April 24, 2022
Motortrivia Team (7964 articles)

Toyota C-HR HEV GR Sport สปอร์ตทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะ

เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●   หลังทยอยเปิดตัวรถในกลุ่ม GR Sport รุ่นตกแต่งพิเศษเพิ่มความสปอร์ตให้ทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะ ตั้งแต่ อัลติส, รีโว่, ฟอร์จูนเนอร์ และ ครอส ล่าสุดเพิ่มรุ่น C-HR HEV GR Sport แนวคิดเดียวกับรุ่นที่เปิดตัวไปก่อนหน้า ภายนอกและภายในได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมให้ดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และทีเด็ดของรถในกลุ่ม GR Sport คือ การปรับระบบกันสะเทือนให้มีความสปอร์ตกระชับยิ่งขึ้น ขับสนุกมั่นใจ และยังคงความนุ่มนวลนั่งสบาย

ภายนอกแต่งเพิ่มพองาม

●   รูปลักษณ์ของ C-HR เดิมๆ ก็เน้นเส้นสายที่เฉียบคมอยู่แล้ว ชุดแต่ง GR-Sport จึงเพิ่มความหล่อเข้ม แต่ไม่รกรุงรัง สังเกตได้ว่าแม้เป็นรุ่นไฮบริด แต่โลโก้โตโยต้า ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ถูกเปลี่ยนเป็นสีดำเพื่อความเข้ม ไม่ใช่โลโก้เจือสีฟ้าแบบรถไฮบริดทั่วไป กันชนหน้าตกแต่งด้วยสีดำเงาหรือเปียโนแบล็ก ช่วยขับความสปอร์ตให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เสริมด้วยสเกิร์ตที่ด้านล่างของกันชนหน้า ช่วยให้รถดูมีมิติมากขึ้น และยังขับได้ปกติ ไม่ต้องระมัดระวังมาก เพราะไม่ได้ยื่นไปด้านหน้าหรือห้อยลงต่ำมากนัก เปลี่ยนสปอตไลท์เป็นแบบ LED ให้แสงขาวเข้ากับไฟหน้า ควรเปิดใช้งานเมื่อจำเป็น

●   ด้านข้างใส่สเกิร์ตทรงเฉี่ยว เติมเต็มมุมมองไม่ให้ดูโล่งจนเกินไป เปลี่ยนล้อแม็กเป็นขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/50/18 (รุ่นมาตรฐานล้อแม็ก 17 นิ้ว ยาง 215/60/17) สปริงชุดแต่งของ GR Sport ไม่ได้ลดความสูงลง ยังมีความห่างของซุ้มล้อกับยาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรถสไตล์ครอสโอเวอร์ ไม่ได้ดูโย่งจนเกินงาม ส่วนด้านหลังเสริมด้วยชุดสเกิร์ตที่กันชน มีไฟตัดหมอกหลังดวงใหญ่อยู่ตรงกลาง ลองเปิดกลางวันยังค่อนข้างรบกวนสายตา จึงควรเปิดใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ถ้าไม่อยากสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้ขับคันอื่น

●   รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมมีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวขึ้น แต่ยังคุมโทนคุมอารมณ์ของรถไว้ได้ดี มีความเป็นสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่ไม่วัยรุ่นจัดจนเกินไป ทำให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างพอสมควร วัยรุ่นขับแล้วดูไม่แก่ วัยทำงานหรือวัยใกล้เกษียณขับแล้วก็ไม่เหมือนยืมรถลูกหลานมาขับ

●   มิติตัวรถมีความยาว 4,360 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,565 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,550/1,570 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 154 มิลลิเมตร

ห้องโดยสารเน้นโทนดำเข้มขรึม

●   ใน C-HR รุ่นมาตรฐาน จะตกแต่งด้วยโทนดำ แซมด้วยสีแดงเข้มบริเวณกลางแผงประตู, บนแผงคอนโซล และที่เท้าแขนกลางเบาะหน้า แซมด้วยสีเงินเมทัลลิก แต่สำหรับ C-HR HEV GR Sport เปลี่ยนภายในเป็นสีดำล้วน ตกแต่งแซมด้วยสีเทาดำ ทำให้ภายในดูเข้มขรึมขึ้น

●   พวงมาลัยเพิ่มโลโก้ GR Sport เปลี่ยนหนังหุ้มพวงมาลัยช่วงบนเป็นหนังรู เปลี่ยนปุ่มสตาร์ทเป็น GR Sport เบาะนั่งทรงเดิม เปลี่ยนตะเข็บด้ายเป็นสีขาวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พนักพิงเบาะคู่หน้าปั๊มโลโก้ GR Sport

●   ภายในโดยรวมเปลี่ยนไม่เยอะแบบผิดหูผิดตา แต่ทำออกมาแล้วดูดี ให้อารมณ์สปอร์ตอย่างที่ตั้งใจ คุณภาพวัสดุและการประกอบโดยรวมก็ทำได้ดี สมราคา อุปกรณ์มาตรฐานหลักๆ ที่เพิ่มขึ้นคือ All-Speed Dynamic Radar Cruise Control WITH Lane Tracing Assist หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถลดความเร็วลงได้ถึง 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งกลับสู่ความเร็วที่ตั้งไว้ได้ ถ้าไม่มีรถขวางด้านหน้า มาพร้อมระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน

●   ส่วนระบบความปลอดภัยอื่น ก็ให้มาครบครันเหมือนเดิม ทั้งระบบเตือนจุดบอดด้านข้าง ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน และหน่วงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน และระบบเปิดไฟสูงอัตโนมัติเมื่อไม่มีรถด้านหน้า

ช่วงล่างคือไฮไลต์ของ GR Sport

●   สำหรับ C-HR HEV GR Sport มีการปรับทั้งในส่วนของสปริงและช๊อกฯ ให้มีความหนืดเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ได้ลดความสูงลง ขับสบายเหมือนเดิมไม่ต้องระวังมาก

●   ระบบกันสะเทือนเป็นแบบอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สัน ด้านหลังปีกนก 2 ชั้น พร้อมการปรับแต่งสไตล์ GR Sport ขับแล้วรู้สึกหนักแน่น แต่ไม่กระด้าง พวงมาลัยหนืดมือพอเหมาะ ตอบสนองการหมุนและการคืนพวงมาลัยได้กระฉับกระเฉงขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะแก้มยางที่เตี้ยลง

●   ขับใช้งานที่ความเร็วต่ำถึงปานกลาง รู้สึกถึงความหนักแน่นของระบบกันสะเทือนและพวงมาลัย ทั้งการให้ตัวของช่วงล่างที่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่วูบวาบ และความแน่นของช่วงล่างและพวงมาลัยเมื่อขับผ่านถนนขรุขระ เมื่อใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยยังคงมีความหนืดหน่วงไม่เบาหวิว ทำให้ใช้ความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ ถ้าขับด้วยความเร็วตามกฎหมายจะรู้สึกว่าผ่อนคลาย และสามารถควบคุมรถได้แม้เกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องเปลี่ยนเลนกะทันหัน มีตัวช่วยครบทั้ง VSC และ TRC

●   ระบบกันสะเทือนชุดนี้ถือว่าปรับแต่งมาได้ลงตัว อยากสนุกก็รองรับได้ดีในระดับหนึ่ง ขับใช้งานทั่วไปก็หนักแน่นให้ความมั่นคงมั่นใจ แต่ไม่แข็งกระด้างเกินไป ช๊อกฯ หนืดพอเหมาะ ดึงรั้งการยืดตัวของสปริงได้อย่างทันท่วงที ไม่มีอาการกระเด้งกระดอน ยาง 18 นิ้ว ซีรีส์ 50 ก็ไม่ได้ลดทอนความสบาย แต่กลับให้ความรู้สึกของพวงมาลัยที่มีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย

●   ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อน ให้ความรู้สึกในการเหยียบใกล้เคียงรถสันดาปภายใน สร้างแรงเบรกได้อย่างมั่นใจ มาพร้อมตัวช่วยมาตรฐานทั้ง ABS, EBD และ BA

เครื่องยนต์ไม่เปลี่ยนแปลง

●   ระบบไฮบริดยังคงเน้นความประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 600 โวลต์ มีกำลัง 53 กิโลวัตต์ แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร ให้กำลังขับเคลื่อนรวมทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า แบตเตอรี่ไฮบริดเป็นแบบ นิกเกิล-เมทัล ไฮดราย 28 โมดูล 168 เซลส์ 201.6 โวลต์

●   ขับใช้งาน 4 วัน ไม่ได้ปั้นตัวเลข มีทั้งในเมืองและทางไกลใช้ความเร็วสูงบางช่วง รถโล่งบ้างติดสาหัสบ้าง ยังได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแตะ 20 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าเน้นความประหยัดในยุคน้ำมันแพงคงไม่ผิดหวัง ส่วนสมรรถนะและอัตราเร่ง ต้องเรียนรู้จังหวะการกดคันเร่งสักพัก แล้วจะขับได้สนุกอย่างคาดไม่ถึง

●   โตโยต้า C-HR HEV GR Sport ตกแต่งภายนอกภายในเพื่อบ่งบอกความแตกต่าง ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ตลอดการขับคือ การปรับเซตช่วงล่างใหม่ ล้อและยางขนาดใหม่ ทำให้ความรู้สึกในการขับดีขึ้นเยอะ แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐานของรถใช้งาน คือมีความนุ่มนวลนั่งสบายไม่กระด้างหรือกระแทก แต่ก็ขับสนุกขึ้นจากการตอบสนองของช่วงล่างและพวงมาลัยที่ฉับไวขึ้นเล็กน้อย หนึบแน่นขึ้นอีกหน่อย ที่สำคัญคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้โดยไม่ต้องขับเร็ว     ●

ขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

Test Drive : 2022 Toyota C-HR HEV GR Sport