August 22, 2020
Motortrivia Team (6502 articles)

Toyota Corolla Cross Hybrid การเดินทางที่เงียบสงบนุ่มสบาย

เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●  ช่วงต้นกรกฎาคมที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Corolla Cross ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นล่าสุดแบบเวิลด์พรีเมียร์ที่เมืองไทย พร้อมให้ทดลองขับระยะทางสั้นๆ ใน Toyota Driving Experience Park ทิ้งช่วงอีกเดือนกว่าๆ จึงมีโอกาสได้ขับกันอย่างเต็มอิ่มกับรุ่นสูงสุด Hybrid Premium Safety ราคา 1.199 ล้านบาท ลองดูว่าขับทางไกลจะสะดวกสบายแค่ไหน อัตราสิ้นเปลืองจะสมกับเป็นรถไฮบริดหรือไม่ และการใช้งานในชีวิตประจำวันจะคล่องตัวแค่ไหน และรถรุ่นนี้เหมาะกับใคร

รูปลักษณ์สุภาพสไตล์ผู้ใหญ่

●  Corolla Cross พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม TNGA หรือ Toyota New Global Architecture แบบเดียวกับ Corolla Sedan รูปลักษณ์เน้นความเรียบง่ายไม่หวือหวา สอดแทรกไว้ด้วยเส้นสายที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งดุดัน กระจังหน้าทรงตัว D คว่ำ ลายกระจังเล่นระดับซ่อนกล้องด้านหน้าไว้อย่างกลมกลืน ประกบข้างด้วยโคมไฟหน้าชิ้นเดียวทรงเพรียวยาว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED Projector แสงสว่างเข้มข้นแต่ไม่ฟุ้งกระจาย พร้อมไฟ DRL แบบ LED Light Guiding มีสวิตช์ปรับระดับความสูงไฟหน้า เผื่อเวลานั่งหลังเต็มความจุแล้วท้ายยุบหน้าเชิด นั่ง 2 คนด้านหน้าปรับไฟต่ำไว้ที่ระดับสูงสุดไม่แยงตา ไฟหน้ามีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติพร้อม Follow-Me-Home กันชนหน้าเน้นมุมมองที่ดุดันแข็งแกร่ง แซมด้วยแถบพลาสติกสีดำสไตล์ออฟโรด ติดตั้งสปอตไลต์ทรงกลมแบบ LED

●  มองจากด้านข้างจะเห็นเส้นตัวถังบริเวณโป่งล้อหน้าและหลัง ที่ออกแบบให้พุ่งเข้าหากัน พร้อมเส้นคาดตรงกลาง ทำให้ตัวรถดูไม่โล่งเรียบจนเกินไป โป่งล้อและขอบล่างของตัวรถเป็นพลาสติกสีดำให้อารมณ์ออฟโรด ล้อแม็กลาย 5 ก้านคู่ พร้อมยาง 225/50/18 บนหลังคาติดตั้งแร็คยึดสัมภาระสีดำเงา กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวและกล้องทั้ง 2 ฝั่ง มีระบบพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อกรถ และระบบ Reverse Link กระจกมองข้างฝั่งซ้ายปรับมุมลงต่ำอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ปิดการใช้งานด้วยการหมุนปุ่มเลือกปรับกระจกซ้าย-ขวาไปที่ตำแหน่งตรงกลาง แผ่นหลังคายกสันเป็นลอนเพิ่มความแข็งแรง แนวหลังคาไม่ทำมุมลาดเอียงสู่ด้านหลังมากนัก เพื่อให้ผู้โดยสารด้านหลังนั่งสบาย

●  ด้านท้ายเรียบง่ายแต่สะดุดตาด้วยไฟท้ายทรงเพรียวยาวแบบ LED Light Guiding ฝั่งผู้ขับมีไฟตัดหมอกมาให้ แสงเข้มจัดและตัวโคมอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างสูง จึงควรเปิดใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เหนือกระจกบานท้ายติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 LED ฝาท้ายไฟฟ้าเปิดได้ทั้งจากรีโมทคอนโทรล สวิตช์ในรถ และสวิตช์ที่ฝาท้าย กันชนท้ายใส่เส้นสายแต่พองาม แซมด้วยพลาสติกสีดำ

●  มิติตัวรถมีความยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 161 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร

●  รูปลักษณ์โดยรวมเน้นความเรียบง่ายแต่ลงตัว เสริมด้วยเส้นสายที่ดุดันแข็งแกร่งสไตล์เอสยูวี ทรงเพรียวกึ่งสปอร์ตไม่เทอะทะ ออกแบบภายนอกได้ดีแม้จะเน้นความกว้างขวางของพื้นที่ภายใน การตกแต่งและอุปกรณ์มาตรฐานครบครันตามราคาของรุ่นท๊อป

ภายในกว้างขวางเน้นประโยชน์ใช้สอย

●  สะดวกตั้งแต่การเข้า-ออก ด้วยระบบ Keyless Entry ที่ประตูหน้าทั้งซ้ายและขวา และระบบ Push Start ทำให้การเปิด-ปิดรถและฝาท้าย การล็อกและสตาร์ทรถรุ่นนี้ ไม่ต้องหยิบรีโมทคอนโทรลออกมาเลย เพียงแค่พกไว้กับตัวเท่านั้น ตัวรถสูงพอเหมาะ อยู่กลางๆ ระหว่างรถเก๋งกับเอสยูวีที่ใช้โครงสร้างแบบแชสซีส์ ทำให้ขึ้นลงรถได้สะดวก ไม่ต้องย่อตัวลงนั่งแบบเก๋ง และไม่ต้องตะกายปีนขึ้นแบบเอสยูวีสูงๆ

●  ภายในคันนี้เป็นสีทูโทนแดง Terra Rossa ตัดกับสีดำ แซมด้วยสีเงินเมทัลลิกและสีดำเงาในบางจุด สีแดงออกโทนเข้มไม่จี๊ดจ๊าดเกินไป เสาหลังคาและเพดานเป็นสีดำในแบบที่ชอบ เพราะดูสวยสปอร์ตไม่เลอะง่าย ใช้ไปนานๆ รถไม่โทรม เอาใจคนอยากใกล้ชิดธรรมชาติด้วยมูนรูฟแบบไฟฟ้า เปิด-ปิดและกระดกได้เพื่อระบายอากาศ มีแผ่นม่านทึบเปิด-ปิดด้วยมือ ช่วยลดความร้อนอีกชั้น มูนรูฟบานไม่ใหญ่ เปิดได้เฉพาะเหนือศีรษะที่นั่งตอนหน้า

●  แผงคอนโซล แผงประตู และที่เท้าแขนกลางเบาะคู่หน้า บุนุ่มในจุดที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ ให้ความรู้สึกที่ดี เบาะผู้ขับปรับทิศทางด้วยไฟฟ้าและพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ทำให้ปรับเข้าสู่ท่านั่งที่ถูกต้องและสบายที่สุดได้ง่าย ฟองน้ำนุ่มพอเหมาะ ไม่นิ่มจนนั่งแล้วจมหรือแข็งเกินไปทำให้รู้สึกว่านั่งแล้วตัวลอยๆ ไม่กระชับ ลองขับทางไกล 2 ชั่วโมงต่อเนื่องยังไม่รู้สึกเมื่อย พวงมาลัยหุ้มหนัง วงอวบเหมาะมือ เก็บตะเข็บได้ดีให้ความกระชับแต่ไม่คมบาดมือ ปุ่มบนพวงมาลัยฝั่งซ้ายควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอในชุดมาตรวัด ส่วนฝั่งขวาเป็นครูสคอนโทรล

●  ชุดมาตรวัดดิจิตอล MID ขนาด 7 นิ้ว ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ 2 รูปแบบ และเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเข้าโหมด Sport รายล้อมด้วยไฟเตือนและแจ้งสถานะเมื่อเปิดใช้งานระบบต่างๆ ในชุดมาตรวัดมีเมนูเพื่อเปิด-ปิดหรือปรับแต่งระบบต่างๆ ของรถผ่านปุ่มบนพวงมาลัยฝั่งซ้าย เท่าที่ลองใช้งานพบว่าใช้งานไม่ซับซ้อน คอนโซลกลางติดตั้งจอสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว เมื่ออยู่ในท่านั่งที่ถูกต้อง ขอบบนของจอไม่บังทัศนวิสัยด้านหน้า จอตอบสนองการสั่งงานได้รวดเร็วราบลื่นดี มีระบบกล้องมองรอบคัน Panoramic View Monitor ปรับมุมมองได้หลากหลาย ทำงานถึงความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถ้าเข้าเกียร์ถอยหลัง ก็จะมีภาพด้านหลังพร้อมเส้นกะระยะ ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ พึ่งพาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

●  ถัดลงมาเป็นชุดควบคุมระบบปรับอากาศพร้อมจอแสดงผลดิจิตอลสีดำเงา กลมกลืนกับการตกแต่งด้านข้าง แอร์เป็นแบบแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ต่อเนื่องด้วยสวิตช์เปล่าอีกหลายตำแหน่ง สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ภายหลัง

●  ด้านล่างสุดของคอนโซลกลางมีช่องวางของขนาดพอประมาณใส่โทรศัพท์มือถือได้ คอนโซลเกียร์ตกแต่งด้วยสีดำเงาขลิบสีเมทัลลิก ด้านบนมีสวิตช์เปิด-ปิดโหมด EV, ระบบป้องกันการลื่นไถล และ Drive Mode เลือกได้ 2 โหมดการขับคือ Sport และ Eco หลังคันเกียร์เป็นที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง และที่เท้าแขนพร้อมฝาปิด ด้านในมีช่องจ่ายไฟฟ้า 12 โวลต์ ความจุพอใส่ของจุกจิกได้ เบรกมือเป็นแบบเท้าเหยียบซ่อนอยู่ใต้คอนโซลฝั่งผู้ขับ ลดพื้นที่ติดตั้งแต่ไม่ใช่เบรกมือไฟฟ้า จึงไม่มีระบบ Brake Hold ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าได้เมื่อเจอรถติด

●  ปรับเบาะผู้ขับให้พอดีกับความสูง 169 เซนติเมตรแล้วย้ายไปนั่งเบาะหลังฝั่งผู้ขับ เหลือเฟือทั้งพื้นที่วางเท้า หัวเข่า และเหนือศีรษะ แอร์เย็นทั่วถึงด้วยช่องแอร์หลังที่เท้าแขนกลางเบาะหน้า ใต้ช่องแอร์มีช่องจ่ายไฟฟ้า USB 2.1 แอมป์ 2 ตำแหน่ง พร้อมฝาปิดเรียบร้อย กำลังไฟฟ้าขนาดนี้ชาร์จแท็ปเลตได้สบาย พนักพิงเบาะหลังแยกพับได้ 60:40 และปรับความเอนได้ 2 ระดับ ใกล้หลับก็ปรับเอนสุด หรือปรับให้ตั้งขึ้นมาหน่อยเพื่อชมวิว กลางเบาะนั่งมีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำ ตำแหน่งเบาะหลังนั่งสบายไม่อึดอัดด้วยความสูงโปร่งของเพดาน และกระจกประตูคู่หลังบานใหญ่เปิดลงได้สุด

●  เปิดประตูท้ายแบบไฟฟ้าจะพบกับที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ พร้อมแผ่นปิดแบบม้วนเก็บได้ ถ้าเดินทางไกลนั่งเต็มความจุ 4-5 คน ก็ยังรองรับกระเป๋าเดินทางของทุกคนได้สบาย ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระเป็นชุดโฟมใส่ชุดปะยางและเครื่องมือ ไม่มียางอะไหล่ เมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลงแล้วพื้นจะไม่ราบเป็นระดับเดียวกัน แต่ก็ใส่สัมภาระที่มีความยาวได้

●  ภายในตรงตำแหน่งผู้ขับให้ทัศนวิสัยรอบคันที่โปร่งสบายตา ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ เปิดมุมมองด้านหน้าให้กว้างขึ้น ด้านข้างมีกระจกบานเล็กแบบกระจกหูช้างในรถสมัยก่อน เพิ่มมุมมองบริเวณเสา A กระจกประตูทั้ง 4 บานมีขนาดใหญ่ ทำให้ขับง่ายด้วยความโปร่งโล่ง เบาะหลังได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ นอกเหนือจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ครบครันแล้ว ยังให้ความรู้สึกโปร่งสบายตาและกว้างขวางถ้านั่งหลังแค่ 2 คน การเก็บเสียงทำได้ดีถึงความเร็ว 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางด้วยความเร็วตามกฎหมายจะได้ความนุ่มนวลเงียบสงบและผ่อนคลาย

●  ได้ลองบางระบบความปลอดภัยในการใช้งานจริง เช่น ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน พร้อมดึงพวงมาลัยกลับ ลองช่วงทางโค้งกว้างๆ รถก็พยายามปรับทิศทางให้อยู่ในเลนได้ดี แกล้งรถด้วยการลองขับปล่อยมือได้แค่ไม่เกิน 10 วินาที เมื่อไม่มีแรงดึงจากมือผู้ขับสู่พวงมาลัย ระบบก็เตือนว่าให้จับพวงมาลัย เพราะระบบนี้เป็นเพียงระบบช่วยเมื่อผู้ขับพลั้งเผลอ ยังไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ

●  อีกระบบที่ได้ลองและคิดว่ามีประโยชน์มากคือ ไดนามิกครูสคอนโทรล ตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 3 ระดับ ถ้ามีรถช้าอยู่ด้านหน้าก็จะค่อยๆ ลดความเร็วลงเท่ากับคันหน้าได้อย่างนุ่มนวล ยกเว้นกรณีที่มีรถตัดเข้ามาแล้วความเร็วต่ำกว่ามากๆ ก็จะเบรกหนักหน่อยเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ตั้งไว้ ระบบนี้ทำให้ใช้ครูสคอนโทรลได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย ไม่พุ่งใส่คันหน้าให้หวาดเสียวแบบครูสคอนโทรลรุ่นเก่า อีกระบบที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจคือ ระบบเตือนมุมอับขณะเปลี่ยนเลน ที่ทำงานได้แม่นยำตรวจจับเจอแม้มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ

●  ระบบเตือนก่อนการชน เมื่อตรวจสอบว่ามีโอกาสชน ก็จะทำงาน 3 สเตป เตือนด้วยเสียงและคำเตือนบนมาตรวัดให้เบรก ถ้าผู้ขับยังไม่ตอบสนองก็จะเตรียมระบบ BA-Brake Assist ไว้เพิ่มแรงเบรกเมื่อผู้ขับเหยียบเบรก และสุดท้ายถ้าผู้ขับยังไม่เบรก ระบบก็จะเบรกให้โดยอัตโนมัติ ระบบนี้อาจทำงานถ้ามีการแซงคันหน้าในระยะกระชั้นชิด

●  อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ชอบเล่นคือ กล้องมองรอบคัน ทำงานที่ความเร็วต่ำ ใช้ตรวจสอบสิ่งกีดขวางก่อนขับรถได้ดี สามารถเลือกมุมมองได้หลายแบบ ใช้เช็คว่าเข้าช่องจอดเรียบร้อยดีหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังภาพจากกล้องจะเป็นอีกชุด เป็นภาพด้านหลังพร้อมเส้นกะระยะ เท่าที่ทดลองขับและถอยจอดเข้าซอง รู้สึกว่ารถรุ่นนี้ขับง่าย จอดกลางช่องได้สวยงามแม้ไม่ดูกล้อง

ไฮบริดเน้นประหยัด สมรรถนะปานกลาง

●  เน้นประหยัดและมลพิษต่ำด้วยเครื่องยนต์รหัส 2ZR-FXE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,798 ซีซี อัตราส่วนการอัด 13.0:1 กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที รองรับแก๊สโซฮอล์ 91 E20 ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 53 กิโลวัตต์ แรงบิด 163 นิวตันเมตร มีกำลังขับเคลื่อนรวมทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า ลดความกังวลด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี

●  ถ้าซื้อมาใช้แล้วเห็นเข็มน้ำมันตกเร็วก็ไม่ต้องตกใจ เพราะรุ่นไฮบริดถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีความจุแค่ 36 ลิตร (รุ่นเบนซิน 47 ลิตร) จากการทดลองขับทั้งในเมืองนิดหน่อยและเดินทางไกล ข้อมูลรถแจ้งอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17-18 กิโลเมตรต่อลิตร น้ำมัน 1 ถังก็จะใช้งานได้ 600 กว่ากิโลเมตร ไม่ถึงกับเป็นภาระต้องแวะปั๊มบ่อยๆ

●  อัตราเร่งไม่หวือหวา แต่ก็ไม่อืดถ้ารู้จังหวะกดคันเร่ง ช่วงแซงยังไงก็ต้องพึ่งพากำลังจากเครื่องยนต์ไปช่วยมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อ ช่วงเดินทางไกลไม่เร่งรีบใช้การแซงแบบไหลตามจังหวะ เครื่องยนต์ทำงานชิลๆ ไม่ถูกรีดเค้นมากนัก ขับไปเกือบ 400 กิโลเมตร ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 19 กิโลเมตรต่อลิตร รวมติดเครื่องยนต์จอดนิ่งเพื่อถ่ายรูปด้วย ขับเก็บภาพอยู่บนทางภูเขา ลงเนินชาร์จแบตฯ ขึ้นเนินถ้ากดคันเร่งดีๆ และไฟฟ้าในแบตเตอรี่มากพอ ก็สามารถไต่เนินด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของขนาดแบตเตอรี่ จึงมีช่วงที่ขับด้วยไฟฟ้าล้วนไม่มากนัก

●  เครื่องยนต์ไฮบริดรุ่นนี้เน้นประหยัดและมลพิษต่ำ ไม่ได้เน้นความจัดจ้านหวือหวา ตอบโจทย์การใช้งานแบบไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ในช่วงความเร็วลอยตัวประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เติมคันเร่งเบาๆ ก็เพิ่มความเร็วได้อย่างทันใจ ไต่ไปถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้โดยไม่ต้องรีดเค้น แต่เท่าที่ทดลองขับตลอด 3-4 วัน การขับแบบเรื่อยๆ ดูจะเหมาะกับเครื่องยนต์รุ่นนี้มากกว่า

ช่วงล่างเน้นนุ่มนวลนั่งสบาย

●  Corolla Cross ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง แน่นอนว่ารถระดับราคาล้านกว่าบาทเมื่อใช้ช่วงล่างหลังแบบคานบิด ก็จะถูกยกเป็นจุดด้อยหรือข้อเสียตั้งแต่ยังไม่ได้ลองขับ วันเปิดตัวได้ลองขับแบบค่อนข้างโหดด้วยการสลาลมและเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสนามปิด ก็ไม่ได้รู้สึกว่าช่วงล่างหลังจะสร้างปัญหาเรื่องการทรงตัวแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าในการขับใช้งานทั่วไปช่วงล่างหลังแบบคานบิดจะรองรับได้ และมีข้อดีตรงที่ชิ้นส่วนน้อย ทนทานไม่ซับซ้อน และประหยัดพื้นที่ติดตั้ง ไม่กระทบพื้นที่ในห้องโดยสาร

●  ช่วงล่างชุดนี้เซตมาค่อนข้างนุ่มตามจุดประสงค์ในการออกแบบรถ ขับความเร็วต่ำจึงนุ่มนวลแม้ใส่ล้อ 18 นิ้ว ขับทางโล่งด้วยความเร็วตามกฎหมายหรือเกินไปนิดหน่อย ก็ยังไม่มีอาการใดๆ ให้หวาดเสียว นั่ง 2 คนด้านหน้า บนทางเรียบตรงและรถโล่ง กดคันเร่งไล่ความเร็วขึ้นไปถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มรู้สึกยวบเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเซ พวงมาลัยยังนิ่งสบายมือ ไม่ต้องเลี้ยงพวงมาลัย อาการยวบที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับคานบิด แต่เป็นเพราะค่าความหนืดของสปริงและช๊อคฯ ที่เลือกให้นุ่มนวลเป็นหลัก ช่วงล่างเดิมๆ ขับ 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้สบายๆ ไม่เครียด ได้ความนุ่มนวลนั่งสบายดีด้วย โดยรวมถือว่าเซตมาสอดคล้องกับการใช้งานของรถประเภทนี้

●  พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าไม่เบาหวิว มีความหนืดหน่วงพอเหมาะ ทำให้ควบคุมรถได้คล่องที่ความเร็วต่ำ และมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูง การหมุนพวงมาลัยราบเรียบต่อเนื่อง ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อน ความรู้สึกในการเหยียบแป้นเบรกแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนๆ อยู่บ้าง ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักก็จะชินและเบรกได้นุ่มนวล การสร้างแรงเบรกของระบบไม่มีปัญหา เบรกอยู่หนึบดีไม่ลื่นไหล

●  Toyota Corolla Cross Hybrid Premium Safety ครอสโอเวอร์เอสยูวีไซส์เล็ก ภายนอกไม่ใหญ่ใช้งานในเมืองคล่องตัว ภายในกว้างขวางเพียงพอสำหรับ 4-5 ที่นั่งพร้อมสัมภาระ รองรับการใช้งานแบบรถส่วนตัวหรือแบบครอบครัวเล็กได้พอดีๆ เน้นความสะดวกสบายของนั่งด้านหลังที่กว้างโปร่งโล่งสบาย อุปกรณ์ครบครัน น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถสไตล์ยกสูงนิดๆ ใช้งานทางเรียบเป็นหลัก มีผู้โดยสารด้านหลังบ่อยๆ ขับรถแบบเรื่อยๆ ไม่หวือหวา เน้นความประหยัดนุ่มนวล และสะดวกเมื่อต้องเข้าศูนย์บริการ   ●

Test Drive : 2020 Toyota Corolla Cross Hybrid Premium Safety

Drunk Dont Drive