November 13, 2022
Motortrivia Team (8192 articles)

Nissan Kicks e-POWER (2nd Generation) Autech น้ำมัน 1 ถัง 4 จังหวัด 600 กิโลเมตร

เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●   หลังจากได้สัมผัสคันจริงกันอย่างเต็มอิ่ม พร้อมทดลองขับสั้นๆ กันไปแล้ว คราวนี้นิสสันจัดให้ขับกันยาวๆ กับทริปที่แบ่งเป็น 3 เส้นทางหลัก ทีมงานมอเตอร์ทริเวียได้ร่วมทริปในช่วงที่ 2 ขับกันเต็มอิ่มบนเส้นทางจากพิษณุโลกไปส่งไม้ต่อให้กลุ่มต่อไปที่อุดรธานี ระยะทางรวม 2 วัน ประมาณ 550 กิโลเมตร กับน้ำมัน 1 ถัง 41 ลิตร ขับผ่าน 4 จังหวัด พิษณุโลก เลย หนองคาย และอุดรธานี ครบถ้วนทุกสภาพเส้นทาง ทั้งคดโค้งขึ้นลงทางลาดชัน ทางตรงโล่งยาว และถนน 2 เลนสวน

วันแรก พิษณุโลก-เลย กว่า 340 กิโลเมตร

●   นัดหมายกันที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ 5.30 น. เพื่อบินไฟลท์เช้าไปลงที่สนามบินพิษณุโลก นั่งรถตู้ไปที่ร้านกาแฟ MADE FOR MOUTH CAFE AND RESTAURANT เพื่อฟังบรรยายสรุปเส้นทางและเริ่มขับรถจากจุดนี้ รถทุกคันเป็น Kicks รุ่น Autech ผมรับอาสาขับก่อน เป็นการขับที่อุ่นใจเพราะเพื่อนที่ขับคู่กันเป็นนักเดินทาง และเคยมาเส้นทางนี้หลายครั้งแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจจึงใช้บริการของ Google Map ที่เชื่อมต่อผ่าน Apple CarPlay ด้วยพอร์ท USB-A แสดงเส้นทางที่ทีมงานนิสสันส่งมาให้ทางไลน์กลุ่ม บนจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่คอนโซลกลาง

●   ปรับตำแหน่งท่าขับให้ถูกต้อง เซต 0 ข้อมูลการขับ แล้วเริ่มเคลื่อนขบวน จุดหมายแรกคือร้านอาหารกลางวัน ภูนาคำ รีสอร์ท อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงเศษ เพราะเส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยว มีทีมงานขับนำและปิดท้ายด้วยนิสสัน นาวาร่า ส่วนรถช่างภาพเป็นนิสสัน เทอร์ร่า ในรถทุกคันมีวิทยุสื่อสารแจ้งเส้นทางล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

ชอบใจช่วงล่างและ e-Pedal Step

●   ระหว่างทางก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรถรุ่นนี้ โดยเฉพาะสมรรถนะการขับซึ่งได้สัมผัส ณ เวลานั้น ที่ชอบใจเป็นพิเศษและเหมาะกับเส้นทางที่ขับคือ ระบบกันสะเทือน พวงมาลัย และเบรก ที่ทำให้ขับได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน มั่นใจและไม่เครียด ระบบกันสะเทือนระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชันบีม คอยล์สปริง เซตมาได้กลมกล่อมลงตัวทั้งการยึดเกาะถนนและความนุ่มนวล ขับเข้าโค้งด้วยความเร็วค่อนข้างสูงได้อย่างมั่นคง ไม่ยวบยาบหรือเอียงจนน่าหวาดเสียว การทำงานของช่วงล่างค่อนข้างกระชับหนักแน่น น้ำหนักพวงมาลัยค่อนข้างตึงมือ ไม่เบาหวิวจนขาดความมั่นใจ ถ้านั่งขับในตำแหน่งท่านั่งที่ถูกต้องก็จะไม่รู้สึกว่าพวงมาลัยหนักเกินไป ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ทำงานได้ตามมาตรฐาน ไม่มีอาการเบรกไหล

●   อีกระบบที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้เวลาขับทางไกลคือ e-Pedal Step ที่ปรับปรุงการทำงานให้นุ่มนวลขึ้น สอดคล้องกับการใช้งานจริงมากขึ้น แต่จะไม่เบรกจนรถหยุดนิ่ง ทำให้ขับบนทางคดเคี้ยวได้อย่างมั่นใจ ขับง่ายขึ้น และลดความเมื่อยล้าได้ดี ก่อนถึงโค้งก็ผ่อนคันเร่งเพื่อลดความเร็ว ระบบก็จะเบรกให้ด้วยน้ำหนักการเบรกที่พอเหมาะพอดี เหลือบดูบนหน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้วในชุดมาตรวัด ซึ่งมีภาพกราฟิกไฟเบรกสว่างขึ้นเพื่อเตือนรถคันหลัง ถ้าขับด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับองศาความโค้ง และเว้นระยะห่างจากคันหน้าเพียงพอ ก็จะไม่ต้องยกเท้ามาแตะเบรกเพิ่ม เท้าขวาประคองคันเร่ง มือควบคุมพวงมาลัยผ่านโค้งไป แล้วกดคันเร่งเพิ่มความเร็วต่อได้เลย

●   ตอนแรกก็กังวลว่าถ้าใช้ e-Pedal Step ไฟเบรกจะสว่างพร่ำเพรื่อหรือติดบ่อยเกินไปจนคันหลังรำคาญหรือเสียจังหวะหรือไม่ แต่เท่าที่สังเกตจากภาพกราฟิกบนมาตรวัด ไฟเบรกก็ไม่ได้ติดทุกครั้งที่ e-Pedal Step ทำงาน ต้องมีการเบรกที่หนักในระดับหนึ่ง ไฟเบรกถึงจะติดสว่างขึ้น ทำให้ขับและใช้ระบบนี้ได้อย่างไม่ต้องกังวล ช่วงขับผ่านเมืองลองใช้ระบบนี้ ก็เบรกให้อย่างนุ่มนวลกว่าเดิม จนกระทั่งรถใกล้หยุดสนิทผู้ขับค่อยยกเท้าขวามากดแป้นเบรก ช่วยลดความเมื่อยล้าได้ทั้งการขับในเมืองและทางไกล ใช้งานง่ายแทบไม่ต้องปรับตัวหรือปรับลักษณะนิสัยการขับ และเบรกได้อย่างนุ่มนวล

ห้องโดยสารเงียบกว่าที่คิด ให้สัมผัสที่ดีขึ้น

●   อีกจุดที่นิสสันตั้งใจปรับปรุง แล้วก็ทำได้ดีบรรลุวัตถุประสงค์ ก็คือ สภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสาร ที่เพิ่มในส่วนของผิวสัมผัสที่เป็นแบบ Soft Touch โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายบ่อยๆ ลดชิ้นส่วนพลาสติกแข็ง ทำให้ห้องโดยสารดูดีขึ้น ให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน มีแค่บางจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังสะดุดอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่และมองข้ามไปได้ เช่น ดีไซน์ของปุ่มกระจกข้างไฟฟ้า หรือก้านบนคอพวงมาลัย รวมทั้งตัวโคมไฟส่องแผนที่ ซึ่งดูแล้วไม่เข้ากับรถที่ออกแนวโฉบเฉี่ยวล้ำยุค แต่การกดใช้งานก็รู็สึกหนักแน่นมั่นคงดี กับวัสดุหุ้มพวงมาลัย ถ้าใช้หนังที่เนื้อละเอียดกว่านี้ก็น่าจะให้สัมผัสที่ดีกว่าเดิม

●   ข้อติติงเล็กน้อยในเรื่องดีไซน์ ถูกกลบไปด้วยความเงียบภายในห้องโดยสาร ที่ทำได้ดีเกินคาด ขับทางโล่งเพลินๆ เหลือบดูความเร็วขึ้นไปป้วนเปี้ยนแถว 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเก็บเสียงลมปะทะทำได้ดีจริงๆ รวมทั้งเสียงเครื่องยนต์ที่ปั่นไฟในรอบสูง ก็ไม่ได้ดังจนรับไม่ได้ เสียงยางก็ค่อนข้างเงียบ ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะเปลี่ยนมาใช้ยางคุณภาพดีขึ้น การประกอบชิ้นส่วนภายในก็น่าจะทำได้ดีและแน่นหนาในระดับหนึ่ง ขับทางขรุขระไม่มีเสียงก๊อกแก๊กกวนใจ

2ND GENERATION E-POWER ขับสนุก แซงสบาย

●   ไฮไลต์ของการปรับโฉม Kicks ก็คงจะหนีไม่พ้น ระบบ E-POWER เจนเนอเรชั่นที่ 2 หลักๆ คือ มอเตอร์แรงขึ้น แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น ขับในโหมด EV ได้นานขึ้น และลดความถี่ในการปั่นไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ตลอดเส้นทางครั้งนี้ไม่มีโอกาสได้ปั้นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองสวยๆ มีแต่ขยี้คันเร่งกันสุดๆ เพราะต้องเร่งแซงเผื่อระยะให้เพื่อนที่ขับตามหลังมาด้วย เพราะเส้นทางหลายช่วงเป็น 2 เลนสวน คดเคี้ยวและลาดชัน ไม่ได้ขับแบบปกติหรือขับเดินทางท่องเที่ยวแบบชิลๆ เรื่องอัตราสิ้นเปลืองขณะเดินทางไกลจึงไม่น่าจะใช้อ้างอิงได้

●   ในส่วนของสมรรถนะการขับเคลื่อน หลังจากทดลองขับแล้วก็รู้สึกว่าทำได้ดีกว่าที่คิด มีการตอบสนองคันเร่งที่ทันใจพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อขับจนรู้จังหวะของรถแล้ว จะแซงได้อย่างเฉียบขาดมากขึ้น แต่ก็แน่นอนว่าเครื่องยนต์จะทำงานในรอบสูงเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าส่งให้มอเตอร์ใช้ในการขับเคลื่อนรถ โหมดการขับแบบ Sport และ Eco มีการตอบสนองคันเร่งที่ต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะที่ความเร็วสูงและอยู่ในโหมด EV โหมด Eco จะรู้สึกว่าคันเร่งหนักๆ หน่วงๆ ต้องกดคันเร่งลึกหน่อยรถถึงจะพุ่ง ส่วนในโหมด Sport จะรู้สึกเหมือนคันเร่งเบาลง แตะเบาๆ รถก็พุ่งได้อย่างทันใจ

●   ลองเล่นโหมด Sport EV แล้วติดใจ ถ้าเห็นว่าแบตเตอรี่ไฮบริดใกล้เต็มเมื่อไร จะกดใช้โหมด EV ทันที ในโหมดนี้สามารถกดคันเร่งลึกๆ ได้โดยเครื่องยนต์ไม่ทำงาน จนกว่าไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไฮบริดจะใกล้หมด ขับได้ไกลและใช้ความเร็วได้สูงพอสมควร ได้อารมณ์คล้ายขับรถ EV แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟฟ้า ขับจากจุดสตาร์ทมาถึงร้านอาหารกลางวัน ก็จะได้ข้อมูลการขับตามภาพประกอบ ระยะทางขับช่วงแรก 150.1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2.15 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 66 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17.1 กิโลเมตรต่อลิตร อยู่ในระดับที่น่าพอใจเพราะอย่างที่บอกว่าขับเร็ว ขึ้นเนินชัน และเร่งแซงบ่อยครั้ง

ภูเก้าง้อม หนึ่งใน POI ของจังหวัดเลย

●   อิ่มมื้อกลางวันหนังตาเริ่มตก เลยแตะมือสลับให้เพื่อนขับบ้าง จุดหมายต่อไปอยู่ที่จุดชมวิวภูเก้าง้อม อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ระยะทางไม่ไกลแค่ประมาณ 20 กิโลเมตร แต่เส้นทางท้าทายลาดชันคดเคี้ยว เมื่อไปถึงจุดชมวิวแล้วคุ้มค่า เพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาว แสงสวย ฟ้าโปร่ง แดดจัด แต่อากาศไม่ร้อน แวะถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วขับอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ย้อนมาที่ร้านกาแฟ Woori café เพื่อจิบกาแฟท่ามกลางบรรยากาศสวยๆ ก่อนมุ่งหน้าเข้าที่พัก โรงแรมเชียงคานริเวอร์วอล์ค อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระยะทางช่วงสุดท้ายของวันแรก ประมาณ 120 กิโลเมตร ขับได้ประมาณครึ่งทางก็แวะเข้าห้องน้ำอีกครั้งก่อนเข้าเมืองเผื่อรถติดในช่วงเย็น ผมสลับมาเป็นผู้ขับอีกรอบ ปรากฎว่าเมื่อพ้นช่วงเมืองไปแล้ว รถโล่ง ทางเรียบกว้าง 4 เลน ได้ลองสมรรถนะกันอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมากนักเพราะไม่คุ้นเส้นทาง ปิดทริปวันแรกด้วยระยะทาง 341.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5.41 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.0 กิโลเมตรต่อลิตร

●   16.50 น. ถึงที่พักโรงแรมเชียงคานริเวอร์วอล์ค แยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนจะรวมตัวกันอีกครั้งตอน 6 โมงเย็น เดินไปใกล้ๆ แค่ 500 เมตร กินมื้อเย็นที่ร้านเฮือนหลวงพระบาง อิ่มแล้วเดินเล่นบนถนนคนเดินที่ผู้คนยังไม่พลุกพล่านมากนัก เนื่องจากเป็นวันธรรมดาและยังไม่ถึงช่วงหยุดยาว ซึมซับอากาศที่กำลังเย็นสบาย 23-24 องศา แต่ก่อนนอนต้องปิดแอร์ ตื่นเช้ามืดตั้งใจไปเดินเล่นที่ทางเดินเลียบแม่น้ำโขง เจออุณหภูมิ 18 องศาถึงกับต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่ห้องพัก เพราะไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามารับมือ ได้แค่ชะโงกไปชมสายหมอกที่ปกคลุมแน่นหนาแทบมองไม่เห็นประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม

วันที่ 2 เลย-หนองคาย-อุดรธานี 250 กิโลเมตร

●   ช่วงเช้าเพื่อนขับรถออกไปถ่ายรายการ ระยะทางไป-กลับประมาณ 20 กิโลเมตร จากนั้นออกเดินทางสบายๆ 10.00 น. ขับเลาะริมโขงไปยังร้านกาแฟ ฮักโขง กาแฟสด ณ สังคม จังหวัดหนองคาย เส้นทางช่วงแรกนี้ขับเพลินๆ ใช้ความเร็วไม่สูงนัก Kicks เป็นรถที่ขับง่ายขับเพลิน ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ตัวรถไม่สูงมากจนโคลงเคลง ไม่ต้องเซตช่วงล่างให้แข็งมากเพื่อลดความโคลง จึงมีทั้งความนุ่มนวลและเกาะถนนดี มีความสูงกว่าเก๋งพอสมควร ขับง่าย ไม่ต้องระวังมาก ตำแหน่งที่นั่งให้ทัศนวิสัยที่ดี เข้าออกสะดวก ความกว้างขวางของห้องโดยสารก็เป็นไปตามขนาดของรถ นั่ง 2 คนด้านหน้าสบายๆ ส่วนเบาะหลังถ้าตัวไม่สูงใหญ่มากก็ยังพึ่งพาได้ เซต 0 ก่อนออกเดินทาง ช่วงแรกจากที่พักถึงร้านกาแฟ 99.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.49 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 54 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 20.6 กิโลเมตรต่อลิตร

●   จากนั้นสลับผู้ขับ มุ่งหน้าร้านอาหารกลางวัน ครัวเวียงจันทร์ อยู่ในตัวเมืองหนองคาย ระยะทาง 70 กิโลเมตร อิ่มแล้วสลับผู้ขับอีกครั้ง ยังมีเวลาเหลือเยอะจึงเดินทางไปที่ที่ศาลาแก้วภู่ เป็นจุดแวะเพิ่มเติมนอกเหนือโปรแกรม จากนั้นจึงมุ่งหน้าสนามบินอุดรธานี ระหว่างเดินทางทีมงานนิสสันสอบถามผ่านวิทยุสื่อสารว่า มีรถคันไหนระยะทางขับด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตรบ้าง จะได้แวะเติม ปรากฎว่ามีคันเดียวที่ต้องเติมน้ำมันเพิ่ม ส่วนคันที่ขับเหลือน้ำมันเชื้อเพลิงขับได้ราว 91 กิโลเมตร จึงไม่ต้องเติม

●   เดินทางช่วงสุดท้ายระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตร ผ่านเมือง มีติดไฟแดงบ่อยครั้ง ไฟเตือนน้ำมันหมดถังเปลี่ยนเป็นสีแดง ไม่โชว์ระยะทางที่ขับได้ แสดงว่าน้ำมันใกล้หมด พยายามขับให้รถชาร์จไฟฟ้าขณะชลอความเร็ว เมื่อแบตฯ ไฮบริดเต็มก็เปิดใช้โหมด EV ขับถึงสนามบินอุดรธานีโดยสวัสดิภาพ ระยะทางรวมตลอดทริปประมาณ 600 กิโลเมตร น้ำมันเต็มถัง 41 ลิตร คิดคร่าวๆ จะได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.6 กิโลเมตรต่อลิตร        ●

ขอบคุณ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

Group Test : 2022 Nissan Kicks e-POWER Autech