May 19, 2022
Motortrivia Team (7928 articles)

2022 Land Rover Range Rover เจนเนอเรชั่น 5 เปิดตัวในไทย

motortrivia

●   บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ในนาม จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย เปิดตัว SUV หรูขนาดฟูลไซส์ Range Rover รุ่นใหม่ (Land Rover Range Rover) เจนเนอเรชั่นที่ 5 โดยการเปิดตัวเป็นแบบออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ค แฟนเพจ facebook.com/ThailandLandRover เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

●   Range Rover ใหม่รหัสตัวถัง L460 นับเป็นรถรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์มโมดูลาร์แบบใหม่ MLA-Flex (Modular Longitudinal Architecture) ซึ่งหลังจากนี้ JLR ก็จะใช้ในการผลิต Range Rover Sport เจนเนอเรชั่นที่ 3 เป็นรุ่นต่อไป โดยแพลทฟอร์มความยืดหยุ่นสูงนี้จะสามารถติดตั้งระบบขับเคลื่อนได้ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และไฟฟ้าล้วนแบบแบตเตอรี่

●   เมื่อเทียบกับ Range Rover รุ่นปัจจุบันเจนเนอเรชั่น 4 รุ่นพื้นฐานของ Range Rover ใหม่จะมากับความยาว 5,052 มม. (รุ่นฐานล้อยาว 5,252 มม.) กว้าง 2,047 มม. (LWB 2,048 มม.) ความสูงเท่ากัน 1,870 มม. ระยะฐานล้อหน้าถึงหลัง 2,997 มม. (LWB 3,197 มม.)

●   ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมชุดไฟ LED รอบคัน, ชุดไฟหน้า LED ใหม่แบบดิจิทัล มีช่วงลำแสงถึง 500 เมตร, เทคโนโลยีไฟหน้าแบบปรับอัตโนมัติ Adaptive Front Lighting พร้อมเทคโนโลยีการฉายภาพเมื่อสตาร์ทเครื่อง, ระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัตินี้ จะช่วยให้ผู้ขับรถสวนไม่เกิดอาการตาพร่า ขณะเดียวกันก็ให้ระดับแสงที่เหมาะสมสำหรับผู้ขับด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเบี่ยงแสงไฟแบบคาดการณ์ขณะขับ (Predictive Dynamic Bending Light) โดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทางเพื่อปรับลำแสงสำหรับมุมถนนที่เข้ามาใกล้แบบรีลไทม์ ปิดท้ายด้วยฟังก์ชั่นไฟช่วยขับ (Manoeuvring Light) แบบใหม่ ทำงานร่วมกับระบบกล้องรอบด้าน 3 มิติ ช่วยให้ผู้ขับเพิ่มทัศนวิสัยในสภาพแวดล้อมแสงน้อยที่ความเร็วต่ำได้อย่างมั่นใจ

●   ห้องโดยสารมีทั้งแบบ 4, 5 หรือ 7 ที่นั่ง อุปกรณ์มาตรฐานมีอาทิ มาตรวัดฟูลดิจิทัลขนาด 13.7 นิ้ว, จอแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ขนาด 13.1 นิ้ว รันด้วยระบบ Pivo Pro ระบบสัมผัสเป็นแบบสั่น (haptic) รองรับการใช้งานผู้ช่วยเสมือนผ่าน Amazon Alexa และการอัพเดทระบบปฏิบัติการแบบ over-the-air, ถาดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Cabin Air Purification Pro กรองฝุ่น PM2.5 พร้อมเทคโนโลยี nanoe X ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์, แบคทีเรีย, ไวรัส และสารก่อภูมิแพ้ รวมถึงไวรัส SARS-CoV-2

●   ปิดท้ายด้วยระบบซาวด์ซิสเต็มจากแบรนด์เครื่องเสียงไฮเอนด์อย่าง Meridian กำลังขับ 1,600 วัทท์ พร้อมลำโพงเสริม 20 วัทท์ แบบฝังพนักพิงศีรษะ นอกจากนี้ ชุดลำโพงทั้ง 35 ตัวของระบบ จะทำหน้าที่เป็นระบบตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) เพื่อเพิ่มความเงียบในห้องโดยสารด้วย

●   สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เรนจ์โรเวอร์มีชุดระบบ Rear Seat Entertainment แบบใหม่ ประกอบด้วยจอทัชสกรีนความละเอียดสูงขนาด 11.4 นิ้วแบบปรับได้ ติดตั้งอยู่ที่ด้านหลังของพนักพิงด้านหน้า ตัวระบบสามารถแยกการทำงานได้อย่างอิสระ รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาที่มีพอร์ท HDMI และในขณะที่ใช้งาน Wi-Fi Hotspot ผู้โดยสารแถวหลังยังสามารถใช้งานสมาร์ท TV ในขณะเดินทางได้ด้วยอุปกรณ์ควบคุมหน้าจอบนเบาะหลังขนาด 8 นิ้ว ที่ติดตั้งอยู่บนที่เท้าแขนตรงกลางแบบ Executive Class

●   ช่วงล่างแบบถุงลมของ Range Rover มาพร้อมฟังก์ชั่นแปรผันอัตโนมัติที่อาศัยข้อมูลจาก eHorizon Navigation ในการประเมินเส้นทางข้างหน้า และเตรียมปรับระบบช่วงล่างให้ตอบสนองกับสภาพพื้นผิวอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) และระบบช่วยบังคับเลี้ยว (Steering Assist) จะทำงานร่วมกันเพื่อให้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงความเร็วกะทันหันเป็นไปอย่างราบรื่น

●   อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ซึ่งมีจุดเด่นที่ระบบ IDD หรือ Intelligent Driveline Dynamics จัดสรรแรงบิดแบบอัตโนมัติ on-demand โดยชุดระบบ IDD จะคอยตรวจจับอาการของตัวรถ และจัดสรรแรงบิดไปยังเพลาหน้าทันที หากตัวรถมีท่าทีว่าจะสูญเสียการยึดเกาะ และระบบ Dynamic Response Pro ป้องกันการพลิกคว่ำ

●   ในเบื้องต้น JLR จะเริ่มทำตลาดโลกด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น โดยรุ่นย่อย P400 ใช้เครื่องยนต์เบนซินตระกูล Ingenium แบบ 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ เสริมกำลังด้วยระบบ Mild hybrid เทคโนโลยี 48V ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF กำลังรวมทั้งระบบผลิตได้ 400 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 56 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 5.5 วินาที

●   ต่อด้วยรุ่นย่อย P530 ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่การใช้เครื่องยนต์เบนซินตระกูล N63 ของบีเอ็มดับเบิลยูเป็นต้นกำลัง โดยเครื่องยนต์บล็อคนี้เป็นเครื่องยนต์ที่ BMW และ JLR พัฒนาร่วมกันภายใต้ข้อตกลงในการแชร์เทคโนโลยีของทั้ง 2 บริษัทตั้งแต่ช่วงปี 2019 ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบเบนซิน V8 ความจุ 4.4 ลิตร ทวิน-เทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์ลูกเดียวกัน กำลังสูงสุด 530 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 76.4 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 4.4 วินาที ปัจจุบันฝั่งบีเอ็มดับเบิลยูใช้งานอยู่ใน BMW X7 M50i

●   ฝั่งยุโรปซึ่งมีกฏมลพิษที่เข้มงวดกว่า จะทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3 รุ่นย่อย ประกอบด้วย D250, D300 และ D350 ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ดีเซลตระกูล Ingenium แบบ 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร เสริมด้วยระบบ Mild hybrid 48V แยกเป็น 3 ช่วงกำลังตามชื่อเกรดรุ่นย่อย คือ 250 แรงม้า พร้อมแรงบิด 61.2 กก.-ม. ต่อด้วย 300 แรงม้า แรงบิด 66.1 กก.-ม. และ 350 แรงม้า แรงบิด 71.3 กก.-ม.

●   นอกจากนี้ยังมีรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ให้อีก 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย P440e และ P510e ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์เบนซินตระกูล Ingenium แบบ 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัทท์ ติดตั้งแบบควบรวมกับระบบส่งกำลัง เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคลิเธียม-ไอออน ความจุ 38.2 กิโลวัทท์-ชม. กำลังรวมทั้งระบบตามชื่อตัวเลขรุ่นย่อย คือ 440 แรงม้า แรงบิด 63.1 กก.-ม. และ 510 แรงม้า แรงบิด 71.3 กก.-ม.

●   Range Rover ใหม่รุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เลือกโหมดในการขับได้ 3 รูปแบบระหว่าง EV Mode, Save Mode หรือ Hybrid Mode ส่วนโหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 80 – 100 กม. และสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ 140 กม./ชม.

●   ส่วนรุ่นไฟฟ้าล้วนแบบแบตเตอรี่ JLR ยังไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ในเวลานี้ จนกว่าจะถึงช่วงเปิดตัวและทำตลาดในปี 2024

●   สำหรับบ้านเรา อินช์เคป ประเทศไทย จะแยกการจำหน่ายเป็น 4 รุ่นย่อย แยกเป็นรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 3 รุ่น (ฐานล้อสั้น SWB 2 รุ่น และฐานล้อยาว LWB 1 รุ่น) และรุ่นดีเซล 1 รุ่น โดยรุ่นสุดหรูเกรด Autobiography จะใช้เลย์เอาท์ห้องโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ส่วนรุ่นฐานล้อยาวนั้น จะมีออปชั่นเป็นเบาะแถวที่ 3 ซึ่งรองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คนให้เลือก ประกอบด้วย :

  • 3.0 PHEV AWD Autobiography Plus (SWB) ราคา 11,499,000 บาท
  • 3.0 PHEV AWD SV Plus (SWB) ราคา 15,999,000 บาท
  • 3.0 PHEV AWD Autobiography Plus (LWB) ราคา 11,999,000 บาท
  • 3.0 Diesel AWD Autobiography Plus (LWB) ราคา 15,999,000 บาท

●   ทุกรุ่นมาพร้อมแพคเกจบริการหลังการขาย Land Rover Care นาน 5 ปี ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพรถยนต์, บริการบำรุงรักษาตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง 5 ปี

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเชิญได้ที่ โทร. 02-007-0008 หรือชมคันจริงที่โชว์รูมแลนด์โรเวอร์ ชั้น 2 สยามพารากอน หรือเว็บไซท์ www.landrover.co.th หรือแฟนเพจ facebook.com/ThailandLandRover

Grand Opening : 2022 Land Rover Range Rover