August 15, 2020
Motortrivia Team (6479 articles)

Fortuner Legender 4WD นุ่มนวลบนทางเรียบ เฉียบขาดบนทางลุย

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ

●  ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับโฉมปี 2020 เปิดตัวในไทยแบบ New Normal พร้อมปิกอัพตัวลุย Revo Rocco ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์จึงได้เห็นตัวเป็นๆ ฟอร์จูนเนอร์รุ่นท๊อป Legender ในงานทดสอบ Revo Rocco ทิ้งช่วงอีกกว่า 2 เดือนจึงได้ทดลองขับ Legender รุ่นสูงสุด 2.8 4WD กันอย่างเต็มอิ่มทั้งทางเรียบและทางลุย บนเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา ระยะทางรวมประมาณ 285 กิโลเมตร

●  จุดสตาร์ทอยู่ที่ TDEX หรือ Toyota Driving Experience Park ถนนบางนา-ตราด ช่วงเช้าได้รับเกียรติจาก คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวต้อนรับสื่อมวลชน และแจ้งยอดจองฟอร์จูนเนอร์โฉมใหม่ ตั้งแต่เปิดตัวถึงปัจจุบัน 6,827 คัน แบ่งเป็นรุ่น Legender 3,784 คัน และรุ่น Base 3,043 คัน

คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

●  7 จุดเด่นหลักของฟอร์จูนเนอร์ Legender ประกอบด้วย ดีไซน์ใหม่รอบคัน โฉบเฉี่ยวทันสมัย, สมรรถนะดี เครื่องยนต์ 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงในรอบกว้าง

●  อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน เช่น การเปิดฝาท้ายด้วยระบบ Kick Activated พร้อมระบบป้องกันการหนีบ ระบบความบันเทิง AppleCarPlay ที่ชาร์จไร้สาย ช่อง USB กล้องมองรอบคัน 360 องศา และสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย, การเชื่อมต่อระหว่างรถกับผู้ขับ T-CONNECT, ศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ, KINTO ทางเลือกใหม่ของการใช้รถ New Way of Mobility เช่น แพ็กเกจเหมาจ่ายรายเดือน การครอบครองอย่างคุ้มค่า และการขยายเวลารับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 100,000 กิโลเมตร

Performance, Premium Utility และ Toyota Safety Sense

●  เครื่องยนต์รหัส 1GD-FTV ดีเซล VN เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2,755 ซีซี ติดตั้ง Balance Shaft เพื่อลดเสียงและการสั่นสะเทือน พร้อมโหมดการขับแบบ Sport ปรับการตอบสนองของคันเร่งและพวงมาลัย เพิ่มความมั่นใจเมื่อใช้ความเร็วสูง ในโหมดออฟโรดปรับรอบเดินเบาจาก 850 เหลือ 680 รอบต่อนาที เพื่อให้ควบคุมคันเร่งได้ง่ายขึ้น ช่วงล่างพิเศษเฉพาะรุ่น Legender ให้ความนุ่มนวลการยึดเกาะถนนที่ดี มาพร้อมระบบ A-TRC ป้องกันล้อหมุนฟรีแบบ Active ระบบ Auto Limited Slip Differential พวงมาลัยแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ VFC หรือ Variable Flow Control ป้องกันการหลงทิศทางของพวงมาลัยด้วยฟังก์ชั่นแสดงตำแหน่งของล้อบนหน้าจอ MID และ Clearance Sonar

●  อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน เช่น จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ภายในสีดำแซมขาว Black-Fromage Interior เฉพาะรุ่น 2.8 4WD, Interior Illumination ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร, ช่อง USB กำลังไฟ 2.1 แอมป์ 2 ตำแหน่ง บริเวณด้านหลังที่เท้าแขนกลางเบาะหน้า ระบบความปลอดภัยครบครันทั้งในเชิงป้องกันและแก้ไข Toyota Safety Sense เช่นระบบ Pre-Collision System ระบบความปลอดภัยก่อนการชน, Lane Departure Alert ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ, Dynamic Radar Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, Panoramic View Monitor กล้องมองรอบคันพร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ ขับกล่องด้วยลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง 11 ลำโพง

T-CONNECT by Toyota เชื่อมต่อผู้ขับเข้ากับรถยนต์

●  ก่อนการทดสอบ มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำการเชื่อมต่อกับรถยนต์ที่ใช้ในการทดสอบผ่านแอพพลิเคชั่น T-Connect ใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เพียงโหลดแอพฯ และลงทะเบียนด้วย VIN Number ของรถ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ระบบจะส่งการยืนยันรหัสผ่านทางอีเมล และ OTP ผ่านทาง SMS พิเศษตรงที่สามารถมอบสิทธิ์การเข้าถึงรถยนต์ให้ผู้อื่นได้ด้วยผ่านทาง QR Code

●  T-Connect มี 3 ฟังก์ชั่นหลัก คือ 1. Alway Located & Protect สามารถหาตำแหน่งรถยนต์ Find My Car, กำหนดรัศมีการขับ Geo-Fencing, ค้นหาตำแหน่งขณะดับเครื่องยนต์ ThiefTrack และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS 2. Telematics Care แจ้งเตือนการบำรุงรักษา, แจ้งข้อมูลรถและการขับ รวมทั้งการนำประวัติการขับไปใช้เป็นส่วนลดของประกันภัยขับดีลดให้ และ 3. Happiness Mobility บริการผู้ช่วยส่วนตัวหรือ Concierge-Services

●  จากการทดลองใช้พบว่าไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถติดตามรถยนต์ได้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และเมื่อถึงที่พักแล้ว สามารถถ่ายรูปและบันทึกลงในส่วนของฟังก์ชั่นบันทึกที่จอด เพื่อป้องกันการลืมที่จอดได้ด้วย และการกำหนดรัศมีการขับ ถ้ารถยนต์เคลื่อนที่เกินระยะทางที่กำหนด ก็จะเตือนผ่านทางสมาร์ทโฟนด้วย เป็นการป้องกันการถูกโจรกรรมได้อีกทางหนึ่ง

Legender แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

●  ภายนอกของ Legender ต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน ตั้งแต่ไฟหน้าใหม่ Full LED แบบ Dual Projector พร้อม DRL ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อม Follow-me-home กระจังหน้าและกันชนทรงสปอร์ตเน้นสีดำเงา ด้านข้างสะดุดตาด้วยล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 265/50 R20 กันชนท้ายทรงสปอร์ตตกแต่งด้วยสีดำเงาเข้าชุดกับคิ้วเหนือป้ายทะเบียน ชุดไฟท้าย LED Light Guiding พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential

●  มิติตัวรถมีความยาว 4,795 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,835 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า/หลัง 1,540/1,555 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 193 มิลลิเมตร

แรงเหลือเฟือสำหรับทางเรียบ

●  ออกเดินทางจาก TDEX ช่วงสายๆ รับหน้าที่ขับไม้แรก ใช้ลอยฟ้าบางนา-ตราด ต่อเนื่องมอเตอร์เวย์ ช่วงแรกการจราจรหนาแน่น รถคันใหญ่กับน้ำหนักพวงมาลัยที่ค่อนข้างตึงมือ ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยก่อนจะลัดเลาะได้คล่อง เครื่องยนต์ตอบสนองดีตั้งแต่รอบต่ำ ไม่ต้องกดคันเร่งลึกๆ รถพุ่งทะยานด้วยความกระฉับกระเฉง เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล ส่วนความฉับไวอยู่ในระดับมาตรฐาน ในสภาพการจราจรหนาแน่น มีการเปลี่ยนความเร็วบ่อยๆ ยังควบคุมความเร็วได้ง่าย ขับได้นุ่มนวล ไม่กระตุกกระชาก

●  เมื่อเข้าทางหลัก มีโอกาสกดคันเร่งลึกๆ และต่อเนื่อง รู้สึกว่าเกียร์ตอบสนองได้ดี ไม่มีช่วงวูบหรือย้วยขณะเปลี่ยนจังหวะเกียร์ขึ้นสูง ทำให้การเร่งมีความต่อเนื่องทันใจและนุ่มนวล ถ่ายทอดสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ดี กดคันเร่งเบาๆ ใช้รอบประมาณครึ่งของเรดไลน์ ไม่นานความเร็วก็ทะลุ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าขับด้วยความเร็วตามกฎหมาย จะใช้รอบไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาที ความเร็วนิ่งๆ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เห็นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในชุดมาตรวัด 14.1 กิโลเมตรต่อลิตร ขับจริงในเมืองนอกเมือง คาดหวังได้แถวๆ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร

รถเดิมๆ แต่ลุยโหดได้

●  ม้า 204 ตัว กับแรงบิดระดับครึ่งพันนิวตันเมตร ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ขับเร็วจัดจ้าน แต่เพื่อให้เป็นรถเอนกประสงค์ที่พร้อมบุกตะลุยไปบนเส้นทางวิบาก ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ SIGMA 4 กับยางติดรถเดิมๆ สำหรับขับทางเรียบ ก็สามารถลุยผ่านอุปสรรคโหดๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ฝีมือและประสบการณ์มากนัก

●  จุดที่ใช้ทดสอบสมรรถนะของ Legender 4WD คือ เขาระเบิด ลานร่มร่อน จังหวัดชลบุรี เพียงแค่เลี้ยวลงจากถนนราดยาง ก็เข้าสู่ทางออฟโรดธรรมชาติทันที เพิ่มดีกรีความยากด้วยฝนที่ตกลงมาในช่วงค่ำก่อนวันงาน ทำให้สภาพทางดินที่ถูกกัดเซาะเป็นร่องน้ำขนาดใหญ่ กลายสภาพเป็นทางโคลนลื่น ความท้าทายอยู่ที่ยางติดรถเป็นดอกยางสำหรับขับทางเรียบออนโรด เมื่อขับผ่านดินที่เปียกชื้นจะเข้าไปติดในร่องยาง การยึดเกาะของยางจึงแทบไม่มี ต้องอาศัยการขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ H4 และ L4 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

●  ระยะต่ำสุดของรถที่ 193 มิลลิเมตร กับการบอกไลน์การขับของทีมงาน ช่วยให้ขับผ่านอุปสรรคประเภทหินลอยได้โดยรถไม่กระแทกจนช้ำ ช่วงแรกใช้ H4 กับระบบ DAC หรือ Downhill Assist Control ช่วยให้ขับในทางวิบากได้ง่ายขึ้น อัตราทดของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ช่วยเพิ่มแรงบิด จึงไม่ต้องเร่งส่ง แค่รักษาความเร็วคงที่ ให้ล้อค่อยๆ หมุนตะกายขึ้นเนินชันที่เปียกลื่น ส่วนการลงเนินระบบ DAC จะเบรกให้อย่างนุ่มนวล การทำงานรวดเร็ว แค่หัวรถเริ่มปักลงก็ทำงานแล้ว ไม่ต้องรอให้รถเริ่มไหลลงเนินแล้วจึงเริ่มทำงาน แรงเบรกสอดคล้องกับความชัน ผู้ขับจึงใช้สมาธิไปกับการควบคุมพวงมาลัยได้อย่างเต็มที่

●  ไฮไลต์ของช่วงออฟโรดอยู่ที่การขับลงเนินจากเขาลูกหนึ่ง แล้วขึ้นทางชันที่เป็นเนินเขาอีกลูก นอกจากฝนที่ตกจนกลายเป็นแอ่งโคลนแล้ว อีกหนึ่งความยากคือ รถในขบวนทั้งหมดประมาณ 15 คัน ขับตะลุยทางนี้ไปแล้ว 10 กว่าคัน 3-4 คันหลังจึงต้องเจอกับสภาพเส้นทางที่เละสุดๆ ก่อนลงไปจึงจอดนิ่ง เข้าเกียร์ว่างแล้วเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ L4 และเข้าเกียร์ D แค่จุ่มลงไป 1 คันรถ ก็สัมผัสได้ถึงความลื่นแบบสุดๆ แทบจะไม่มีการยึดเกาะถนน เพราะร่องยางมีโคลนเหนียวอุดเต็ม ถ้าเป็นยาง Mud อุปสรรคนี้จะง่ายมาก

●  ทีมงานแนะนำให้ขับในร่องล้อของคันก่อนหน้า เพื่อลดการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง เดินคันเร่งเบาๆ ต่อเนื่อง ไม่ยก ไม่เติม ใช้ L4 รถก็ยังมีอาการปัดเป๋ไปมา ต้องแก้พวงมาลัยช่วย (เพราะดอกยางไม่เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง) เลือกใช้ฟังก์ชั่น Tire Turning Angle แสดงการเลี้ยวของล้อที่จอกลางมาตรวัด ป้องกันการหลงพวงมาลัย ส่วนจอที่คอนโซลกลางก็เปิดระบบ Panoramic View Monitor ดูสภาพแวดล้อมรถรอบคัน เลือกได้หลายมุมมอง ช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคัน โดยเฉพาะเมื่อต้องขับผ่านทางแคบๆ รวมทั้งเห็นสภาพถนนด้านหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

●  บางช่วงของการขับในทางออฟโรด ต้องขับผ่านโค้งแคบๆ สอบถามผู้ขับแล้วว่าพวงมาลัยแทบไม่มีอาการฝืนทั้งในโหมด H4 และ L4 สามารถเลี้ยวมุมแคบได้ง่าย นับเป็นอีกหนึ่งข้อดีของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมลิมิเต็ดสลิปแบบไฟฟ้าหรือ Auto Limited Slip Differential ใช้เซนเซอร์ของระบบพื้นฐานอย่าง ABS และ TRC ควบคุมการหมุนของล้อให้เหมาะสม เพื่อให้รถมีแรงขับเคลื่อนไปได้

ช่วงล่างเฉพาะรุ่น ลงตัวกับการใช้งาน

●  ช่วงแรกที่ขับบนทางเรียบ คิดว่าจะสะเทือนมากกว่านี้ ทั้งจากบุคลิกของโครงสร้างแบบแชสซีส์และล้อแม็ก 20 นิ้ว พร้อมยาง 265/50/20 แต่เมื่อได้ขับแล้วต้องเปลี่ยนความคิด เพราะระบบกันสะเทือนให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและหนักแน่น นิ่งและมั่นคงจนกล้าใช้ความเร็วสูงเมื่อทางโล่งปลอดภัย พวงมาลัยที่รู้สึกว่าหนืดมือไปนิดที่ความเร็วต่ำ ส่งผลดีเมื่อใช้ความเร็วสูง ทำให้ตัวรถสูงๆ มีความมั่นคง ขับได้อย่างผ่อนคลายมั่นใจ และเมื่อขับผ่านผิวถนนที่ขรุขระ การดูดซับแรงสั่นสะเทือนก็ทำได้ดี ห้องโดยสารแทบไม่รู้สึกถึงการกระแทก พวงมาลัยนิ่งแน่นไม่สะท้านมือ ขับได้อย่างมั่นคง ระบบเบรกดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ ให้แรงเบรกที่หนักแน่นมั่นคง ไม่มีอาการเบรกลื่น ความรู้สึกในการเหยียบแป้นเบรกก็ดี ทำให้ควบคุมแรงเบรกได้ง่าย มาพร้อม ABS, EBD และ BA

●  สำหรับการใช้งานบนทางออฟโรด ถ้าขับแบบเซฟรถค่อยๆ ไต่ค่อยๆ หยอด คนนั่งก็ยังรู้สึกสบายไม่โยนเหวี่ยงหรือกระแทกรุนแรง ส่วนหนึ่งเพราะช่วงล่างมีการให้ตัวได้มาก การยืดยุบเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ยวบไม่ดีด นั่งบนทางออฟโรดได้นานโดยไม่ล้าหรือเพลีย มาพร้อมระบบช่วยเหลือที่ทำงานได้ทั้งทางเรียบและทางลุย อย่าง VSC ควบคุมการทรงตัว, TRC ป้องกันล้อหมุนฟรี, HAC ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และ DAC ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน

●  เมื่อออกจากทางออฟโรดแล้ว หลายคันมีอาการพวงมาลัยสั่นเหมือนไม่ได้ถ่วงล้อ เป็นเพราะดินโคลนจำนวนมากที่ติดอยู่ในล้อแม็ก เมื่อพักทานมื้อกลางวันเจ้าหน้าที่จึงนำรถไปล้างดินโคลนออกจากล้อ อาการพวงมาลัยสั่นก็ดีขึ้น และเมื่อถึงที่พักก็นำไปล้างอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมรถไว้สำหรับสื่อมวลชนกลุ่มต่อไป

●  โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ 2.8 Legender 4WD รถยนต์เอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ลุยได้จริง ถ้าเลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง เครื่องยนต์แรงเกินพอสำหรับการขับในทุกสภาพเส้นทาง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เลือกได้ทั้ง H2, H4 และ L4 ครอบคลุมทุกการใช้งาน ช่วงล่างเซตมาพอเหมาะ นุ่มแน่นเกาะถนนบนทางเรียบ แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการลุยในระดับที่ยางเดิมๆ ติดรถยังไปได้ อุปกรณ์มาตรฐานครบครันสม ราคา 1.839 ล้านบาท สำหรับรุ่นท๊อป   ●


Group Test : 2020 Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD

Drunk Dont Drive