July 24, 2022
Motortrivia Team (7953 articles)

2024 Chevrolet Blazer EV ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าที่จะมาพร้อมตรา SS

เรื่อง : AREA 54

●   ตราสัญลักษณ์ “SS” หรือ Super Sport อยู่คู่กับรถสมรรถนะสูงของเชฟโรเลตมาตั้งแต่ปลายยุค 50s นับจากที่เชฟโรเลตเผยโฉมตัวแข่งโรดสเตอร์ Chevrolet Corvette SS เป็นครั้งแรกในปี 1957 ล่าสุดเชฟโรเลตประกาศว่าจะนำตราสัญลักษณ์ SS มาใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่เป็นครั้งแรก นั่นหมายความว่า Chevrolet Blazer EV ซึ่งจะเริ่มผลิตในปี 2023 โดยตีตราจำหน่ายเป็นรถรุ่นปี 2024 จะเป็นรถแบตเตอรี่สมรรถนะสูงรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เชฟโรเลต

●   คุณผู้อ่านที่ชอบค้นข้อมูลรถคลาสสิคในอดีต น่าจะคุ้นหูกับชื่อ Blazer ในระดับหนึ่ง… ช่วงปี 2018 นั้นเชฟโรเลตได้นำชื่อของ Blazer กลับมาอีกครั้งหลังจาก SUV ฟูลไซส์ Chevrolet K5 Blazer ได้ยุติการผลิตไปในปี 1991 ครั้งนั้น Chevrolet Blazer ใหม่ได้กลับมาในร่างของรถครอสโอเวอร์ SUV ขนาดกลาง เครื่องยนต์สันดาปภายใน และทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบัน

●   สำหรับ Chevrolet Blazer EV นั้น แม้จะใช้ชื่อ Blazer ในการทำตลาดเหมือนกัน ทว่าตัวรถจะไม่มีความเกี่ยวพันกันในเชิงวิศวกรรมแต่อย่างใด Blazer ICE นั้นผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์ม C1XX ซึ่งเจนเนอรัล มอเตอร์ส ใช้ผลิต Cadillac XT5 ส่วน Blazer EV จะผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์มใหม่ BEV3 หรือ General Motors BEV3 platform ซึ่ง GM จะใช้ผลิตรถไฟฟ้าในเครือรุ่นปี 2023 เป็นต้นไป (ปัจจุบัน GM ใช้ผลิต Cadillac Lyriq รุ่นปี 2023)

●   ไฮไลท์สำคัญคือ ในจำนวนรถรุ่นใหม่นี้ ครอสโอเวอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฮอนด้าอย่าง Honda Prologue ซึ่งมีข่าวลือว่าจะใช้แบตเตอรี่แพคชุดใหม่ที่ GM ใช้ชื่อว่า “Ultium” ก็จะผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์ม BEV3 ของ GM เช่นกัน

●   เชฟโรเลตยังไม่ปล่อยรายละเอียดของ Blazer EV ใหม่ทั้งหมดในเวลานี้ เบื้องต้นการจำหน่ายจะแยกเป็น 4 เกรดรุ่นย่อย ประกอบด้วย 1LT, 2LT, RS และเวอร์ชั่นสมรรถนะสูง SS ระบบขับเคลื่อนมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับหน้า หรือขับหลัง และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ หมุนล้อแบบ AWD

●   จุดเด่นคือ ทุกรุ่นย่อยจะไม่มีการกั๊กสเปคพื้นฐาน ยกเว้นการตกแต่งหรือออปชั่นในกลุ่มอำนวยความสะดวกที่ไม่มีก็ไม่เป็นไร โดย Blazer EV ทุกรุ่นย่อยจะมากับมาตรวัดฟูลดิจิทัลขนาด 11 นิ้ว, จอทัชสกรีนสำหรับแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ขนาด 17.7 นิ้ว, ชุดไฟ Full LED รอบคัน และรองรับฟาสท์ชาร์จที่กำลังไฟสูงสุด 190 กิโลวัทท์ ระยะทางในการขับประมาณ 397 – 466 กม. ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

●   ส่วนออปชั่นที่ต่างกันมีอาทิ ขนาดล้อ (19, 21, 22 นิ้ว), ชุดไฟตกแต่งภายนอกแบบ LED, ตราสัญลักษณ์โบว์ไทแบบเรืองแสง, พวงมาลัยท้ายตัดพร้อมระบบอุ่นพวงมาลัย หรือฟังก์ชั่นเปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เป็นต้น… หากเราๆ มีโอกาสซื้อหามาใช้งาน จะเห็นว่ารุ่นพื้นฐานที่ราคาประหยัดที่สุดก็มีอุปกรณ์มาตรฐานเพียงพอแล้ว (แต่ก็ต้องรอดูออปชั่นของชุดระบบช่วยขับและระบบความปลอดภัยในกลุ่ม ADAS อีกที)

●   ยกตัวอย่าง ชุดระบบช่วยขับกึ่งอัตโนมัติ Super Cruise หากติดตั้งมาให้ในรุ่นพื้นฐาน (น่าจะยาก) Blazer EV ก็คงจะเป็นรถที่คุ้มค่าที่สุดคันหนึ่งในตลาดครอสโอเวอร์ ระบบนี้ออกแบบมาให้ผู้ขับสามารถละมือจากพวงมาลัยได้ 100% ในขณะใช้งานระบบแปรผันความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) “ในบางสถานการณ์” ทว่าจะมีต้องมีเงื่อนไขนิดหน่อย ใครสนใจอ่านได้ที่ลิงค์นี้ ปัจจุบันตัวระบบสามารถใช้งานบนนเส้นทางสายหลักๆ ของทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา คิดเป็นระยะทางมากกว่า 322,000 กม. ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นไฮเวย์เส้นหลักๆ ไม่ใช่ถนนย่อยที่ซับซ้อนจนเกินไป

●   เชฟโรเลตจะเริ่มจำหน่าย Blazer EV ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 เป็นต้นไป รุ่นพื้นฐาน 1LT หมุนล้อแบบ FWD ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 44,995 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท, รุ่นกลาง 2LT FWD หรือ AWD เริ่มต้นที่ 47,595 ดอลลาร์ หรือราว 1.8 ล้านบาท, รุ่นสปอร์ต RS FWD หรือ AWD หรือ RWD เริ่มต้นที่ 51,995 ดอลลาร์ หรือราว 2 ล้านบาท ส่วนรุ่นสมรรถนะสูง SS AWD เท่านั้น ราคา 65,995 ดอลลาร์ หรือราว 2.5 ล้านบาทครับ     ●

2024 Chevrolet Blazer EV