August 30, 2020
Motortrivia Team (6502 articles)

MG ไทย จัดสัมมนา New Generation of Automotive

ภาพ : จันทนา เจริญทวี

●  เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี และเอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จัดงานสัมมนา New Generation of Automotive สนับสนุนให้ประเทศไทยเตรียมตัวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยมีปาฐกถาแง่มุมต่างๆ พร้อมเผยโรดแมพ “ไทยขับเคลื่อน EV” ภายในงานนี้

●  ในประเทศไทย ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยมีการกระตุ้นให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญ, ความจำเป็น และประโยชน์จากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลดมลพิษในอากาศแบบระยะยาว ซึ่งการปล่อยมลพิษของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเดิม นับเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือก รวมถึงการออกกฎหมายควบคุมมลพิษจากรถยนต์ให้เกิดขึ้น

●  ปัจจุบันมีรถยนต์จำหน่ายทั่วโลกรวมกันมากกว่า 1,200 ล้านคัน ยังผลให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลประเทศต่างๆ จึงได้มีการออกมาตรการที่เข้มงวดในเรื่องชุดระบบไอเสีย รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้รองรับการใช้งานทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า หรือ Electrified Vehicles ชนิดไฮบริด (HEV : Hybrid Electric Vehicle), ไฮบริดแบบมีปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่ (PHEV : Plug-in Hybrid Electric Vehicle) หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง (BEV : Battery Electric Vehicle)

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากออกกฏ… ต้องมีการสนับสนุน

●  ยกตัวอย่างเช่น มาตรการกำหนดค่ามลพิษจากการคายไอเสียในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของตัวเองเป็นเอกเทศ เพื่อควบคุมและแก้ปัญหามลพิษ รวมไปถึงภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ประเทศในกลุ่มยุโรป ก็ได้มีการออกมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์อย่างมาตรฐานยูโร โดยเริ่มตั้งแต่ ยูโร 1 จนถึงมาตรฐานยูโร 6

●  นอกจากกฏข้อบังคับต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือ ในประเทศเหล่านั้นต่างให้ความสำคัญกับ “การออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ในกลุ่มนี้” อาทิ รัฐแคลิฟอร์เนียออกนโยบายการเงินในการสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงสุดกว่า 200,000 บาทต่อคัน และยังสนับสนุนให้มีการตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่ด้วย ยังผลให้ปี 2018 แคลิฟอร์เนียมีจุดชาร์จแบตเตอรี่มากกว่า 450,000 จุด มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทย จะไปทางไหน?

●  ประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ ในปี 2019 ไทยเรามีการผลิตอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่นับเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ที่มีศักยภาพ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ

●  รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ และมีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมครั้งที่ 1 ได้มีการเห็นชอบ แผน [email protected] ตั้งเป้าหมายให้ปี 2030 มีการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ในไทย และแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ:

●  (1) ระยะสั้น ช่วงปี 2020 – 2022 : ผลิตรถสำหรับรถราชการ, รถสาธารณะ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 60,000 – 110,000 คัน

●  (2) ระยะกลาง ช่วงปี 2021 – 2025 : ผลักดัน ECO EV จำนวน 100,000 – 250,000 คัน และผลักดันสมาร์ท ซิตี้ บัส จำนวน 300,000 คัน และ…

●  (3) ระยะยาว ช่วงปี 2026 – 2030 : เพิ่มปริมาณการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าประมาณ 750,000 คัน

●  นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าโครงการ “ยานยนต์เก่าแลกยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ xEV สนับสนุนให้มีการนำรถเก่าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปีมาเปลี่ยนเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยหวังให้ให้มีการส่งเสริมตลาด และการจัดการซากยานยนต์ โดยจะมีการศึกษาการจัดการซากยานยนต์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการจัดการซากรถยนต์ที่เป็นระบบ ลงทุนการรีไซเคิลซากรถยนต์และแบตเตอรี่ และเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

●  ด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะมีการส่งเสริมด้านบริการให้กับสถานีชาร์จ โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ 2.63 บาทต่อหน่วย และติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะภายในรัศมี 50 – 70 กิโลเมตร เพื่อให้รองรับการเดินทางระยะไกล ซึ่งที่ผ่านมา รัฐและภาคเอกชนเริ่มมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

●  มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นิยามของ New Generation of Automotive ในมุมของเอ็มจี ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไร้คนขับ และพลังงานทางเลือก สำหรับ SAIC Motor ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าลำดับต้นๆ ของโลกที่พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง”

●  “สำหรับประเทศไทย เราทำตลาดด้วยแบรนด์เอ็มจี โดยเรานับเป็นผู้จุดประกายให้เกิดกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในสังคมไทยด้วยการเปิดตัว MG ZS EV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ EASY ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ดูแลรักษาได้ง่าย และใช้งานได้ง่ายเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา”

●  “และในปีนี้ เอ็มจีได้เดินหน้าสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการลงทุนติดตั้งจุดชาร์จในรูปแบบ DC โดยภายในปี 2563 นี้จะมีจุดชาร์จจำนวน 100 แห่งในโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั่วประเทศ และวางแผนในการขยายจุดชาร์จเพิ่มอีก 1 เท่าตัวภายในปีหน้า ส่วนแผนงานในระยะที่ 2 ในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จให้มากขึ้น จะเลือกสถานีที่อยู่เส้นทางหลักตามทางหลวง และแผนงานในระยะที่ 3 จะเพิ่ม สถานีชาร์จที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ หมู่บ้าน ที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด เข้ามาทำตลาดอีกด้วย โดยเอ็มจีมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการและพร้อมที่จะสนับสนุนความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตมากขึ้น พร้อมนำเสนอให้รัฐบาลช่วยผลักดันเรื่องสิทธิพิเศษด้านภาษี หรือการลงทุน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น”

●  นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “ในปี 2560 BOI เตรียมการลงทุนเรื่องนโยบายการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมทุกเรื่อง การผลิต ความต้องการตลาด การส่งเสริมการลงทุน การสร้างสถานีชาร์จ รถยนต์ใช้ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ และชิ้นส่วน ในปัจจุบัน มีผู้เข้ามาลงทุนในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 16 บริษัท รวม 26 โครงการ โดยมีการขอส่งเสริมการลงทุนในการผลิตรถยนต์ ประเภทไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รวมถึงรถพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ 100% และมียอดการผลิตรวมกันกว่า 560,000 คัน เรากำลังพิจารณาส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของสามล้อไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ที่มีแผนการเปิดโครงการในช่วงการประชุมคณะกรรมการบีโอไอครั้งต่อไป”

●  “สำหรับประเทศไทย BOI มองว่า เราต้องมีขีดความสามารถในการสร้างการรับรู้เรื่องนวัตกรรม ต่อยอด สู่การพัฒนาให้ได้ เราต้องเข้าใจบริบทของความต้องการ เพราะประเทศเราเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภทสันดาปภายในมานาน ดังนั้น เราต้องรีบศึกษาเพื่อจะผันตัวเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ฉะนั้น เราต้องปรับตัวให้ได้และให้ทัน ทั้งเรื่องเครื่องมือ (Supply) และการขยายตลาด (Demand) ต้องดูเรื่องผู้ผลิตและผู้ใช้งานมีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งจากแผน [email protected] เราต้องคิดกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น อาทิ การผลิตรถบัสพลังงานไฟฟ้า เพื่อการใช้งานขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นถือเป็นจำนวนการผลิตที่ค่อนข้างสูง”

●  นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวว่า “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 74 จังหวัด โดยในปัจจุบัน เรามีการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า* ทั้งหมด 11 แห่ง นอกจากนี้ เรายังมีแผนในการทำสถานีร่วมกับบางจาก เพิ่มอีก 62 จุด แบ่งเป็นสถานีปั๊มน้ำมันบางจาก 56 จุด และส่วนพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีก 6 จุด โดยจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 และในระยะถัดไป ระหว่างปี 2564 – 2565 เราจะดำเนินการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก 64 จุด ทำให้ในปี 2565 ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งหมด 137 จุด ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร)”

หมายเหตุ : *ต้นทุนในการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า เฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ต่อหนึ่งแท่นชาร์จ

●  นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (MEA) กล่าวว่า “ส่วนงานของการไฟฟ้านครหลวง ครอบคลุมพื้นที่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในปัจจุบัน เรามีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 จุด จำนวน 15 แท่นชาร์จ โดยมีแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอีก 118 จุด รวมเป็น 128 จุด ภายในปี 2565 พร้อมทั้งมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ในการค้นหาสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งประเทศ และสามารถจองแท่นชาร์จก่อนเข้ารับบริการได้ ในเชิงนโยบายนั้น ทางการไฟฟ้านครหลวงได้มีการเร่งดำเนินการขยายสถานีชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เราจะส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าใจในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้ออกนอกบริเวณจังหวัดที่ใกล้เคียง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปัจจุบันมีระยะทางวิ่งมากกว่า 200 กิโลเมตร ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน สะดวกต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ที่พักอาศัยของผู้ใช้งาน”

●  นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า “สถาบันยานยนต์เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นกลไกของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้กับกระทรวงอุตสาหกรรม มีพันธกิจในเรื่องของการศึกษาวิจัยในด้านเทคโนโลยียานยนต์ร่วมกับทั้งทางภาครัฐและเอกชน รวมถึง การพัฒนาบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ฝึกอบรม ศูนย์ทดสอบ ตามมาตรฐาน มอก. และตามมาตรฐานต่างประเทศด้วย ปัจจุบันสถาบันยานยนต์มีที่ตั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย กล้วยน้ำไท ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่ทดสอบเรื่องมลพิษ และสนามไชยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ทำหน้าที่ทดสอบด้าน EV ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับ ศูนย์ทดสอบสนามไชยเขต คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 นี้”

●  “ในส่วนของเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทดสอบ ในปี 2562 ทางสถาบันฯ ได้รับอุปกรณ์มาแล้วทั้งสิ้น 5 ชิ้น เป็นเครื่องทดสอบความแข็งแรง การชาร์จไฟ การปล่อยประจุเกิน การทนต่ออุณหภูมิ ไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนอุปกรณ์อีก 4 ชิ้น จะเป็นงบประมาณของปี 2563 ซึ่งจะทำให้ทางสถาบันฯ มีเครื่องมือในการทดสอบรวมทั้งสิ้น 9 เครื่อง ในส่วนงานด้านบุคลากร เรากำลังจะมีการทำ MoU กับทางศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)”

●  ดร. ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็น Think Tank ในด้านการทำ R&D เพราะ การวิจัยที่ดีจะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ไกล ในอนาคตเราได้มีการจัดทำมาตรฐานแกนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ Charging Station ในด้านของการกำหนดมาตรฐานเราใช้ IEC & ISO เป็นตัวกำหนด และมีการพัฒนาระบบยานยนต์ รวมถึงระบบช่วยขับขี่ ADAS ที่มีการใช้มากขึ้น เราต้องการให้มีมาตรฐานของเครื่องชาร์จ หัวชาร์จ แบตเตอรี่ แท่นชาร์จ และหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานในเรื่องนี้จึงสำคัญมาก”

●  “PTEC จะเป็นฝ่ายดูแลและควบคุมเรื่องแบตเตอรี่ผ่านขั้นตอนการทำ Lab Test ที่เป็นมาตรฐานบังคับ รวมไปถึงการนำ Cell Battery ที่มีโมดูลและวงจรควบคุมแบตเตอรี่ (Battery Management System) ในการจัดการและควบคุมประจุของแบตเตอรี่ การวิจัยเรื่องการปล่อยประจุไฟฟ้า และการชาร์จไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบ AC และ DC การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการระบายความร้อนของแบตเตอรี่”

●  “ในด้านการทดสอบ เราทดสอบตั้งแต่เรื่องอุณหภูมิแบตเตอรี่ขณะขับขี่ ระบบระบายความร้อน การสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ระบบความปลอดภัย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและคุณภาพการขับขี่ ในประเทศไทย นอกจากนี้ เรากำลังดำเนินการสร้าง Lab ทดสอบ ที่สามารถนำรถบัส 2 ชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและมีเป็นยานยนต์อัตโนมัติ ไร้คนขับ พร้อมทั้งทดสอบโครงสร้างที่น้ำหนักเบา และรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการควบคุมเรื่องความถี่ของรถที่จะไม่กวนการทำงานของเครื่องยนต์หรือ ซอฟต์แวร์อื่นๆ”

●  “ทั้งนี้ PTEC มองว่าประเทศไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราไม่ได้มีความห่างชั้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเรามีศักยภาพที่ค่อนข้างพร้อม และประเทศไทยก็ยังเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นอับดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน และส่วนสำคัญที่จะเร่งการพัฒนาของประเทศไปอีกขั้น คือ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่โดดเด่นจากประเทศอื่นๆ เข้ามาปรับใช้ในเมืองไทย หากเราได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น”   ●

Drunk Dont Drive