April 5, 2022
Motortrivia Team (8096 articles)

Mazda ประกาศปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 2565 สู่การเติบโตแบบยั่งยืน

motortrivia

●   มาสด้าจัดงาน 2022 Mazda Business Review & Way Forward ภายใต้ธีม “ท้าทายความสำเร็จอีกขั้น…สู่อนาคตที่เป็นไปได้” หรือ Challenge to the New Possibilities พร้อมผลสำเร็จการดำเนินธุรกิจประจำปีงบประมาณ 2564 ยอดขาย 35,654 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 4.5% โดยตัวเลขยอดขายในปี 2564 ที่ผ่านมานั้น Mazda 2 ยังคงมียอดจำหน่ายสูงสุดเกือบ 20,000 คัน, Mazda CX-30 และ Mazda CX-3 รวมกันกว่า 12,000 คัน

●   ไฮไลท์สำคัญ มาสด้าเตรียมแตกไลน์ธุรกิจใหม่กับ Mazda CPO (Certified Pre-Owned) ยกระดับมูลค่าราคารถมือสอง ปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วย Retention Business Model เน้นสร้างคุณค่าของแบรนด์จากการบริการ ยกระดับการดูแลลูกค้าระดับพรีเมี่ยมด้วยโปรแกรม Privilege พร้อมตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปี 2565 ที่ 40,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 15%

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

●   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังด้านการใช้จ่ายเนื่องจากไม่แน่ใจต่อสถานการณ์ และยังส่งผลกระทบถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนหลายแห่งต้องหยุดการผลิต ทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิตและกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบวกจากการที่ประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จากภาครัฐ ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยปีงบประมาณ 2564 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2563 ที่ 1% ประมาณ 795,000 โดยตลาดรถปิกอัพได้รับความนิยมสูงสุด มีจำนวนรวม 357,000 คัน ตามมาด้วยรถยนต์นั่ง จำนวน 214,000 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวี (รวม PPV) จำนวน 143,000 คัน อื่นๆ จำนวน 81,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จำนวน 2,097 คัน”

●   สำหรับปีงบประมาณ 2564 (เดือนเมษายน 2564 – มีนาคม 2565) มาสด้าทำยอดขายได้ 35,654 คัน ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2563 ส่วนแบ่งการตลาด 4.5% แบ่งเป็นรถยนต์นั่งจำนวน 20,115 คัน โดย Mazda 2 มียอดขายเกินกว่าครึ่ง 18,426 คัน ตามมาด้วย Mazda 3 จำนวน 1,685 คัน และ Mazda MX-5 จำนวน 4 คัน ขณะที่รถปิกอัพ Mazda BT-50 ยอดขาย 1,224 คัน ส่วนครอสโอเวอร์ SUV CX-Series มีจำนวนทั้งสิ้น 14,315 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 2% Mazda CX-30 มียอดขายสูงสุด 6,879 คัน Mazda CX-3 จำนวน 5,378 คัน Mazda CX-8 จำนวน 1,074 และ Mazda CX-5 จำนวน 984 คัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ยอดจำหน่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เทียบกับปี 2563

รุ่นเมษายน 64 – มีนาคม 65เมษายน 63 – มีนาคม 64%
Mazda 218,42620,742– 11.16
Mazda 31,6852,800– 39.82
Mazda CX-35,3783,096+ 73.70
Mazda CX-306,8797,582– 9.27
Mazda CX-59841,386– 29.00
Mazda CX-81,0741,918– 44.00
Mazda BT-501,2242,473– 50.50
Mazda MX-547– 42.85
ยอดรวม35,65440,004– 10.87

●   นายธีร์ กล่าวถีงอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีงบประมาณ 2565 ว่า “สถานการณ์ในปีนี้ แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจน อีกทั้งยังมีปัจจัยลบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความตึงเครียดในยุโรป ภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทที่มีความผันผวน ความหวาดหวั่นต่อการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ระบบขนส่งโลจิสติกส์ และการขาดแคลนชิ้นส่วนเพื่อผลิตรถยนต์ แต่เชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว การที่ประชาชนได้รับวัคซีน เป้าหมายการปรับเป็นโรคประจำถิ่น การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ และมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ล้วนแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาได้เร็วขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เติบโตหวือหวามากนัก แต่เชื่อว่าจะดีกว่าปีผ่านมา คาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีงบประมาณนี้จะมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 820,000 – 850,000 คัน และมาสด้าคาดว่าจะมียอดขายมากกว่า 40,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15%”

●   “สำหรับในปีงบประมาณ 2565 นี้ มาสด้าเตรียมบุกตลาดรถมือสอง ด้วยการเปิดตัวธุรกิจใหม่ MAZDA CPO (Certified Pre-Owned) นำเสนอรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีให้กับลูกค้า เพื่อเป็นช่องทางให้ลูกค้าได้นำรถเก่ามาเทรด-อิน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ หรือซื้อเพิ่มเติม ภายใต้กลยุทธ์ Trade Cycle Management ซึ่งลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากการครอบครองรถยนต์มาสด้าที่ผ่านการตรวจสอบอุปกรณ์และชิ้นส่วนกว่า 100 รายการ ผ่านมาตรฐานและการรับรองจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ซึ่งโครงการ MAZDA CPO จะเป็นการยกระดับมูลค่ารถมาสด้ามือสองในตลาด รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 18 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 38 แห่ง ภายในปี 2568 ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด”

Retention Business Model

●   สำหรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจในปีงบประมาณใหม่ มาสด้าจะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบตามแผนงานระยะกลาง (Mid-Term Plan) เพื่อยกระดับคุณค่าแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย ผ่านโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า Retention Business Model โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งโมเดลธุรกิจใหม่นี้จะเป็นแกนหลักสำคัญที่จะถูกส่งต่อเพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการทำงานในทุกๆ ส่วน โดยแบ่งออกเป็น 5 แกนหลัก ได้แก่:

●   1. สร้างคุณค่าของแบรนด์ Brand Value Management (BVM) ยกระดับคุณค่าแบรนด์ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก Touchpoint เพื่อยกระดับความพึงพอใจสูงสุด โดยเริ่มต้นก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ผ่านขั้นตอนการซื้อ จนถึงการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน

●   2. สร้างความผูกพันกับลูกค้า Customer Retention Business ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยบริการหลังการขาย และสร้างความผูกพันกับแบรนด์มาสด้า ภายใต้ธุรกิจรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการของลูกค้า การขยายไลน์ธุรกิจรถมือสองคุณภาพเหนือระดับ MAZDA CPO การขยายศูนย์บริการตรวจเช็กระยะแบบเร่งด่วนภายใน 30 นาที หรือ Mazda Fast Service ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีการใช้บริการของลูกค้าหนาแน่น และเน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ด้วยโครงการ CRM และ Customer Privilege Program มอบสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้า ดูแลลูกค้าแบบพรีเมี่ยม เป็นบุคคลพิเศษสุด เกิดเป็นความจงรักภักดีกับแบรนด์ กลับมาใช้บริการซ้ำ และส่งต่อไปยังเจเนอเรชั่นถัดไป

●   3. กลยุทธ์ด้านการขยายเครือข่าย Dealer Network Strategy รองรับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด ให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ มาสด้ามีแผนงาน ดังนี้

●   ขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 139 แห่ง พร้อมปรับทุกฟังก์ชันให้สามารถรองรับการบริการแบบครบวงจร ต่อด้วยการขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 54 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 58 แห่ง

●   เพิ่มช่องการให้บริการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วน ภายในเวลา 60 นาที หรือ Mazda Fast Track เพิ่มเป็น 34 แห่ง และขยายศูนย์บริการในเขตที่มีประชากรมาสด้าหนาแน่น Mazda Fast Service หรือ Mazda Satellite Service เพื่อให้บริการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วนภายใน 30 นาที ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 3 แห่ง

●   4. การตลาดยุคดิจิทัล Use of Digital Platform นำแพลตฟอร์มออนไลน์สื่อสารกับลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำการตลาดแบบ Fan-Based Marketing แบบ One-to-One Communication รวมถึงการนำฐานข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านระบบที่เรียกว่า Global One Customer Data Management System

●   5. มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน Sustainable Zoom-Zoom ภายในปี 2573 โดยมาสด้าได้ประกาศวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแผนพัฒนาเทคโนโลยีระยะยาว Sustainable Zoom-Zoom เมื่อปี 2550 และอัปเดตอีกครั้งในปี 2560 เป็น “Sustainable Zoom-Zoom 2030” โดยแก่นแท้ของวิสัยทัศน์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มาสด้าให้คำมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายในเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2593

Building Block Strategy

●   ภายใต้กลยุทธ์ Building Block Strategy เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลด CO2 แบบ Well-to-Wheel ด้วยการใช้แนวทาง Multi-solution ช่วยให้นำเสนอรูปแบบพลังงานที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละตลาด ตลอดจนสถานการณ์ด้านพลังงานของแต่ละภูมิภาค การผลิตไฟฟ้า และอื่นๆ

●   ดังนั้นแนวทาง Building Block Strategy ที่จะทำให้มาสด้าบรรลุวัตถุประสงค์ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว คือ การสร้างรากฐานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิดการพัฒนารถยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานในกรอบเวลาที่เหมาะสม

●   เฟส 1 พัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของรถทั้งคัน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ประกอบด้วย เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง โครงสร้างตัวถัง และแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่น ขั้นตอนในการพัฒนานี้ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ เช่น ระบบ i-Stop และ Regenerative Braking System ที่นำเอาพลังงานจากการหยุดรถกลับมาชาร์จเป็นพลังงานไฟฟ้า และนำพลังงานกลับมาใช้ในระบบไฟฟ้าของรถยนต์

●   จากเฟส 1 จนมาถึง เฟส 2 ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเจเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม Skyactiv Scalable Architecture เป็น Multi-Solution สำหรับกลุ่มรถขนาดเล็กและขนาดกลาง ล่าสุด ได้พัฒนา Large Platform สำหรับกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่มีการวางเครื่องยนต์ตามแนวยาว

●   รวมถึงการนำเอาพลังงานไฟฟ้าเข้ามาเสริม อาทิ HEV, PHEV, Rotary Range Extender และรถยนต์ไฟฟ้า BEV โดยรุ่นแรก คือ MX-30 ด้วยพื้นฐาน Platform และเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้รถยนต์ xEV ประหยัดพลังงาน และมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม

●   และในอนาคต เฟส 3 มาสด้ากำลังพัฒนา Skyactiv EV Scalable Architecture หรือ Next Generation บนโครงสร้างพื้นฐาน Skyactiv สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอโครงสร้างที่ตอบโจทย์รถไฟฟ้าในทุกองค์ประกอบ ในทุกเซกเมนต์ ซึ่งลูกค้ามีความต้องการที่แตกต่างกัน ภายใต้ Building Block Strategy และ Multi-Solution โดยนำเสนอรถยนต์ ICE ประสิทธิภาพสูงและรถพลังงานไฟฟ้า xEV แบบ Multi-Solution ในแต่ละตลาดที่แตกต่างกัน

●   นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาสด้ายังคงเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย ให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของมาสด้า มาสด้าเชื่อว่ารถยนต์ภายใต้เครื่องยนต์สันดาปภายในจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  โดยจะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทยแบบเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ในเวลาช่วงที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน”

●   “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินธุรกิจของมาสด้า ในปีงบประมาณ 2565 ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เพื่อมอบทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ มอบความคุ้มค่า และส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ตามวิสัยทัศน์ของมาสด้า Sustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อความสุขผู้คนในสังคม และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป”

Mazda MX-30

●   ภายในงานวันนี้ มาสด้าได้นำ SUV ขนาดเล็กในกลุ่มครอสโอเวอร์ Mazda MX-30 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่รุ่นแรกมาสด้าที่เปิดตัวไปในงาน 2019 Tokyo Motor Show มาจัดแสดงด้วย

●   Mazda MX-30 มากับภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายในสไตล์ยุโรป ประตูบานหลังแบบ 1/2 ส่วน เปิดไปทางด้านหลังแบบ Suicide door เหมือน Mazda RX-8 และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ ระบบกระจายแรงบิด G-Vectoring Control รุ่นใหม่ในชื่อ electric G-Vectoring Control Plus, แพลทฟอร์มใหม่สำหรับผลิตรถไฟฟ้าที่ต่อยอดมาจากแพลทฟอร์มน้ำหนักเบา SkyActiv Chasssis รุ่นปัจจุบัน และชุดระบบความปลอดภัยภายใต้แนวคิด Mazda Proactive Safety

●   ชุดระบบขับเคลื่อนใช้ชื่อทางการค้าว่า e-Skyactiv ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวหมุนล้อคู่หน้า กำลังสูงสุดผลิตได้ 142 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 26.8 กก.-ม. เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคความจุ (หรือความสามารถในการจ่ายไฟใน 1 ชม.) 35.5 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 200 กม.

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาสด้า ในประเทศไทย เชิญได้ที่ www.mazda.co.th หรือ Mazda Speedline : 02-030-5666 หรือ facebook.com/mazdathailandofficial     ●

MT Report : Mazda MX-30

Hyundai Creta 2022