS Pro, ระบบ Dynamic Traction Control และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เฉพาะรุ่น ปรับค่าการซับแรงสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน

●   กำลังมาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ เทคโนโลยี BMW ShiftCam เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยว และจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์, ระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบท่อไอเสียน้ำหนักเบาลง -1.3 กก. นอกจากนี้ระบบขับเคลื่อนใหม่ยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลง -11 กก. ยังผลให้น้ำหนักตัวลดลงมาอยู่ที่ 197 กก. กำลังสูงสุดผลิตได้ถึง 207 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 11.5 กก.-ม.

ราคาจำหน่ายสี Racing Red 1,020,000 บาท รวม BMSI Standard และ 1,050,000 บาท รวม BMSI Standard เช่นกัน สำหรับสี Light White หรือ Racing Blue Metallic

●   มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา (Alexander Baraka) ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในทุกปี เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จใหม่ๆ อันน่าจดจำ ที่นอกจากจะนำเราเข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจยิ่งขึ้นแล้ว ยังรวมถึงความสำเร็จในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาสังคมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยทั้งในด้านยนตรกรรมไฟฟ้า การเชื่อมต่อทางดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นของเราในการมอบพลังแห่งการเลือกให้แก่ลูกค้าส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถครองตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอตัวเลือกและได้ส่งมอบเทคโนโลยีที่หลากหลายที่สุด ทั้งในระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริด และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มาตั้งแต่ปี 2558”

●   ในช่วงปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยูได้เริ่มแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบผู้ช่วยเสมือน BMW Intelligent Personal Assistant ที่รองรับชุดคำสั่งเสียงเต็มรูปแบบ หรือบริการ MINI Connected สำหรับการเชื่อมต่อโลกออนไลน์, มินิ และผู้ขับแบบครบวงจร รวมถึงการเปิดจองรถและมอเตอร์ไซค์แบบออนไลน์ เป็นต้น

●   มร. บารากา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรายังเดินหน้าสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการผนึกกำลังในการประสานงานระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้เราสามารถมอบบริการที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า เรายังเน้นย้ำและสนับสนุนความหลากหลายในหมู่พนักงานมากขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เน้นความร่วมมือกันและความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเพื่อสังคมของเรายังคงสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้าง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่แปรเปลี่ยนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประชาชนชาวไทย”

นวัตกรรมไฟฟ้าในประเทศไทย

●   หนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในปี 2562 ที่ผ่านมาคือ การปรับตัวเข้าสู่ยุคนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า โดยมีการเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศอย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือกับ แดร็คเซิลไมเออร์ กรุ๊ป ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สามารถตอบสนองความต้องการด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยอง ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านยนตรกรรมแห่งความยั่งยืน

●   ในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ประกอบด้วย BMW i3s รุ่นปรับโฉมที่เพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า และ MINI Cooper SE รถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ล้วนรุ่นแรก (ที่มีการผลิตในเชิงปริมาณ) ของมินิ

●   นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังสนับสนุนการเพิ่มจำนวนเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน สถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะ ChargeNow และสถานีชาร์จภายในโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ มีทั้งหมด 125 หัวชาร์จจาก 59 สถานีทั่วประเทศ

สถิติในระดับโลก

●   ปี 2562 ที่ผ่านมา ในประเทศไทยบีเอ็มดับเบิลยูสามารถส่งมอบรถบีเอ็มดับเบิลยูและมินิได้ 12,954 คัน ลดลง 1% เมื่อเทียบกับปี 2561 ในจำนวนนี้แยกเป็นบีเอ็มดับเบิลยู 11,750 คัน และมินิ 1,204 คัน เพิ่มขึ้น 15% โดยนับเป็นยอดการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดมินิทั่วโลก ส่วนรถมือสองในโปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโต 16%

●   ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทำการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า และปลั๊ก-อิน ไฮบริด ไปแล้ว 500,000 คันทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมายส่งมอบรถ BEV และ PHEV ทั่วโลกให้ครบ 1,000,000 คัน ภายในเวลา 2 ปี

●   นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงสร้างสถิติความสำเร็จสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ด้วยยอดการส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และโรลส์-รอยซ์ รวมทั้งหมด 2,520,307 คัน เพิ่มขึ้น 1.2%

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย

●   บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ทำสถิติจากยอดสินเชื่อลูกค้าใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รวมกว่า 1.625 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท

●   มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน (Björn Antonsson) ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรับประกันความเชื่อมั่นของลูกค้าในอนาคตของเรา และตั้งใจที่จะมอบความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้รับประโยชน์จากข้อเสนอต่างๆ ของเรา”

●   “ในปี 2562 ที่ผ่านมา เราได้ขยายข้อเสนอ BMW Premium Selection ครอบคลุมถึงรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองแล้วให้ได้รับการรับประกันจากกลุ่มอลิอันซ์ด้วยเช่นกัน นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในพันธกิจของเรากับการมอบประสบการณ์อย่างเหนือชั้นให้กับลูกค้า โดยทำให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเป็นรถยนต์ที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าในอนาคต และเป็นตัวเลือกแรกในใจทั้งในแง่ของคุณค่า คุณภาพ และการบริการในตลาดรถยนต์มือสอง และด้วยผลการตอบรับที่ดีนี้ เราจึงได้เห็นการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตของเราที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7% ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่เช่นกัน”

●   “ปี 2562 ที่ผ่านมา ยังเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญสำหรับบริการผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิตัล เช่นการเปิดตัวช่องทางติดต่อผ่านทาง LINE ช่วยให้สมาชิกกว่า 5 แสนท่าน สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ เรายังได้นำเอาระบบ LINE live chat มาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการข้อมูล BMW Call Center พร้อมกันนี้ เราเตรียมพร้อมเปิดตัวเบอร์ติดต่อหมายเลข 1397 เพื่อความสะดวกสบายสำหรับการติดต่อมาที่ศูนย์บริการข้อมูลของเรา”

วิสัยทัศน์ทั้งในและนอกองค์กร

●   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป นำความแข็งแกร่งระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้สามารถบริหารงานในทุกมิติบนหลักการแห่งความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า หรือลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ได้ลดลงถึง 39%

●   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความยั่งยืนในด้านการเติบโตภายในองค์กร ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความแตกต่างและหลากหลาย สนับสนุนให้พนักงานเห็นคุณค่าของการเปิดใจ ยอมรับความแตกต่าง การเคารพผู้อื่น และการมอบโอกาสที่เท่าเทียม

●   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้แสดงแบบอย่างในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ โดยสนับสนุนโอกาสที่เท่าเทียมของผู้หญิงในการทำงาน ซึ่งอัตราส่วนของบุคลากรหญิงในโรงงานที่ระยอง คิดเป็น 19% ของพนักงานทั้งหมดในสายการประกอบมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และ 7% ในสายการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู

●   มร. อูเว่ ควาส (Uwe Quaas) กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2563 นี้ เป็นปีที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แห่งการเติบโตและเดินหน้าสู่ความสำเร็จในประเทศไทย วิสัยทัศน์ในด้านความยั่งยืนและความหลากหลายของเรา ล้วนตอกย้ำถึงความสามารถอันโดดเด่นของโรงงานที่จังหวัดระยอง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานประกอบที่มีประสิทธิภาพ และรอบด้านที่สุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก”

●   “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 อีก 2 รุ่นย่อยที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายการประกอบในประเทศของเรา ทำให้เรามีความสามารถในการประกอบรถทั้งหมด 15 รุ่นสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งถือเป็นการต่อยอดก้าวครั้งใหญ่ที่สำคัญของเราในปีที่ผ่านมา”

●   “เราได้เปิดตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศไทย และยังได้ฉลองการประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รวมทั้งหมด 155,000 คัน ในจำนวนนี้ เรายังได้ส่งออกกว่า 52,000 คันไปยัง 5 ประเทศในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ในสายการประกอบที่โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เราคำนึงถึงการลดมลภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ และได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 4,000 ตารางเมตร เพื่อปูรากฐานสู่การลดมลพิษโดยใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ”

●   “และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา คือการเดินหน้าปูรากฐานทักษะวิศวกรรม Mechatronics ให้แก่เยาวชนไทย ผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ในระบบทวิภาคี BMW Dual Excellence Program ซึ่งนักศึกษา 35% ของโครงการได้เข้าทำงานในโรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาหญิงถึง 27% แสดงถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสร้างอาชีพให้แก่เยาวชน อีกทั้งยังแสดงถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศในวัฒนธรรมองค์กร”

แผนงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

●   ในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้สานต่อโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ทุรกันดารผ่านการสร้างการเข้าถึงน้ำสะอาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไรสัญชาติอเมริกาอย่าง Waves For Water มอบเครื่องกรองน้ำให้กับชุมชนต่างๆ ให้คำแนะนำในการประกอบ ทำความสะอาด และรักษาระบบเครื่องกรองน้ำ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

●   โครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ เป็นหนึ่งในโครงการเพื่อสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นับจากปี 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้บริจาคระบบเครื่องกรองน้ำจำนวน 6,201 เครื่อง ให้แก่ 74 ชุมชนทั่วประเทศ ยังผลให้ชาวบ้านกว่า 620,100 คนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้โดยง่าย

●   ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และเครือข่ายผู้จำหน่าย ได้สานต่อโครงการ BMW Service Apprentice Program ช่วยฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะทั้งในภาคทฤษฎีและในภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education หรือ GTDEE) ด้วย

●   นับจากปี 2555 มีนักศึกษาอาชีวะที่จบหลักสูตรแล้วกว่า 106 คน และโครงการฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะในด้าน Mechatronics ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีนักศึกษาที่จบหลักสูตรแล้ว 62 คน นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2558

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เชิญได้ที่ www.bmw.co.th

Drunk Dont Drive