September 11, 2021
Motortrivia Team (7997 articles)

Mercedes-Benz S 350 d Exclusive อีกหนึ่งบุคลิกของเอส-คลาส

เรื่อง – ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●   S-Class ใหม่ ออกแบบภายใต้แนวคิด Sensual Purity ตัวรถใหญ่ขึ้นแต่กลับดูปราดเปรียวด้วยแนวโค้งหลังคาแบบ Catwalk Line กดองศาของแนวหลังคาให้ต่ำลง โดยไม่กระทบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง จากฐานล้อที่ยาวกว่ารุ่นเดิม 51 มิลลิเมตร ทำตลาดในเมืองไทยด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 6 สูบ 286 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย S 350 d AMG Premium 7,190,000 บาท และ S 350 d Exclusive 6,690,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้ทดลองขับ

เน้นความต่างของบุคลิก ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐาน

●   ก่อนอื่นอยากให้มองว่ารุ่น S 350 d Exclusive เป็นรุ่นมาตรฐาน ไม่ใช่รุ่นล่างหรือรุ่นเริ่มต้น อุปกรณ์มาตรฐานเพื่อความสะดวกสบายและเพื่อความปลอดภัยมีให้ครบเท่าเทียมกัน ไม่ได้ถูกตัดออก ส่วนรุ่น S 350 d AMG Premium จะเพิ่มความพิเศษขึ้นอีกนิด ทั้งด้านรูปลักษณ์ อุปกรณ์มาตรฐานบางรายการ ที่เห็นได้ชัดก็เช่นรูปลักษณ์ภายนอก ขนาดและลวดลายของล้อแม็ก และการตกแต่งภายในที่รุ่น S 350 d AMG Premium จะขยับไปไปใช้วัสดุที่พรีเมียมขึ้นอีกในบางจุด โดยมีจุดประสงค์ให้รถทั้ง 2 รุ่น มีบุคลิกที่แตกต่างกัน S 350 d Exclusive เน้นนั่งหลังเป็นหลักจากการใช้งานเป็นรถประจำตำแหน่ง ส่วน S 350 d AMG Premium เป็นรถส่วนตัวที่มีคนขับรถให้ในวันทำงาน และเจ้าของรถขับเองในวันหยุด

●   อย่างไรก็ตามการเลือกรุ่นรถก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้ที่กำลังมองหารถเพื่อใช้ส่วนตัวแล้วสนใจรุ่น S 350 d Exclusive ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือดูด้อยค่าว่าใช้รถรุ่นล่าง เพราะอุปกรณ์มาตรฐานก็แทบจะไม่ต่างกัน รวมทั้งส่วนต่าง 5 แสนบาท ก็ไม่ใช่ปัญหาของผู้ที่จะซื้อรถราคา 6.69 ล้านบาท อยู่ที่ความพึงพอใจล้วนๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์เป็นหน้าเป็นตาสำหรับบางคน กับส่วนต่างของราคาที่ไม่มากนัก ไม่ต้องเทียบความคุ้มค่าให้เสียเวลา ซื้อรุ่นแพงสุดไปเลยจบๆ จะได้ไม่ต้องตอบคำถามที่อาจจะตามมาทีหลังว่า ทำไมไม่ซื้อรุ่น S 350 d AMG Premium

●   ภายนอกของทั้ง 2 รุ่น ต่างกันที่ชุดบอดี้พาร์ทกับขนาดล้อแม็ก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบภายนอกของ S 350 d AMG Premium มากกว่า เพราะดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ล้อแม็ก AMG ลายสวยขนาด 20 นิ้ว ส่วนรุ่น S 350 d Exclusive ให้ล้อ 19 นิ้วลายซี่ละเอียด แต่ล้อเล็กก็ดูจานเบรกกับคาลิเปอร์หน้าใหญ่คับล้อดี และโดยรวมก็ดูไม่สูงวัย ด้วยเส้นสายหลักของตัวรถที่ให้ความรู้สึกทันสมัย ไฟหน้า MULTIBEAM LED เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

●   การตกแต่งภายในสร้างความแตกต่างด้านบุคลิคได้ชัดเจนเช่นเดียวกับภายนอก S 350 d Exclusive เน้นลายไม้หรูหรา พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านทรงเรียบร้อย เบาะหุ้มหนังลายเดียวกัน ต่างกันที่เกรดหนัง แผงข้างประตูด้านบนและเพดานก็หุ้มด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน แต่วัสดุส่วนที่สัมผัสกับร่างกายจะพยายามใช้เกรดเดียวกัน ในเมื่อทุกอย่างเกือบเหมือนกัน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำราคาให้ต่างกัน 5 แสนบาท

●   อุปกรณ์มาตรฐานของทั้ง 2 รุ่นประกอบด้วย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa, มาตรวัดฟูลดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว, จอสัมผัสแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX7 รุ่นใหม่แบบ OLED ขนาด 12.8 นิ้ว จัดวางแบบลอยตัวที่คอนโซลกลาง ออกแบบให้ควบรวมกับปุ่มควบคุมบนคอนโซลกลาง ผู้ขับสามารถควบคุมการทำงานของรถและฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้ทั้งหมด มีเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือสำหรับเก็บข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

●   เบาะหลังของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อม Rear Seat Comfort Package ปรับตำแหน่งที่นั่งได้ด้วยระบบไฟฟ้า ตำแหน่งเบาะหลังฝั่งซ้ายมีปุ่มปรับเอนแบบ One-Touch สัมผัสปุ่มเบาๆ เพียงครั้งเดียว พนักพิงเบาะหน้าข้างผู้ขับจะปรับตั้ง เก็บหมองรองศีรษะลงและเลื่อนไปข้างหน้า (ที่บังแดดด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารต้องพับเก็บในตำแหน่ง) จากนั้นเบาะหลังจะปรับเอนนอน มีหมอนรองน่องเลื่อนขึ้นมารับช่วงขา พร้อมหลับได้ทันที หรือถ้าเมื่อยก็มีฟังก์ชันการนวดที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรมทั้งนวดร้อนและเย็น เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารเลื่อนไปด้านหน้าจนสุดแล้ว ก็ไม่บังกระจกมองข้างฝั่งซ้าย ผู้ขับยังขับได้ปกติ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ทำงานร่วมกับ Rear Tablet ซึ่งมีจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้วให้ผู้โดยสารตอนหลังใช้งาน โดยเฉพาะการควบคุมระบบความบันเทิงบนจอขนาด 11.6 นิ้วรุ่นใหม่ 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ปิดท้ายด้วยระบบเสียง Burmester® 3D-Surround 15 ลำโพง

●   รุ่น S 350 d AMG Premium มีระบบ MBUX Interior ตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร ตัวระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกด้านข้าง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ

●   จากการออกแบบเส้นสายภายนอก ทำให้รถดูปราดเปรียวกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อได้เข้าไปขับก็พบว่าห้องโดยสารด้านหน้ากว้างขวางมาก ปรับท่านั่งให้ถูกต้องแล้วทัศนวิสัยรอบตัวโปร่งโล่งดี ลองใช้ฟังก์ชั่นปรับเบาะผู้ขับอัตโนมัติตามความสูงที่มีให้เลือกแล้ว รู้สึกว่ายังไม่พอดีเท่าไร ต้องปรับเองอีกเล็กน้อยแล้วกดบันทึกตำแหน่งไว้ เพราะต้องสลับกันขับกับเพื่อน ขับออกไปลุยรถติดสาหัสในวันฝนตกน้ำท่วมขังถนนบางนา-ตราด ทำความเคยชินไม่นานก็ขับเปลี่ยนเลนได้คล่อง ตัวรถยาวแต่ขับคล่อง แม้จะยังเกร็งๆ อยู่บ้างเพราะสภาพการจราจรค่อนข้างวุ่นวาย และมีรถขนาดใหญ่ล้อเยอะหลายคันที่ใช้ถนนร่วมกัน

●   แม้เอส-คลาส รุ่นนี้ จะเน้นเอาใจคนนั่งหลังเป็นพิเศษ ไม่มีลูกเล่นอะไรมากสำหรับผู้ขับเพื่อให้มีสมาธิกับการขับ แต่เท่าที่ลองขับก็ต้องบอกว่าเหลือล้น ทั้งการเปลี่ยนธีมหน้าปัดแล้วยังปรับแต่งลึกๆ ได้อีก จอสัมผัสที่คอนโซลกลางก็บรรจุฟังก์ชั่นต่างๆ ไว้เพียบ ที่สำคัญคือ ใช้งานง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เคยชินกับการใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เมนูออกแบบให้เข้าใจง่ายเข้าถึงง่ายใช้งานสะดวกรวดเร็ว หน้าจอสัมผัสตอบสนองเร็วและเท่าที่ขับก็ยังไม่เจอปัญหาการสะท้อนแสงเข้าตาผู้ขับ ปุ่มสวิตช์ต่างๆ สั่งงานด้วยการแตะสัมผัสเบาๆ แล้วปัดรูด อย่างการเปิดซันรูฟก็แค่รูดเบาๆ

●   มาตรวัดดิจิตอลขนาดใหญ่เต็มตา ความละเอียดสูง ปรับเปลี่ยนการแสดงผลระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลายเกินบรรยาย อีกอย่างที่ชอบใจก็คือ มาตรวัดต่างๆ ถูกจัดวางในตำแหน่งที่ถ้าเคยใช้เบนซ์มาก่อนจะคุ้นเคย ไม่ต้องกวาดสายตาหา

●   ความรู้สึกหลังพวงมาลัยโดยรวม เป็นรถคันใหญ่ที่ขับง่าย เจอการจราจรที่ติดขัดสาหัสก็หลบเลี่ยงเปลี่ยนเลนได้คล่องไม่ต่างจากรถขนาดเล็กกว่า การเก็บเสียงทำได้ดี ขับได้อย่างมั่นใจและผ่อนคลาย รู้สึกปลอดภัยแม้อยู่ท่ามกลางรถใหญ่ ขับเพลินๆ บนถนนบางนา-ตราด ที่มีเบี่ยงหลบน้ำท่วมเป็นระยะ ไม่นานก็สุดปลายทางถนนเส้นลอยฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะ ตรงไปอีกนิดหาที่กลับรถเพื่อลองวงเลี้ยวซึ่งแคบกว่าที่คิด กลับรถบนถนนสี่เลนที่แทบไม่มีเกาะกลางได้สบายๆ แวะปั๊มหาที่จอดปลอดภัยเพื่อสลับผู้ขับ ถึงเวลาย้ายไปนั่งเบาะหลังซึ่งเป็นไฮไลต์ของรถรุ่นนี้

Rear Seat Comfort Package สบายจนไม่อยากขับ

●   เบาะหลังฝั่งซ้าย เป็นมุมที่สะดวกสบายสุดๆ เพราะสามารถปรับเบาะหลังเอนนอนได้ เหยียดขาได้สุดความสูง 169 เซนติเมตร ปิดม่านไฟฟ้าที่กระจกข้างและที่ด้านหลัง หยิบแท็ปเล็ตตรงที่เท้าแขนกลางเบาะหลังออกมาสั่งงานแล้วโยนไฟล์ขึ้นจอสัมผัสที่ติดตั้งหลังเบาะหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ปรับแอร์ตรงด้านหลังที่เท้าแขน และปรับช่องลมแอร์ตรงเสากลาง เปิดระบบนวดหลังนวดไหล่แบบอุ่น มอบความสบายแบบสุดๆ สำหรับเจ้าของรถ

●   ลองย้ายไปนั่งเบาะหลังฝั่งด้านหลังผู้ขับ ก็ยังให้ความสะดวกสบายไม่แพ้กัน น่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่นอนในรถแล้วมีอาการเวียนหัว เบาะหนานุ่มกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงสบาย พื้นที่วางขากว้างขวางส่วนหนึ่งเพราะผู้ขับก็มีความสูงใกล้เคียงกันคือประมาณ 170 เซนติเมตร โอบล้อมด้วยบรรยากาศภายในที่เป็นส่วนตัวและผ่อนคลายสุดๆ สำหรับเจ้าของรถที่แทบไม่ได้ขับรถเองหรือเวลาขับเองไม่ได้ขับคันนี้ จะเลือกซื้อรุ่นนี้ก็ไม่ผิด แถมประหยัดเงินไปได้ครึ่งล้านบาท หลังจากนั่งเบาะหลังได้ประมาณครึ่งวัน ก็ไม่ได้กลับไปขับอีกเลยกระทั่งส่งรถคืนต้นสังกัด แต่ถ้าเป็นเจ้าของรถที่ยังมีอารมณ์นึกสนุกกับการขับรถอยู่บ้าง รถรุ่นนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

เครื่องยนต์ อีกหนึ่งอุปกรณ์ความบันเทิง

●   นอกเหนือจากชุดเครื่องเสียง Burmester® 3D-Surround 15 ลำโพงแล้ว เครื่องยนต์ก็สร้างความบันเทิงได้เช่นกัน เพราะขับสนุก ตอบสนองดีตั้งแต่รอบต่ำและสร้างแรงดึงต่อเนื่องตามสไตล์ดีเซลเทอร์โบ โดยเป็นเครื่องยนต์ที่ถูกฝึกมารยาทมาเป็นอย่างดี การทำงานจึงสุภาพเรียบร้อยตามระดับรถ เสียงเงียบและแทบไม่มีอาการสั่นสะเทือน ยกเว้นเวลาระบบ Auto Start/Stop ทำงาน จึงต้องคอยปิดทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะทำปุ่มไว้คู่กันอยู่แล้ว

●   ขับเคลื่อนความหรูหราด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียง 2,925 ซีซี เทอร์โบ 2-stage กำลังสูงสุด 286 แรงม้า (PS) ที่ 3,400-4,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 61.1 กก.-ม. ที่รอบต่ำเพียง 1,200-3,200 รอบต่อนาที เรียกว่าเลยจากรอบเดินเบามานิดเดียว ก็ได้แรงบิดสูงสุดแล้ว ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

●   อัตราเร่งดุเดือดใช้ได้สำหรับรถคันใหญ่แบบนี้ โดยเป็นความแรงที่ควบคุมง่ายไม่ดีดดิ้น แรงแบบสุภาพตามคลาสรถ ช่วงล่างแบบถุงลมให้ความรู้สึกหนักแน่นมีการยึดเกาะถนน ไม่เบาแบบล่องลอยหรือเบาหวิว และยังปรับได้ตามโหมดการขับ ลอง Sport + ก็ยังขับง่ายไม่กระชากหรือทำท่าจะพุ่งอย่างเดียว เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ นุ่มนวลและให้เสียงที่หวานเมื่อลากรอบสูง เกียร์เปลี่ยนได้เร็วทันใจแต่นุ่มนวล

●   การทำความเร็วสูงยังไม่สนุกเท่าอัตราเร่งที่ทันใจสุดๆ ไม่เหมือนขับรถคันใหญ่ๆ เลย พวงมาลัยก็ตอบสนองดีไม่อืดอาด รวดเร็วแม่นยำหนักแน่นไม่วูบวาบ ตัวถังที่แน่นหนาทำให้ควบคุมรถคันใหญ่ๆ ได้พริ้วตามใจสั่ง โดยรวมเป็นรถใหญ่ที่ขับสนุกไม่ยืดยาดน่าเบื่อ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ขับได้อย่างมั่นใจคือ เบรก ที่ทำงานได้สมราคารถ แตะเบาๆ ก็เบรกได้นุ่มนวล กดหนักๆ ก็สร้างแรงดึงได้หนักหน่วงมั่นใจ จนต้องผ่อนเบรกเผื่อระยะให้รถหลัง

ขับเองก็สนุก นั่งหลังก็สุดแสนสบาย

●   ก่อนขับรู้สึกกังวลเล็กน้อยเพราะรถทดสอบมีรุ่นละคัน รถก็คันใหญ่ราคาสูง แถมการจราจรวันนั้นก็เข้าขั้นวิบัติติดขัดอย่างหนัก แต่พอปรับเบาะให้อยู่ในท่านั่งที่ถูกต้องและเข้ากับสรีระแล้วขับสร้างความเคยชินสักพัก ก็ขับได้ไม่ยาก การกะระยะรอบคันทำได้ง่ายกว่าที่คิดเพราะมีระบบเซ็นเซอร์และกล้องช่วยอีกแรง เครื่องยนต์ เกียร์ พวงมาลัย ช่วงล่างและเบรก ทำให้เป็นรถหรูคันใหญ่ที่ขับสนุก ขับเองได้แบบไม่อึดอัดและไม่เครียด หรือจะมีคนขับให้แล้วย้ายไปนั่งเบาะหลังก็เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ล้นเกินบรรยาย รุ่น S 350 d Exclusive ก็เหลือเฟือ หรือจะเพิ่ม 5 แสนบาทเลือกรุ่น S 350 d AMG Premium ก็จบไม่คาใจ    ●

ขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

Test Drive : 2021 Mercedes-Benz S 350 d Exclusive

Hyundai Smart Deal