November 26, 2021
Motortrivia Team (8157 articles)

All New Honda HR-V e:HEV RS ลองขับแบบกลุ่ม กรุงเทพ-หัวหิน

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ

●   ก่อนหน้านี้ ทีมงานมอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้สัมผัสตัวจริงของ All New Honda HR-V e:HEV มาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งการเปิดให้ชมคันจริงอย่างใกล้ชิด และทิ้งช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ จึงประกาศราคาอย่างเป็นทางการ และครั้งนี้เป็นการทดลองขับแบบกลุ่มภายใต้มาตรฐานป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยต้อง Swab Test: Rapid Antigen Test แบบ Drive Thru ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม และรถแต่ละคันนั่งได้ไม่เกิน 3 คน ใช้เส้นทางกรุงเทพ-หัวหิน ระยะทางประมาณ 260 กิโลเมตร

●   ฮอนด้า HR-V ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ไฮบริด เกียร์อัตโนมัติ CVT เหมือนกันทุกรุ่น โดยแบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย รุ่นเริ่มต้น e:HEV E ราคา 979,000 บาท รุ่นกลาง e:HEV EL ราคา 1,079,000 บาท และรุ่นสูงสุด e:HEV RS ราคา 1,179,000 บาท ช่องว่างของราคาต่างกันรุ่นละ 1 แสนบาท น่าชื่นชมตรงที่ให้อุปกรณ์ความปลอดภัยเท่ากันทุกรุ่นย่อย ต่างกันที่การตกแต่งปลีกย่อยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางรายการ

ทรงสวยมีเอกลักษณ์

●   ภายนอกของ HR-V ใหม่ดูสวยลงตัวแบบเรียบๆ ด้วยเส้นสายที่มั่นคงชัดเจน ไม่รกตา เด่นสุดๆ น่าจะเป็นแนวเส้นเสาหลังคาที่ลาดลงสู่ด้านหลัง กับชุดโคมไฟท้ายแบบยาวตลอดแนบ ดูสวยล้ำและมีเอกลักษณ์ มองรอบคันให้ความทะมัดทะแมงดูสปอร์ตคล่องตัว ซ่อนที่เปิดประตูบานหลังไว้ที่เสา C คล้ายรุ่นเดิม ความสูงของตัวรถกำลังเหมาะ ขึ้น-ลงสะดวก อุปกรณ์ภายนอกที่ได้เพิ่มมาในรุ่น RS ก็เช่น กระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต, กันชนหน้าและหลังสีดำแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยโครเมียม, หลังคากระจกพาโนรามา, ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ Sequential, ไฟท้ายสี Smoke, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, กันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยโครเมียม และล้อแม็ก 18 นิ้ว

●   มิติตัวรถรุ่น RS มีความยาว 4,385 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,590 ฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,542/1,543 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 196 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,407 กิโลกรัม ล้อขนาด 7.5×18 นิ้ว ยาง 225/50 R18 (อีก 2 รุ่นรอง ได้ล้อ 7×17 นิ้ว พร้อมยาง 215/60 R17)

ห้องโดยสารสะอาดตา เปี่ยมคุณภาพ

●   การออกแบบห้องโดยสารเป็นไปในแนวทางเดียวกับภายนอก คือ เน้นเส้นสายที่มั่นคง แผงคอนโซลเรียบง่ายแต่ทันสมัย และมุมมองที่โปร่งโล่งไม่อับทึบ ใช้วัสดุคุณภาพดี เพิ่มพื้นผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่มให้ความรู้สึกพรีเมียม มีลูกเล่นและรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย เช่น ช่องแอร์ซ้ายขวาปรับการกระจายลมได้ เบาะหลังพับได้หลายแบบ ภายในของรุ่น RS เพิ่มเติมด้วยเบาะผู้ขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, เพิ่มการตกแต่งเบาะด้วยด้ายสีแดง, กระจกมองข้างฝั่งซ้ายปรับมุมลงต่ำอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง, Wireless Charger, ไฟอ่านหนังสือด้านหลังแบบสัมผัส, แผ่นกั้นห้องสัมภาระ แผงบังแดดคู่หน้ามีไฟส่องสว่าง ส่วนระบบเครื่องเสียงหลักๆ ก็เหมือนกันทุกรุ่นย่อย ต่างกันที่รุ่น RS มีลำโพง 8 ตัว มีช่อง USB 4 ช่อง และมีระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT

●   โดยส่วนตัวชอบภายในรถแบบดำล้วนอยู่แล้ว พอได้ขับ HR-V รุ่น RS เลยชอบเป็นพิเศษ เพราะเน้นสีดำสปอร์ตทั้งหมด รวมทั้งเสาหลังคาและเพดาน แซมด้วยสีแดงและสีเงินเมทัลลิกในจุดที่เหมาะสมและในปริมาณที่พอดี ทำให้ดูกลมกลืน ไม่มากไปน้อยไป อุปกรณ์มาตรฐานก็เหลือเฟือกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนที่เน้นการขับ ไม่ได้เน้นลูกเล่นแพรวพราว

●   เบาะผู้ขับปรับไฟฟ้า เหมือนจะออกแบบให้ช้อนต้นขานิดๆ เบาะปรับสูง-ต่ำได้เยอะ แต่พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ไม่มาก น่าจะเพราะเหตุผลเรื่องการทำงานของแอร์แบ็ก โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปรับเบาะผู้ขับต่ำหน่อย เพราะรู้สึกมั่นคง ไม่นั่งสูงเหมือนจะลอยๆ พอปรับพวงมาลัยลงต่ำตามเบาะไม่ได้มากนัก ก็เลยต้องปรับเบาะขึ้น เพราะถ้าปรับเบาต่ำแล้วพวงมาลัยสูง ก็จะกลายเป็นโหนพวงมาลัย ขับไม่นานก็เมื่อยไหล่

●   เบาะหลังปรับได้หลายรูปแบบ เมื่อพับพนักพิงลง เบาะนั่งจะเลื่อนไปด้านหน้าเล็กน้อย ทำให้พับได้ราบเป็นแนวเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง และสามารถกระดกเบาะนั่งขึ้นแนบกับพนักพิง เพื่อเคลื่อนย้ายสัมภาระที่มีความสูงเช่นต้นไม้ได้ ลองนั่งเบาะหลังเป็นระยะทางไกลพอสมควร พบว่าให้พื้นที่เหลือเฟือสำหรับความสูง 169 เซนติเมตร นั่งเบาะหลังด้านหลังผู้ขับที่มีความสูง 175 เซนติเมตร ก็ยังมีพื้นที่วางขาเหลือเฟือ และฮอนด้าก็พยายามออกแบบพื้นห้องโดยสารด้านหลังให้แบนราบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เย็นสบายด้วยช่องแอร์ด้านหลังและช่องจ่ายไฟฟ้าแบบ USB กลางเบาะหลังมีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำในตัว ตำแหน่งเท้าแขนต่ำไปนิด และมุมมองไปด้านหน้าจะจำกัดเล็กน้อย เพราะทรงหมอนรองศีรษะของเบาะคู่หน้าค่อนข้างกว้าง

●   การเก็บเสียงทำได้ดี ทั้งเสียงลมปะทะ ที่จะเริ่มได้ยินชัดขึ้นเมื่อความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยทรงรถแฮทช์แบ็ก เสียงจะเข้าห้องโดยสารด้านหลังได้มากกว่าซีดาน แต่เท่าที่นั่งก็ไม่ถึงกับดังรบกวน การเก็บเสียงจากยางและพื้นถนนก็ทำได้ดี ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะยางติดรถมาคุณภาพค่อนข้างดี เสียงที่ดังชัดเจนที่สุด คือ เสียงเครื่องยนต์เมื่อลากรอบสูงๆ ซึ่งในการขับปกติก็แทบไม่ต้องลากรอบสูง ถ้าเคยชินกับการขับรถไฮบริดและปรับจังหวะแซงให้เหมาะสม

●   รุ่น RS มีหลังคาแก้วพาโนรามา 2 ตอน ไม่ใช่ซันรูฟหรือมูนรูฟ จึงเปิดไม่ได้ ตอนหน้ามีม่านกรองแสงแบบม้วนเก็บในเพดาน ส่วนตอนหลังเป็นม่านแผ่นแยกซ้าย-ขวา ต้องถอดออกทั้งชิ้นเป็น 2 ชิ้น มีซองเก็บม่านมาให้ แต่ใช้งานจริงยุ่งยาก เพราะต้องเอาไปเก็บไว้ด้านหลัง เท่าที่ลองใช้งานแบบไม่ใส่ม่านแผ่นด้านหลัง นั่งเบาะหลังตอนเที่ยงๆ ก็ไม่รู้สึกว่าร้อน แต่แสงจะค่อนข้างจ้า อาจทำให้รู้สึกว่าร้อนกว่าความเป็นจริงได้ โดยส่วนตัวแล้วถ้าเลือกได้ จะตัดหลังคาพาโนรามาออกเป็นอย่างแรก แล้วพ่นสีหลังคาดำแบบทูโทนก็พอ

●   ที่เก็บของด้านหลังกว้างเพียงพอ นั่ง 4 คน มีสัมภาระเดินทางไกลก็ใส่ได้หมด แต่ต้องอาศัยการจัดเรียงบ้าง ม่านบังสัมภาระด้านหลังออกแบบใหม่ ติดตั้งบนประตูบานท้าย มีข้อดีตรงที่เวลาพับเบาะหลังเพื่อใส่ของขนาดใหญ่ไม่ต้องวุ่นวายกับการถอดม่าน เพราะชุดม่านจะถูกยกขึ้นไปกับประตูบานท้าย ตัวม่านก็ยังสามารถถอดได้และม้วนพับเป็นวงกลมแบบม่านบังแดดกระจกหน้ารถ แต่ตัวขายึดม่านไม่สามารถพับได้

●   ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อม Kick Sensor ที่ทำงานรวดเร็วและแม่นยำขึ้น แค่พกกุญแจรีโมทไว้แล้วแหย่เท้าเข้าไปตรงกลางแล้วชักออก ไม่ต้องย่อกวาดเท้าให้เสียบุคลิก มีระบบกันหนีบในตัวแต่ต้องหนีบแรงหน่อยกว่าจะดีดกลับ และที่ชอบใจเป็นพิเศษคือ มีระบบ Walk Away Close กดปุ่มเพื่อเปิดใช้งาน ขนของออกจากด้านหลังหมดแล้วเดินออกจากรถ (พร้อมรีโมท) แค่เดินห่างไป 2-3 เมตร ประตูบานท้ายจะปิดลงพร้อมล็อกรถให้อัตโนมัติ สอดคล้องกับการใช้งานจริงที่ว่า เมื่อถือของเต็ม 2 มือ ก็ไม่ต้องกดปุ่มหรือเตะเพื่อปิด เสี่ยงต่อการเสียการทรงตัวเพราะข้าวของพะรุงพะรัง แค่เดินออกมาสวยๆ รถก็จะปิดและล็อกให้เอง

Safety is not compromised ไม่ต่อรองเรื่องความปลอดภัย

●   ระบบความปลอดภัยให้มาเท่ากันทั้ง 3 รุ่นย่อย นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ดี เพราะไม่ว่าจะจ่ายเงินเท่าไรก็ควรได้รับการปกป้องเท่ากัน แล้วไปแยกความแตกต่างของราคาที่อุปกรณ์มาตรฐานและการตกแต่งอื่น นอกจากอุปกรณ์ความปลอดภัยหลักที่มีให้เหมือนกันทั้ง 3 รุ่นย่อย อย่าง แอร์แบ็กคู่หน้า, ด้านข้าง และม่านนิรภัย แล้วเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ก็ให้มาใน HR-V ทุกรุ่นย่อยเช่นกัน ประกอบด้วย:

  • ระบบ Collision Mitigation Braking System เตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรค
  • ระบบ Lane Keeping Assist System ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
  • ระบบ Road Departure Mitigation System ทำงานร่วมกับ Lane Departure Warning เตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกเลน
  • ระบบ Auto High-Beam ปรับไฟสูงอัตโนมัติ
  • ระบบ Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ
  • ระบบ Lead Car Departure Notification System เตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่
    ส่วนเทคโนโลยีด้านการขับ ที่ให้มาทุกรุ่นย่อย ประกอบด้วย
  • ระบบ Hill Start Assist ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
  • ระบบ Hill Descent Control ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย Deceleration Paddle Selectors
  • โหมดการขับ ECON, NORMAL และ SPORT
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า
    ยกเว้นระบบ Honda LaneWatch แสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ไม่มีในรุ่น e:HEV E

●   ส่วนเทคโนโลยีด้านการขับ ที่ให้มาทุกรุ่นย่อย ประกอบด้วย

  • ระบบ Hill Start Assist ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
  • ระบบ Hill Descent Control ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย Deceleration Paddle Selectors
  • โหมดการขับ ECON, NORMAL และ SPORT
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า

●   ยกเว้นระบบ Honda LaneWatch แสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ไม่มีในรุ่น e:HEV E

●   ระบบความปลอดภัยส่วนใหญ่ ทำงานสอดคล้องกับการขับได้ดีขึ้น ถ้าเป็นคนที่ขับรถยังไม่คล่องหรือเพิ่งขับได้ไม่นาน ก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าขับรถมานานหลายสิบปีแล้วอาจรู้สึกว่าบางระบบเข้ามามีส่วนร่วมในการขับมากเกินไป เช่น LKAS ที่แม้จะมีความยืดหยุ่นบ้าง ไม่เตือนเร็วเกินไป แต่ก็ยังรู้สึกว่าทำงานบ่อยไปหน่อยอยู่ดี แต่โดยรวมแล้วทุกระบบที่ให้มาในทุกรุ่นย่อย ก็ถือว่าช่วยเหลือการขับได้ดี ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพียงแต่บางระบบยังไม่เหมาะกับบางลักษณะเส้นทางและการขับ ทางฮอนด้าก็ออกแบบมาให้เปิด-ปิดการใช้งานได้สะดวก

ไม่จัดจ้าน แต่ทันใจ ได้ความประหยัด

●   เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ความจุ 1,498 ซีซี กระบอกสูบ 73 มิลลิเมตร และช่วงชัก 89.5 มิลลิเมตร อัตราส่วนการอัด 13.5:1 กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000-6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500-5,000 รอบต่อนาที รองรับ E20 ถังน้ำมันจุ 40 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว สำหรับสร้างกระแสไฟฟ้า 1 ตัว เพื่อเก็บในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน และใช้ขับเคลื่อนรถอีก 1 ตัว กำลังขับเคลื่อนของมอเตอร์ไฟฟ้า 96 กิโลวัตต์ หรือ 131 แรงม้า (PS) ที่ 4,000-8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT

●   ฮอนด้าระบุอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 25.6 กิโลเมตรต่อลิตร คาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 94 กรัมต่อกิโลเมตร ชุดไฮบริดทั้งระบบ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมแบตเตอรี่ไฮบริด และระบบสายไฟไฮบริด รับประกัน 5 ปีแรกแบบไม่จำกัดระยะทาง และแบตเตอรี่ไฮบริด รับประกัน 10 ปี

●   ระบบไฮบริดของฮอนด้า ทำงาน 3 รูปแบบ คือ ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ, เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน และเครื่องยนต์ทำงานเพียงอย่างเดียว ในบางจังหวะที่ความเร็วสูง ฮอนด้าให้เหตุผลว่า ระบบไฮบริดของฮอนด้าจะเลือกใช้การขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และตัวแปรต่างๆ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยจะให้ระบบจัดการเองทั้งหมด จึงไม่มีปุ่มกด EV ให้รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อีกเรื่องที่สื่อมวลชนถามกันมาก คือ กำลังสูงสุดรวมทั้งระบบเมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน แต่ฮอนด้าก็ยังยืนยันที่จะแจ้งตัวเลขแยกกัน ไม่มีการแจ้งตัวเลขแรงม้าแรงบิดรวม ทั้งที่จริงน่าจะเป็นผลดีกับทางฮอนด้าเองด้วยซ้ำ

●   เดาจากตัวเลขที่ฮอนด้าแจ้งมาคือ 131 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตัน-เมตร คิดว่าอัตราเร่งคงจะแค่พอไปได้ แต่พอได้ลองขับจริงใน 2 ช่วง จากศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้าบางชัน ไปพักที่ Porto Go และช่วงที่ 2 ไปถึงร้านอาหารกลางวัน ชมวิวซีฟู๊ด หัวหิน ระยะทางรวม 215 กิโลเมตร ก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะระบบไฮบริดให้การตอบสนองที่ราบเรียบเมื่อขับด้วยความเร็วเดินทางปกติ อัตราเร่งดีเมื่อต้องแซงกะทันหัน กับความเร็วปลายที่จะทำให้เจ้าของรถได้รับใบสั่งโดยไม่รู้ตัว และที่ทำได้โดดเด่นอีกอย่างก็คือ อัตราสิ้นเปลืองที่ดีเกินคาด ทั้งที่ไม่ได้ขับปั้นตัวเลข

●   จากฮอนด้าบางชัน-Porto Go ระยะทางราว 86 กิโลเมตร ออกเดินทางช่วงสายๆ ของวันธรรมดาน่าจะจินตนาการถึงสภาพการจราจรได้ดี โดยเฉพาะบนถนนวงแหวนอุตสาหกรรม กับช่วงออกถนนพระราม 2 ที่มีการก่อสร้างทางยกระดับ ที่ติดขัดสุดๆ ไม่สามารถทำความเร็วต่อเนื่องได้ เข้าสู่ถนนพระราม 2 การจราจรคลี่คลายลงเล็กน้อย แต่ก็มีการก่อสร้างตลอดทาง ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ จึงฝ่าออกมาได้ จอดพักบันทึกตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองสวยๆ 25.4 กิโลเมตรต่อลิตร สูสีกับที่เคลมไว้ 25.6 กิโลเมตรต่อลิตร

●   พักจิบกาแฟรอให้มาครบทุกคันแล้วตั้งขบวนไปกันต่อ เซต 0 อัตราสิ้นเปลืองก่อนออกเดินทาง เริ่มทำความเร็วได้มากขึ้น แต่รถยังหนาแน่น พยายามขับต่อกันเป็นขบวนเพื่อให้ทีมของฮอนด้าบันทึกภาพนิ่งและวีดิโอ แต่ก็ต้องหลบให้รถเร็วกว่าไปก่อน แล้วเร่งไปเข้าขบวนกันใหม่ เร่งหนักหน่วง มีช่วงชู๊ตหาช่วงรถว่างเพื่อถ่ายภาพเป็นขบวน ได้ลองอัตราเร่งของรถไปในตัว ด้วยความที่ขับรถไฮบริดในระดับเดียวกับ HR-V อยู่แล้ว จึงพอรู้จังหวะอยู่บ้าง ลองขับทั้งแบบขยี้คันเร่งสุดๆ เพื่อลากรอบ และขับแบบค่อยๆ เร่งขึ้นไปให้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยกันทำงาน รู้สึกว่าวิธีที่ 2 ก็ทำให้รถเพิ่มความเร็วได้อย่างทันใจพอสมควรและนุ่มนวล เครื่องยนต์ไม่ส่งเสียงดังรบกวนด้วย ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ก็ป้วนเปี้ยนแถว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จบช่วงที่ 2 ด้วยอัตราสิ้นเปลือง 16.8 กิโลเมตรต่อลิตร เหมาะสมกับลักษณะการขับ

ช่วงล่างทรงสวยเซตมาดี

●   ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัตพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม พวงมาลัยแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า รุ่น RS มีระบบอัตราทดเกียร์แบบแปรผัน VGR วงเลี้ยว 2.44 เมตร แคบกว่าอีก 2 รุ่นรองที่มีวงเลี้ยว 2.71 เมตร ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อน พร้อม ABS และ EBD

●   ตัวรถสูงพอเหมาะ ช่องว่างซุ้มล้อหน้าหลังกำลังสวย ทำให้ทรงรถดูดี ผลงานของช่วงล่างก็ไม่ขี้เหร่ ขับช้านุ่มนวล ล้อและยางขนาด 18 นิ้ว สวยเต็มซุ้มและไม่กระแทกสะเทือน ขับความเร็วเดินทางให้ความมั่นคงและยังคงนุ่มนวลขับสบายไม่เหนื่อยล้า ลองถึงความเร็วระดับ 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ยังไม่วูบวาบ ถ้าถนนโล่งและปลอดภัยจะขับที่ความเร็วนี้ก็ได้โดยไม่เครียด

●   พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้ายุคใหม่ไม่เบาหวิวจนน่ากลัว แต่ก็ไม่หนักหนืดจนขาดความคล่องตัว ความรวดเร็วในการตอบสนองสอดคล้องกับความสูงของตัวรถ ทั้งช่วงล่างและพวงมาลัย ขับได้อย่างผ่อนคลายสุดๆ ที่ความเร็วแถวๆ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุมรถได้ง่ายและยังรู้สึกว่ารถมีความสามารถเหลือพอสำหรับการหลบหลีกเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดิสก์เบรก 4 ล้อ มีแรงดึงที่หนักแน่นดี แต่แรงที่ว่านั้นไม่ค่อยส่งความรู้สึกมาที่แป้นเบรกเท่าไร คือ กดเบรกแล้วจะรู้สึกว่าเบรกไม่ดูดเท่าที่ควร ทั้งที่ความจริงแล้วก็เบรกได้หนักหน่วงดี ไม่มีอาการเบรกทื่อหรือไหล มี Deceleration Paddle Selector ช่วยเพิ่มแรงหน่วงเพิ่มการชาร์จได้อีก ใช้หน่วงความเร็วเวลาขับตอนรถติดหรือขับลงเนินชันได้

●   ความรู้สึกโดยรวมหลังอยู่กับรถตั้งแต่เช้าจรดเย็น ชอบรูปลักษณ์ภายนอกดูมั่นคง ขนาดกำลังเหมาะดูสปอร์ตทะมัดทะแมง ความกว้างความสูงลงตัว ท้ายลาดสวยสไตล์คูเป้ ห้องโดยสารดูคลีนสะอาดตาเข้าใจง่าย อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน กว้างขวางเหลือเฟือสำหรับผู้ใหญ่ไซส์มาตรฐาน 4 คน เครื่องยนต์ไฮบริดเน้นประหยัดเชื้อเพลิงและมลพิษต่ำ แต่ก็ขับได้ทันใจไม่อึดอัด เร่งแซงได้อย่างปลอดภัย ช่วงล่างยกสูงทัศนวิสัยโปร่ง พร้อมลุยเล็กๆ นุ่มนวลและมีการยึดเกาะถนนที่ดี ราคาเร้าใจ คุ้มค่าในรุ่นเริ่มต้น ครบครันในรุ่นกลางและรุ่นท๊อป พร้อมสำหรับการช่วงชิงยอดจำหน่ายของรถในกลุ่มนี้    ●

ขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

Group Test : 2021 Honda HR-V e:HEV RS

Hyundai H-1 Elite NS