March 22, 2023
Motortrivia Team (10468 articles)

2023 Bangkok Motor Show เริ่มแล้ววันนี้ – 2 เมษายน 2566

motortrivia

●   กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยชูแนวคิด “Colorful Experience ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” โดยปีนี้มีบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าร่วมมากกว่า 40 แบรนด์ ตัวงานมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม- 2 เมษายน 2566 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00 – 22.00 น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

●   แคมเปญพิเศษหลักมี (1) ซื้อบัตรเข้าชมงานพร้อมตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับรางวัลเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รางวัลที่ 1 รถยนต์ไฟฟ้า Neta V มูลค่า 549,000 บาท, รางวัลที่ 2 รถจักรยานยนต์ Kawasaki KLX230 มูลค่า 145,200 บาท, รางวัลที่ 3 รถจักรยานยนต์ Yamaha Fazzio มูลค่า 52,323บาท, รางวัลที่ 4 รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy Urban มูลค่า 48,800 บาท และรางวัลที่ 5 รถจักรยานยนต์ Suzuki Address 125 มูลค่า 46,500 บาท

●   (2) เมื่อผู้เข้าชมจองรถ หรือจักรยานยนต์ภายในงาน ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ MG4 Electric มูลค่า 869,900 บาท และลุ้นรับรถจักรยานยนต์ Royal Enfield Classic 350 มูลค่า 139,900 บาท

●   สำหรับไฮไลท์รถใหม่ในงานปีนี้ ประกอบด้วย:

ASTON MARTIN

●   แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เปิดตัว Aston Martin DBX707 รถครอสโอเวอร์ SUV หรูขนาดกลางที่ทรงพลังที่สุดในสายการผลิต DBX ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส M177 ของ Mercedes-AMG แบบ V8 ความจุ 4.0 ลิตร อัดอากาศด้วยทวิน-เทอร์โบชาร์จลูกใหม่ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic กำลังสูงสุดผลิตได้ 707 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 91.7 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุดประมาณ 310 กม./ชม. ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 24,900,000 บาท

●   นอกจากนี้ยังมี Aston Martin Vantage Roadster F1 Edition รถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากรถเซฟตี้คาร์ที่ใช้ในการแข่งขัน Formula 1 และนับเป็นการเฉลิมฉลองการกลับสู่การแข่งขัน Formula 1 ซึ่งปีนี้ทีม Aston Martin Aramco-Mercedes ออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมจากผลงานการคว้าโพเดียม 2 สนามติดโดยนักแข่งมือเก๋าอย่าง Fernando Alonso

●   ตัวรถมากับแอโรพาร์ทรอบคันพร้อมการตกแต่งที่ดุดันในสไตล์รถแทร็ค พละกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร อัดอากาศด้วยทวินเทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังสูงสุดผลิตได้ 535 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 69.8 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. การกระจายน้ำหนักสมบูรณ์แบบ 50:50%

AUDI

●   อาวดี้ เปิดตัวรถสมรรถนะสูงตระกูล RS สองรุ่นใหม่ล่าสุดไปก่อนที่งานนี้จะเริ่มขึ้น ประกอบด้วย Audi RS 6 Avant Performance รถหรูตัวถังแวกอน (Avant) ในกลุ่ม E-segment ซึ่งใช้พื้นฐานของ Audi A6 เจนเนอเรชั่น 5 และ Audi RS 7 Sportback Performance รถหรูตัวถังลิฟท์แบค (Sportback) ในกลุ่ม F-segment ซึ่งใช้พื้นฐานของ Audi A7 เจนเนอเรชั่น 2 ในการผลิต

●   ทั้ง Audi RS 6 Avant Performance และ Audi RS 7 Sportback Performance มากับเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ เสริมด้วยระบบ Mild hybrid เทคโนโลยี 48 โวลท์ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF กำลังสูงสุดผลิตได้ 630 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 86.6 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุดประมาณ 280 กม./ชม. ทั้งคู่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 11,280,000 บาทเท่ากัน

●   นอกจากนี้ยังมีการเผยโฉมสปอร์ตไฟฟ้า Audi RS e-tron GT quattro อย่างเป็นทางการ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ หมุนล้อแบบ AWD ระบบส่งกำลังแยกเป็นแบบซิงเกิลสปีด direct-drive สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นแบบอัตโนมัติ 2 จังหวะ กำลังสูงสุด 590 แรงม้า Overboost เพิ่มขึ้นเป็น 637 แรงม้า แบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน ระบายความร้อนด้วยของเหลว ความจุ 85 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 488 กม. ตามมาตรฐาน WLTP

●   เสริมด้วย 2 รถรุ่นใหม่อย่าง Audi A4 40 TFSI S line Icon Black เครื่องยนต์เบนซิน Mild hybrid ราคาจำหน่าย 2,699,000 บาท และ Audi A4 Avant 45 TFSI quattro S line Icon Black ราคาจำหน่าย 3,499,000 บาท

BENTLEY

●   ไฮไลท์ของเบนท์ลีย์ แบงค็อก คือการเผยโฉม Bentley Flying Spur Mulliner Hybrid รถหรูรุ่นธงซึ่งนับเป็นรถที่หรูที่สุดของเบนท์ลีย์ ณ วันปัจจุบัน ตัวรถออกแบบและตกแต่งภายนอกแบบเฉพาะตัวด้วยสีพิเศษพร้อมชุดแต่งรอบคันที่ออกแบบตามแบบฉบับมูลินเนอร์ อาทิ กระจังหน้า, ช่องระบายอากาศ รวมถึงล้ออัลลอยลายใหม่

●   ห้องโดยสารมาพร้อมกับ Mulliner Driving Specification โดยนำเอาการเย็บแบบเพชรซ้อนเพชร (Diamond-in-Diamond) พร้อมการปักอักษร Mulliner บนเบาะโดยสาร และการตกแต่งด้วยการใช้หนังแบบ 3 มิติบริเวณประตูห้องโดยสาร เข้ากันกับการเน้นลายเส้นที่ล้อมรอบห้องโดยสารจากบริเวณคอนโซลกลาง แผงหน้าปัด และประตูห้องโดยสาร

●   นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งภายในอื่นๆ อาทิ คอลโซลหน้าตกแต่งด้วยไม้วีเนียร์แบบ Grand Black สลักด้วยตัวอักษร Mulliner, นาฬิกา Breitling for Mulliner แบบอนาล็อกหน้าปัดสีเงิน, แผงมาตรวัดแบบ LED ที่มาพร้อมกับกราฟิกมูลินเนอร์แบบใหม่ และ Bentley Rotating Display ซึ่งประกอบด้วยแผงลายไม้วีเนียร์แบบเรียบหรู จอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้ว และมาตรวัดแบบอนาล็อก 3 ช่องแบบคลาสสิกที่แสดงผลอุณหภูมิ, เข็มทิศ และนาฬิกา

●   ใครสนใจ เบนท์ลีย์ แบงค็อก เปิดราคาจำหน่าย Bentley Flying Spur Mulliner Hybrid เริ่มต้นที่ 19 ล้านบาท

BMW / MINI

●   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถใหม่ในเครือหลายรุ่น เริ่มด้วยสปอร์ตสมรรถนะสูง BMW M2 โฉมใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ BMW M TwinPower Turbo ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ กำลังสูงสุด 460 แรงม้า อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ราคาจำหน่าย 6,499,000 บาท

●   รถหรูพลังปลั๊ก-อิน ไฮบริด BMW 530e Luxury เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวมทั้งระบบ 292 แรงม้า อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 235 กม./ชม. โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 52 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ราคาจำหน่าย 3,269,000 บาท

●   ต่อด้วยสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคลาส Gran Coupé ตัวถัง 4 ประตู BMW i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 286 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหลัง เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคความจุ 70.2 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 490 กม. ตามมาตรฐาน WLTP โหมดชาร์จเร็วรองรับไฟฟ้ากระแสตรงสูงสุดที่ 180 กิโลวัทท์ จาก 0 – 80% ภายใน 35 นาที ราคาจำหน่าย 3,899,000 บาท

●   BMW iX xDrive40 Sport รถเอนกประสงค์พลังงานไฟฟ้าที่มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด BMW eDrive กำลังสูงสุด 326 แรงม้า แบตเตอรี่แพคความจุ 76.6 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 425 กม. ตามมาตรฐาน WLTP โหมดชาร์จเร็วรองรับไฟฟ้ากระแสตรงสูงสุดที่ 150 กิโลวัทท์ จาก 0 – 80% ภายใน 34 นาที ราคาจำหน่าย 5,299,000 บาท

●   ฝั่งมินิมี MINI Cooper S Clubman Multitone Red อีกหนึ่งรุ่นพิเศษในตระกูล Multitone Edition ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีแบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอทิ้งช่วงให้แห้ง หรือ wet-on-wet ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร จับคู่เกียร์ Steptronic Sport 7 จังหวะคลัทช์คู่ กำลังสูงสุด 192 แรงม้า ราคาจำหน่าย 3,199,000 บาท

●   ปิดท้ายด้วยตัวแรง MINI John Cooper Works Hatch Classic ตกแต่งใหม่ทั้งคัน ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ Steptronic Sport 8 จังหวะ กำลังสูงสุด 231 แรงม้า อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 246 กม./ชม. ราคาจำหน่าย 3,248,000 บาท

BYD

●   เรเว่ ออโตโมทีฟ จัดแสดง รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ BYD Seal ตัวรถอยู่ในกลุ่มซีดานขนาดกลาง ดังนั้นคู่แข่งโดยตรงก็คือ Tesla Model 3 นั่นเอง Seal เป็นรถซีดานตัวถัง 4 ประตูที่ผลิตขึ้นบนแพลทฟอร์มใหม่ e-platform 3.0 ของ BYD

●   ในประเทศจีนนั้น ชุดระบบขับเคลื่อนของ Seal เลือกได้ 3 แบบระหว่างรมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว หมุนล้อคู่หลัง กำลังสูงสุด 204 แรงม้า, มอเตอร์ไฟฟ้าเดียว/ขับหลัง 310 แรงม้า หรือมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ AWD ซึ่งใช้มอเตอร์ 204 PS ขับเพลาหน้า + มอเตอร์ 310 PS ขับเพลาหลัง ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์ซิงเกิลสปีด และใช้แบตเตอรี่แพคเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Blade Battery (โดยพื้นฐานคือ ลิเธียม ไอรอน ฟอสเฟท)

●   สำหรับรถรุ่นใหม่ที่บีวายดีจะเริ่มจำหน่ายต่อจาก BYD Atto 3 ก็คือ BYD Dolphin รถไฟฟ้าตัวถังแฮทช์แบคขนาดซับคอมแพคท์ที่ทำตลาดโลกมาตั้งแต่ชวงปี 2021 ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า ตลาดโลกกำลังสูงสุดเลือกได้ระหว่างรุ่น 95 แรงม้า หรือ 180 แรงม้า แบตเตอรี่แพคมีรุ่นความจุ 30.7 หรือ 44.9 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 301 – 405 กม.

●   สำหรับราคาจำหน่าย BYD Dolphin นั้น เบื้องต้นเรเว่ ออโตโมทีฟ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 799,999 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว ใครสนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ตัวรถจะพร้อมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566

FORD

●   ฟอร์ดเปิดตัวปิคอัพ Ranger รุ่นใหม่ 4 รุ่น ประกอบด้วย Ford Ranger Stormtrak ซึ่งจะทำตลาดในฐานะรุ่นท็อปรุ่นใหม่ในไลน์อัพของ Ranger ซึ่งจะมีราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ (Flexible Rack System) สามารถปรับรูปแบบสปอร์ตบาร์ได้ 5 ตำแหน่งแบบง่ายๆ ด้วยมือเดียว รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 80 กก. ขณะขับ และ 250 กก. ขณะจอด ตัวรถใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ E-Shifter เลือกได้ทั้งรุ่น 4×2 ราคา 1,264,000 บาท หรือ 4×4 ราคา 1,399,000 บาท

●   ต่อด้วยเวอร์ชั่นสมรรถนะสูง Ford Ranger Raptor ซึ่งจะมากับทางเลือกเครื่องยนต์ใหม่ ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ราคาจำหน่าย 1,769,000 บาท

●   Ford Ranger XLS เวอร์ชั่นยกสูง เกียร์อัตโนมัติ มากับตัวเลือกระหว่างตัวถัง 4 ประตู หรือแบบตอนครึ่ง ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จเดี่ยว จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และติดตั้งอถปกรณ์มาตรฐานให้หลายรายการ เช่น ชุดไฟ LED, บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย, จอ Multi-Touch ขนาด 10.1 นิ้ว หรือกล้องมองหลังขณะถอยจอด เป็นต้น ราคาจำหน่ายรุ่นตอนครึ่งเริ่มต้นที่ 794,000 บาท และ 879,000 บาทสำหรับรุ่น 4 ประตู

●   ปิดท้ายด้วย Everest รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด Ford Everest Wildtrak ตกแต่งใหม่ทั้งภายนอกและภายในเพื่อเพิ่มความดุดัน ห้องโดยสารมากับโทนสีดำ, เบาะหนัง/หนังสังเคราะห์สีดำเดินด้ายสีส้ม และตราสัญลักษณ์ Wildtrak ที่เบาะคู่หน้า เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ E- Shifter พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 ราคาจำหน่ายเปิดออกมาที่ 1,899,000 บาท

GREAT WALL MOTOR

●   เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เปิดตัวรถรุ่นใหม่ TANK 500 Hybrid SUV รถ SUV ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่งในกลุ่มลักชัวรี่จากซับ-แบรนด์แทงค์ที่สามารถใช้งานแบบออฟ-โรดได้

●   TANK 500 ใช้เลย์เอาท์เครื่องยนต์แบบวางหน้าตามแนวยาว (Longitudinal front-engine) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4-wheel drive ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบเบนซิน ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบแปรผัน จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคความจุ 1.7 กิโลวัทท์-ชม. ส่งกำลังด้วยเกียร์ DHT หรือ Dedicated Hybrid Transmission กำลังสูงสุดผลิตได้ 350 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 62.7 กก.-ม.

●   ในเบื้องต้น เกรท วอลล์ จะแยกการทำตลาด TANK 500 เป็น 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย TANK 500 Hybrid SUV PRO และ TANK 500 Hybrid SUV ULTRA โดยจะเป็นการ “จองสิทธิ์ซื้อ” ภายใต้แพ็กเกจ Value Plus ราคา 5,000 บาท ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ ส่วนลดเงินสด 50,000 บาทในการซื้อรถ, ฟรี แพ็กเกจอินเตอร์เน็ทภายในรถเป็นระยะเวลา 3 ปี และป้ายโลหะ GWM TANK 500 (จำกัด 500 ท่าน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เวลา 18.00 น. โดยจะต้องชำระเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2566 เวลา 23.59 น. และรับรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว

HONDA

●   ฮอนด้ามีรถ 2 รุ่นใหม่มาจำหน่ายในปีนี้ 2 รุ่น รุ่นแรกคือครอสโอเวอร์ SUV ขนาดซับคอมแพคท์ Honda WR-V เจนเนอเรชั่น 2 ซึ่งเพิ่งเปิดตัว และมีการจัดทริปทดสอบไม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT กำลังสูงสุดผลิตได้ 121 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. แยกจำหน่ายเป็น 2 เกรดรุ่นย่อย WR-V SV ราคา 799,000 บาท และ WR-V RS ราคา 869,000 บาท

●   อีกหนึ่งรุ่นสำคัญคือ คอมแพคท์ ครอสโอเวอร์ SUV รุ่นยอดนิยม Honda CR-V ใหม่เจนเนอเรชั่น 6 เบื้องต้นการจำหน่ายจะแยกเป็นรุ่นฟูลไฮบริด e:HEV และรุ่นเบนซิน 1.5 เทอร์โบชาร์จ คันจริง รุ่น 1.5 เทอร์โบจะลงโชว์รูมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ส่วนรุ่น e:HEV จะลงโชว์รูมในช่วงเดือนเมษายน 2566

●   รุ่นฟูลไฮบริด e:HEV ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Atkinson-Cycle แบบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ตัวแรกทำหน้าที่เป็น Motor Generator สร้างกระแสไฟฟ้า อีกตัวทำหน้าที่เป็น Motor Drive ขับเคลื่อนล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์ E-CVT เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิด ลิเธียม-ไอออน กำลังสูงสุดประมาณ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 34.1 กก.-ม. ส่วนรุ่นเทอร์โบใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 24.7 กก.-ม.

●   รุ่นพื้นฐาน CR-V E ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้นที่ 1,419,000 บาท, CR-V e:HEV ES ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ราคา 1,589,000 บาท, CR-V ES 4WD ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ราคา 1,599,000 บาท, CR-V EL 4WD ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ราคา 1,649,000 บาท และรุ่นท๊อป CR-V e:HEV RS 4WD ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ราคา 1,729,000 บาท

●   ปิดท้ายด้วยการเปิดรับจองสปอร์ตคอมแพคท์พลังแรง Honda Civic Type R ซึ่งใครสนใจสามารถจองได้ผ่านเว็บไซท์ www.honda.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป

●   Civic Type R รุ่นใหม่นี้ นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 6 ตัวถัง 5 ประตู ตัวรถใช้พื้นฐานของ Civic เจนเนอเรชั่น 11 ในการผลิต และยังคงยังใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัสเดิม K20C1 แบบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบ Short Throw Shifter กำลังสูงสุด 319 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 42.7 กก.-ม.

HYUNDAI

●   ฮุนได มอเตอร์ เปิดศักราชการดำเนินงานในประเทศไทยใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด” พร้อมเปิดตัว Hyundai Stargazer รถคอมแพคท์ MPV รุ่นใหม่ล่าสุด นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ใครสนใจฮุนไดจะเริ่มเปิดจองเป็นครั้งแรกภายในงานนี้

●   การจำหน่ายจะแยกเป็น 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วยรุ่น Trend, Style, Smart 7 ที่นั่ง และ Smart 6 ที่นั่ง ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT กำลังสูงสุด 115 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม.

●   Stargazer Trend 7 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้น 769,000 บาท, Stargazer Style 7 ที่นั่ง ราคา 829,000 บาท, Smart 7 ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ราคา 869,000 บาท และรุ่นท๊อป Stargazer Smart 6 ห้องโดยสาร 6 ที่นั่ง ราคา 889,000 บาท และจะมีรุ่น Smart 6 สีทูโทนหลังคาสีดำให้อีกหนึ่งทางเลือก ราคา 909,000 บาท

ISUZU

●   บนพื้นที่ของอีซูซุ มีรถที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Isuzu D-MAX, Isuzu V-Cross หรือ Isuzu MU-X ทว่าไฮไลท์ในบูธยังคงเป็นตัวแต่งรุ่นพิเศษที่อีซูซุมีมาให้ชมกันทุกปี และที่สำคัญคือมีการเปิดตัวชุดแต่งจากโรงงานโดยอีซูซุเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย โดยในปีนี้ตัวแต่งมีด้วยกันทั้งหมด 4 คัน ประกอบด้วย:

●   Isuzu V-Cross 4×4 สี Islay Grey Opaque ตกแต่งเป็นพิเศษสำหรับชาวแคมป์ปิ้ง ชุดแต่งจากอีซูซุมีอาทิ กันชนหน้าแบบ Bull Bar, สน็อคเกิล, Tow Bar สำหรับลากจูง และบันไดข้าง เสริมด้วยชุดช่วงล่างจาก PROFENDER ล้ออัลลอยขนาด 9 x 18 นิ้ว, ยาง Toyo Tires R/T ขนาด 265/60 R18, เต็นท์ติดหลังคา ARB Flinders, ชุดตะแกรง ARB Base Rack พร้อมขาจับหลังคา และสปอร์ตไลท์ยึดตะแกรง ARB ขนาด 40 นิ้ว

●   Isuzu V-Cross 4×4 ที่ใช้ในการถ่ายทำ Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads ตัวรถตกแต่งเป็นพิเศษแบบ Adventure ประกอบด้วยชุดแต่ง Nudge Bar กันชนหน้าแบบเหล็ก และเสริมสมรรถนะช่วงล่างด้วยชุดช๊อคฯ, สปริง และแหนบ เพิ่มความสูงขึ้น 2 นิ้ว, ล้ออัลลอยขนาด 9 x 18 นิ้ว พร้อมยาง Toyo Tires R/T

●   Isuzu D-MAX Spacecab S-DA สีเงิน Bohemian Silver Metallic ตกแต่งสไตล์รถซิ่งเอาใจวัยรุ่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 9.5 x 18 นิ้ว, ยาง Nitto 420SD ขนาด 245/45 R18, ชุดโหลดช่วงล่าง Explorer รุ่น Running X-Series พร้อมสตรัทปรับเกลียว, คอยล์สปริง, ฝากระโปรงหน้าคาร์บอนคอมโพซิทจาก Monza Factory รุ่น M-Dynamic Series 3 และติดตั้งกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ Alpha Tech รุ่น Super Storm แบบปลั๊กตรงรุ่น, ชุดคันเร่งไฟฟ้า Alpha Tech รุ่น Spark 3 และชุดมาตรวัด Defi พร้อมขายึด

●   ปิดท้ายด้วย Isuzu MU-X 1.9 Ddi Blue Power Active ขับเคลื่อน 2 ล้อ สี Dolomite White Pearl ตกแต่งแบบสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยขนาด 9 x 18 นิ้ว จับคู่ยางสปอร์ต Toyo Tires รุ่น ST-3 ขนาด 265/60 R18 และชุดโหลดช่วงล่าง Explorer รุ่น Race Series พร้อมสตรัทปรับเกลียวและคอยล์สปริง

JEEP

●   จีพ ประเทศไทย มีรถไฮไลท์เป็น Jeep Wrangler Rubicon ตัวถัง 4 ประตู 2 รุ่นพิเศษที่มากับชุดแต่ง Mopar เริ่มด้วย Wrangler Rubicon Monster Edition สีน้ำเงิน Hydro Blue ตกแต่งแบบดุๆ ด้วยกันชนหน้าเฮฟวี่ดิวตี้แบบ 3 ชิ้น, สปอตไลท์กันชนหน้าขนาด 7 นิ้วพร้อมโรลบาร์, วินช์ไฟฟ้า Jeep Performance Parts ออกแบบพิเศษสำหรับ Wrangler Rubicon, สนอร์คเกิล, ประตูแบบ Tube-Doors พร้อมมือจับด้านบน, ช๊อคฯ FOX ยกสูง 2 นิ้ว, ล้อขนาด 17 นิ้วลายใหม่ Extreme Recon XR Beadlock จับคู่ยาง All-Terrain 35 นิ้ว, ตราสัญลักษณ์ Monster Edition และอื่นๆ รวมทั้งหมดกว่า 25 รายการ

●   ต่อด้วย Wrangler Rubicon Urban Edition สีเทา Sting Grey เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวรถมากับอุปกรณ์ตกแต่งอาทิ บันไดข้าง, ชุดกันลมขอบประตู, แร็คหลังคา, ถาดเก็บสัมภาระ, โต๊ะฝาท้าย หรือ Tailgate Table, ที่ครอบล้ออะไหล่, ล้อแม็กขนาด 17 นิ้วลายใหม่, ยาง Highway-terrain ขนาด 32 นิ้วซึ่งเหมาะกับการขับทั้งในเมืองและนอกเมือง และตราสัญลักษณ์เฉพาะรุ่น Urban Edition เป็นต้น

KIA

●   ยนตรกิจ เกีย ปีนี้เปิดตัวมินิแวนตัวถัง 5 ประตู ห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง KIA Carnival รุ่นย่อยใหม่เกรด LX ซึ่งเกียจะใช้ทำตลาดในฐานะรถรุ่น entry-level ของ Carnival รุ่นปัจจุบันเจนเนอเรชั่น 4 ตัวรถมากับอุปกรณ์พื้นฐานที่ครบ และเพียงพอกับการใช้งาน เครื่องยนต์ยังคงเป็นดีเซลตระกูล Smartstream ของฮุนได แบบ 4 สูบ ความจุ 2.2 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแปรผัน จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ CRDi (คอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น) ส่งกำลังไปหมุนล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังสูงสุด 202 แรงม้า อัตราการคายมลพิษผ่านมาตรฐาน Euro 5

●   เกียเปิดราคาจำหน่ายเริ่ม Carnival LX เริ่มต้นที่ 1,892,000 บาท

LEXUS

●   เลกซัสเปิดตัวครอสโอเวอร์ SUV ขนาดคอมแพคท์ พลังงานไฟฟ้า Lexus RZ รถรุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาดโลกในปี 2023 นี้ ตัวรถใช้แพลทฟอร์มเดียวกับ Toyota bZ4X และ Subaru Solterra ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ หมุนล้อแบบ All-wheel drive แยกหมุนเพลาหน้า/หลัง ส่งกำลังด้วย e-Axle ซึ่งเป็นชุดระบบส่งกำลังไปยังเพลาโดยตรง ออกแบบให้ควบรวมมอเตอร์ไฟฟ้า, เกียร์ และอินเวอร์เตอร์เอาไว้ในหน่วยเดียวกัน

●   เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไออน ความจุ 71.4 กิโลวัทท์-ชม. เสริมความปลอดภัยในการลุยน้ำด้วยฉนวนหุ้มระบบไฟฟ้าแรงดันสูงกันน้ำ 3 ชั้น พร้อมระบบล็อคข้อต่อสายไฟ 2 ชั้น ป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าถึงระบบไฟฟ้าแรงดันสูง กำลังสูงสุดผลิตได้ 308 แรงม้า อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 5.3 วินาที ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้สูงสุดประมาณ 450 กม. จากการทดสอบตามมาตรฐาน WLTC ของยุโรป ชาร์จเร็วจาก 0 – 80% ภายใน 30 นาที

●   เบื้องต้นการจำหน่ายจะแยกเป็น 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย Lexus RZ 450e Luxury ราคา 3,870,000 บาท และ Lexus RZ 450e Premium ราคา 4,190,000 บาท

●   รุ่นอื่นๆ ที่พร้อมจำหน่ายในงานมี Lexus RX Luxury AWD ราคา 4,640,000 บาท, Lexus RX Premium AWD ราคา 5,090,000 บาท, Lexus UX 300e Luxury ราคา 2,540,000 บาท, Lexus UX 300e Grand Luxury ราคา 2,740,000 บาท, Lexus UX 300e F Sport ราคา 3,670,000 บาท, Lexus UX250h Luxury ราคา 2,540,000 บาท, Lexus UX250h Grand Luxury ราคา 2,740,000 บาท, Lexus UX250h F Sport ราคา 3,670,000 บาท

●   ต่อด้วย Lexus ES Luxury ราคา 3,625,000 บาท, Lexus ES Grand Luxury ราคา 3,795,000 บาท, Lexus ES Premium ราคา 4,210,000 บาท, Lexus ES F Sport ราคา 4,380,000 บาท, Lexus IS Luxury ราคา 2,690,000 บาท, Lexus IS Premium ราคา 3,370,000 บาท และ Lexus IS F Sport ราคา 3,890,000 บาท

MASERATI

●   มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัวสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นใหม่ล่าสุด Maserati MC20 Cielo หรือเวอร์ชั่นตัวถังเปิดประทุนของ Maserati MC20 เป็นครั้งแรกในไทย และในเอเชีย-แปซิฟิก ตัวรถใช้พื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรมและระบบขับเคลื่อนชุดเดียวกับ MC20 รุ่นคูเป้ ทว่าจะมีการเสริมความปลอดภัยให้กับโครงสร้างหากเกิดการพลิกคว่ำ และมีไฮไลท์อยู่ที่หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ หรือ Retractable hard-top

●   Cielo เติมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างตัวถังด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิต ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากรุ่นคูเป้เพียง +65 กก. ไฮไลท์สำคัญคือหลังคากระจกแบบ Retractable hard-top ที่สามารถพับเก็บได้ด้วยเวลาเพียง 12 วินาที ตัวกระจกเป็นแบบ Electrochromic glass เทคโนโลยี Polymer-Dispersed Liquid Crystal (PDLC) สามารถปรับลด-เพิ่มความเข้ม หรือปล่อยให้ตัวกระจกโปร่งแสงได้ด้วยชั้นฟิล์มเปลี่ยนสี (Electrochromic) เพียงการกดปุ่มเท่านั้น

●   พละกำลังยังคงมาจากเครื่องยนต์ตระกูล Nettuno เบนซิน V6 ความจุ 3.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังไปหมุนล้อคู่หลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัทช์ 8 จังหวะ กำลังสูงสุดผลิตได้ 630 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 74.3 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. เพิ่มขึ้นนิดหน่อย จาก 2.9 เป็น 3 วินาที ความเร็วสูงสุดประมาณ 320 กม./ชม.

MAZDA

●   มาสด้ายังไม่มีรถรุ่นใหม่เอี่ยมในงานนี้ ทว่ามีการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ Mazda MX-30 มาโชว์ตัวในงานนี้ (สำหรับท่านที่ไม่ได้ตามข่าวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง MX-30 ยังมีเวอร์ชั่น Range extender ใช้เครื่องยนต์โรตารี่จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV อีก 1 รุ่น)

●   Mazda MX-30 BEV นับเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่รุ่นแรกของแบรนด์มาสด้า ตัวรถอยู่ในกลุ่มกลุ่มครอสโอเวอร์ SUV ขนาดซับคอมแพคท์ที่พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม e-Skyactiv ซึ่งมาสด้าออกแบบมาเพื่อผลิตรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ

●   ชุดระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวหมุนล้อคู่หน้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ซิงเกิลสปีด กำลังสูงสุดผลิตได้ 142 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 26.8 กก.-ม. เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน ความจุ 35.5 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 200 กม. ตามาตรฐาน WLTP ของยุโรป… ใครสนใจลองลุ้นกันดูในอนาคตครับ

MERCEDES-BENZ

●   เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเข้าคอมแพคท์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ Mercedes-Benz EQB 250 AMG Line รถ SUV พลังแบตเตอรี่รุ่นล่าสุดภายใต้ซับ-แบรนด์ไฟฟ้า Mercedes-Benz EQ ตัวรถเป็นรถครอสโอเวอร์ตัวถัง 5 ประตู ห้องโดยสาร 5 ที่นั่งที่เมอร์เซเดสพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม MFA2 หรือ Mercedes Front Antrieb Platform ปัจจุบันใช้ผลิตรถหลายรุ่น อาทิ A-Class, GLA-Class, GLB-Class ฐานล้อเท่ากับ Mercedes-Benz GLB รุ่นปัจจุบัน คือ 2,829 มม.

●   ชุดระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanently Excited Synchronous Motor หมุนล้อคู่หน้า กำลังสูงสุดผลิตได้ 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 39.2 กก.-ม. อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 8.9 วินาที แบตเตอรี่แพคชนิด ลิเธียม-ไอออน ความจุ 66.5 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 460 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป ชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงสุด 100 กิโลวัทท์ จาก 10 – 80% ใช้เวลา 32 นาที ส่วนการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) สูงสุด 11 กิโลวัทท์ จาก 0 – 100% ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 50 นาที… ใครสนใจราคาจำหน่ายเปิดออกมาที่ 3,020,000 บาทครับ

●   นอกจากนี้ยังมี SUV ออฟ-โรด ไฮเอนด์จากแบรนด์ Mercedes-AMG อย่าง Mercedes-AMG G 63 มาเปิดตัวในงานนี้ด้วย ตัวรถมากับเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร อัดอากาศด้วยไบ-เทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AMG Speedshift TCT 9 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC all-wheel drive กำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 86.6 กก.-ม. อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 17,920,000 บาท

MG

●   หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเอ็มจีในปีนี้คือ การเผยโฉมรถรุ่นใหม่ MG Maxus 9 รถมินิแวนพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ซึ่งเอ็มจีรีแบดจ์มาจากรถในเครือ SAIC Motor อย่าง Maxus Mifa 9 ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าดี่ยวหมุนล้อคู่หน้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิด เทอร์นารี ลิเธียม-ไอออน (Ternary Lithium-ion) ความจุ 90 กิโลวัทท์-ชม. ของบริษัท CATL กำลังสูงสุดผลิตได้ประมาณ 241 แรงม้า ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 519 กม.

●   นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว รถสเตชั่นแวกอนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ MG ES ซึ่งโดยพื้นฐานรถรุ่นนี้ก็คือ MG EP รุ่นปรับโฉมนั่นเอง ทว่าบ้านเราจะเปลี่ยนชื่อในการจำหน่ายใหม่เป็น MG ES ตัวรถมามากับการออกแบบใหม่หมดแทบจะทั้งคัน โดยรวมดูดีขึ้นมากทั้งภายนอกและภายใน ระบบขับเคลื่อนมากับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มระบบส่งกำลังที่เอ็มจีเรียกว่า SAIC E1 Three-Electric System ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นใหม่ กำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม ไอรอน ฟอสเฟท ความจุ 51 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 412 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ของยุโรป

●   แบตเตอรี่แพครองรับการชาร์จเร็วจาก 0 – 80% ภายใน 40 นาที (กำลังไฟ 87 กิโลวัทท์), ชาร์จแบบธรรมดาผ่าน MG Home Charger จาก 0 – 100% ประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที (กำลังไฟ 6.6 กิโลวัทท์ และรองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 กิโลวัทท์) นอกจากนี้ยังรองรับเทคโนโลยี V2L หรือ Vehicle to Load สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยกำลังไฟสูงสุด 2,200 วัทท์

●   เอ็มจีเปิดราคาจำหน่าย MG ES ที่ 959,000 บาท ฟรี MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง ตัวรถจะพร้อมส่งมอบภายในเดือนเมษายน 2566 นี้

MITSUBISHI

●   มิตซูบิชิ จัดแสดงรถปิคอัพ Mitsubishi XRT Concept รถต้นแบบซึ่งจะพรีวิว Mitsubishi Triton รุ่นใหม่ในงานนี้ เบื้องต้นคันจริงมีคิวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปีงบประมาณ 2563 ใครสนใจต้องรอกันไปอีกนิดครับ

●   ตัวรถมากับงานออกแบบรูปทรงใหม่ทั้งคัน ซึ่งภายใต้ลายพรางนั้นเรายังพอสังเกตเห็นทรวดทรงของ Triton ใหม่ได้พอสังเขป มิตซูบิชิระบุว่า ลายพรางนี้ออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจมาจากลาวา สื่อถึงหิวภูเขาไฟหลอมเหลวที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานอันทรงพลัง เสริมด้วยลวดลายกราฟฟิคเส้นขนานแนวเฉียง 10 เส้น ตามแบบฉบับของตราสัญลักษณ์ Ralliart

●   สำหรับรถรุ่นใหม่ที่มิตซูบิชิเปิดตัวในปีนี้คือ Mitsubishi Xpander Cross รุ่นปรับโฉม ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ตัวรถมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูมีความดุดันเพิ่มขึ้นในแบบออฟ-โรด โดยเฉพาะด้านหน้าที่ดูสดใหม่ขึ้นกว่าเดิมมาก รวมถึงห้องโดยสารที่มีการออกแบบแผงแดชบอร์ดใหม่

●   อย่างไรก็ตาม พละกำลังยังคงมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ส่งกำลังไปหมุนล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ ECO-Dynamic CVT ลูกใหม่ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.3 กก.-ม. ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 946,000 บาทครับ ปรับเพิ่มขึ้น +7,000 บาทจากรุ่นปัจจุบัน

NETA

●   เนต้า ออโต้ ไทยแลนด์ เปิดพื้นที่จัดแสดงรถหลายรุ่น ประกอบด้วย Neta V ครอสโอเวอร์ตัวถังแฮทช์แบค 5 ประตู ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่ทำตลาดในบ้านเรา ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิด เทอร์นารี ลิเธียม-ไอออน ความจุ 38.54 กิโลวัทท์-ชม. กำลังสูงสุดประมาณ 95 แรงม้า

●   ต่อด้วย Neta S รถซีดานไฟฟ้า 4 ประตูท้ายลาดในสไตล์ฟาสท์แบค ที่เป็นอีกหนึ่งในคู่แข่งของ Tesla Model 3 ในประเทศจีน ชุดระบบขับเคลื่อนประกอบด้วยรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับหลัง หรือมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ AWD ส่งกำลังด้วยเกียร์แบบฟิกซ์ 1 สปีด แบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน มีระบบบริหารจัดการพลังงานและระบายความร้อนที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า HozonEPT4.0 ซึ่งพวกเขาพัฒนาร่วมกับ Huawei ยังผลให้ Neta S สามารถวิ่งทำระยะทางได้ 710 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ของยุโรป

●   นอกจากนี้ยังมีรถเพื่อการพาณิชย์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก Mini Commercial EV Concept ห้องโดยสารตอนเดี่ยว 2 ที่นั่ง ด้านหลังเป็นตู้ทึบ ดัดแปลงได้หลายรูปแบบตามแต่ละธุรกิจ น้ำหนักบรรทุกสูงสุดประมาณ 290 กก. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 120 กม. คันจริงกำลังจะเริ่มจำหน่ายในประเทศจีนเร็วๆ นี้ บ้านเราน่าจะมีลุ้นในอนาคตครับ

NISSAN

●   นิสสัน จัดโปรโมชั่นพิเศษ “ฉลอง 70 ปี” ให้กับรถทุกรุ่นในงาน ไลน์อัพรถที่จัดแสดงยังคงเป็นรถรุ่นปัจจุบันอย่าง Nissan Navara, Nissan Kicks e-Power, Nissan Terra, Nissan Almera

●   รุ่นไฮไลท์บนบูธประจำปีนี้มี 2 รุ่น ประกอบด้วย Nissan Kicks e-Power รุ่นปี 2023 ราคาจำหน่ายรุ่นพื้นฐานเกรด E เริ่มต้นที่ 779,900 บาท, รุ่น V ราคา 849,900 บาท, รุ่น VL พร้อม Wireless Charger ราคา 920,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรุ่นพิเศษ AUTECH ที่มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน เพิ่มความสปอร์ต ราคาจำหน่ายพร้อม Wireless Charger อยู่ที่ 980,000 บาท

●   ต่อด้วย Nissan Terra Sport รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่มากับชุดแต่งแบบสปอร์ตสีดำรอบคัน ราคาจำหน่ายเปิดออกมาที่ 1,555,000 บาท

PEUGEOT

●   เปอโยต์ ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 2 รุ่น เริ่มด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ Peugeot e-2008 รถครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพคท์ที่มากับชุดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวกำลังสูงสุด 136 แรงม้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน ความจุ 50 กิโลวัทท์-ชม. ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 310 กม. ตามมาตรฐาน WLTP

●   ต่อด้วยรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด Peugeot 408 PHEV รถครอสโอเวอร์ SUV ขนาดคอมแพคท์รุ่นใหม่ ชุดระบบ PHEV ใช้เครื่องยนต์ PureTech แบบ 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังไปหมุนล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังสูงสุดผลิตได้ 225 แรงม้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน ความจุ 12.4 กิโลวัทท์-ชม. โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 63 กม. ตามมาตรฐาน WLTP แบตเตอรี่ชาร์จด้วยไฟบ้าน 3.7 กิโลวัทท์ ใช้เวลา 3 ชม. 50 นาที หากชาร์จด้วย Wallbox 7.4 กิโลวัทท์ ระยะเวลาชาร์จจะลดลงเหลือ 1 ชม. 55 นาที

●   นอกจากนี้ยังมีตัวแต่งพิเศษอีก 2 รุ่น ประกอบด้วย Peugeot 2008 Sport Concept ตกแต่งโดยใช้แรงบันดาลใจจากตัวแข่ง Peugeot 9×8 Hypercar ซึ่งเปอโยท์ใช้ลงแข่งในรายการ World Endurance Championship ฤดูกาล 2022 และ Peugeot 2008 Sport Plus ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก 2008 Sport Concept โดยตกแต่งเพิ่มเติมจากรุ่นพื้นฐานด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคัน

PORSCHE

●   ปอร์เช่ ฉลองครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดตัวรถรุ่นพิเศษ Porsche 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ผลงานจากแผนก Porsche Exclusive Manufaktur ตัวรถมากับตัวถังสีพิเศษ 7 สีจาก Paint-to-Sample (PTS) ประกอบด้วยเหลือง Signal Yellow, ชมพู Ruby Star, เขียว Signal Green, ส้ม Pastel Orange, ฟ้า Riviera Blue, ม่วง Ultraviolet และแดง Fire Red สะท้อนสัญลักษณ์ตามแต่ละสีประจำวันของขนบธรรมเนียมในประเทศไทย ปิดท้ายด้วยสีธงไตรรงค์ของไทย แดง, ขาว และน้ำเงิน บนซี่กระจังบริเวณฝากระโปรงท้าย

●   นอกจากนี้ยังมีตราสัญลักษณ์ 30 Years Porsche Thailand Edition ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ประกอบด้วยมือบนเสา B, ตราสัญลักษณ์ 911 สีดำเงา, กันชนหน้า – ช่องดักอากาศด้านหน้า – ขอบกระจกประตู – ชิ้นส่วนตัวถังด้านข้าง – ชิ้นส่วนตัวถังด้านท้ายรถ และครอบกระจกมองข้างที่ตกแต่งด้วยสีดำเงา Gloss black, ล้ออัลลอยแบบ Centre lock ลาย Turbo S ขนาด 20 และ 21 นิ้ว พ่นด้วยสีทูโทน และคาลิเปอร์เบรคสีดำ

●   หลังจากจัดแสดงในงานนี้ ปอร์เช่จะนำแบบ one-off คันนี้ไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Porsche Museum ประเทศเยอรมนี… ส่วนในไทยเรา ปอร์เช่จะมี 911 Carrera GTS รุ่นพิเศษ 30 Years Porsche Thailand Edition แบบจำกัดจำนวนให้ 30 คัน

ROLLS-ROYCE

●   แบรนด์สุดหรูซึ่งมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มอย่างโรลส์-รอยซ์ ปีนี้เปิดตัวรถ 2 รุ่น ประกอบด้วย Rolls-Royce Black Badge Ghost รถซาลูนหรูฟูลไซส์รุ่นล่าสุดในซีรี่ส์ Black Badge ตกแต่งแบบพิเศษเฉพาะรุ่นทั้งภายนอกและภายใน ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.75 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 600 แรงม้า (+27 HP) จากการจูนสมองกลใหม่

●   ต่อด้วย Rolls-Royce Cullinan รุ่นล่าสุด รถ SUV หรูขนาดฟูลไซส์ที่มาแบบดุๆ ด้วยตัวถังสีดำ Black Diamond ตัดกับห้องโดยสาร Bespoke สีสด เบาะหนังแท้สีส้ม Mandarin ตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.75 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังสูงสุดผลิตได้ 563 แรงม้า

SUBARU

●   ซูบารุ เปิดตัวชุดแต่ง GT และ GT Lite สำหรับติดตั้งร่วมกับ Subaru Forester EyeSight 4.0 รุ่นล่าสุดในงานนี้ ทั้งคู่ถูกออกแบบขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Motor Image Group และบริษัทวิศวกรรม Giken Co. Ltd และ Mr. Masahiko “Jack” Kobayashi ผู้ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมซูบารุดั้งเดิมที่ดูแลออกแบบภาพลักษณ์ภายนอกให้กับรถของซูบารุกว่า 12 รุ่น รวมถึง WRX STI และยังเป็นผู้ออกแบบ GT Edition ใหม่สำหรับ Motor Image Group เป็นการส่วนตัวอีกด้วย

●   อุปกรณ์ตกแต่งใหม่ทั้ง 2 แพคเกจประกอบด้วยสเกิร์ทหน้า, สเกิร์ทข้าง, สปอยเลอร์หลังคา และสเกิร์ทหลัง นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 18 นิ้วใน Forester i-S EyeSight ในขณะที่ Forester i-L EyeSight จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

●   ไฮไลท์สำคัญของ Forester i-S EyeSight GT คือชุดระบบความปลอดภัยล่าสุด EyeSight 4.0 ใช้ความสามารถของกล้องสเตอริโอรุ่นปรับปรุงใหม่ โดยชุดระบบ ADAS นั้นจะมีให้ใช้งานรวม 9 ระบบ (รวม 3 ระบบใหม่) ประกอบด้วย ระบบ Autonomous Emergency Steering บังคับพวงมาลัยฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบ Adaptive Cruise Control with Lane Centering Function ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมควบคุมรถให้อยู่กลางเลน, ระบบ Lane Departure Warning include Lane Departure Prevention เตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมระบบบังคับรถกลับเข้าเลน ทำงานที่ความเร็วตั้งแต่ 60 กม./ชม. ขึ้นไป, ระบบ Pre-Collision Braking ช่วยเบรคอัตโนมัติ และระบบ Subaru Rear Vehicle Detection ตรวจจับวัตถุด้านหลังด้วยเรดาร์เซ็นเซอร์ขณะถอยหลัง, ระบบ High Beam Assist ปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และระบบ Hill Descent Control ใน X-MODE ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันซึ่งทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร Symmetrical All-Wheel Drive

●   Subaru Forester i-L GT LITE ราคาจำหน่าย 1,185,000 บาท ออปชั่นแพคราคา 265,000 บาท และแพคเกจตกแต่ง 70,000 บาท ส่วน Forester i-S GT ราคาจำหน่าย 1,285,000 บาท ออปชั่นแพคราคา 265,000 บาท และแพคเกจตกแต่ง 110,000 บาท

SUZUKI

●   ซูซูกิ เปิดตัวรถรุ่นพิเศษ 2 รุ่น ประกอบด้วย Suzuki Swift GL Next และ Suzuki Celerio GL Up ทั้งคู่ตกแต่งแบบเฉพาะตัวด้วยชุดแต่งรอบคัน, สติ๊กเกอร์ลายใหม่ และตกแต่งภายในด้วยลายเคฟลาร์ โดยราคาจำหน่าย Suzuki Swift GL Next อยู่ที่ 582,000 บาท ส่วน Suzuki Celerio GL Up อยู่ที่ 423,000 บาท

●   รุ่นพื้นฐานอื่นๆ มี Suzuki Celerio GX ราคาจำหน่าย 451,000 บาท, Suzuki Ertiga Smart Hybrid ราคาจำหน่ายเริ่มต้นmuj 783,000 บาท, Suzuki Ciaz ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 528,000 บาท, Suzuki XL7 ราคาจำหน่าย 814,000 บาท และ Suzuki Carry ขวัญใจชาวฟู๊ดทรัค ราคาจำหน่ายเริ่มต้นเบาๆ ที่ 395,000 บาท

●   พิเศษ… ใครที่อยากครอบครองยักษ์เล็กอย่าง Suzuki Jimny งานนี้ซูซูกิเปิดการจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทว่าจะจำกัดจำนวนเอาไว้เพียง 50 คัน ราคาเริ่มต้น 1,760,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองรับสิทธิ์ซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2566 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ถึงวันที่ 2 เมษายน 2566 เวลา 22.00 น.

●   ใครที่ลงทะเบียนยังไม่ต้องชำระเงินจอง… เนื่องจากหากมีผู้ลงทะเบียนจองเกิน 50 คัน ซูซูกิจะทำการรวบรวมรายชื่อที่ลงทะเบียนตรงตามเงื่อนไข ตามวันและเวลาที่กำหนด จากนั้นจะนำไปจับฉลากเพื่อคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ในการซื้ออีกครั้ง โดยจะประกาศผลในวันที่ 5 เมษายน 2566 ผ่านเว็บไซต์ www.suzuki.co.th

TOYOTA

●   โตโยต้าเปิดตัวรถซับคอมแพคท์รุ่นยอดนิยม Toyota Yaris รุ่นปรับโฉมใหม่ MY2023 เบื้องต้นการจำหน่ายจะแยกเป็น 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วยรุ่น Sport, Smart, Premium และ Premium S เสริมด้วยออปชั่นชุดแต่งแบบเฉพาะตัวอีก 3 แพคเกจ ได้แก่ Lusso, Chiaro และ Presto ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.2 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock กำลังสูงสุดผลิตได้ 92 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 11.1 กก.-ม.

●   Yaris Sport ราคาเริ่มต้นเบาๆ ที่ 559,000 บาท, Yaris Smart ราคา 619,000 บาท, Yaris Premium ราคา 679,000 บาท และ Yaris Premium S ราคา 694,000 บาท ส่วนแพคเกจตกแต่งนั้น แพคเกจ Lusso ราคา 19,990 บาท, แพคเกจ Chiaro ราคา 9,690 บาท และแพคเกจ Presto ราคา 16,500 บาท

●   ไฮไลท์สำคัญคือการโชว์ตัวรถคอมแพคท์ไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นล่าสุด Toyota Prius ใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งคันจริงเริ่มทำตลาดญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ไปในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 เบื้องต้นรุ่นพื้นฐานพลังไฮบริด ขับเคลื่อนล้อหน้า ใช้ระบบขับเคลื่อน Hybrid Synergy Drive รุ่นล่าสุดเจนเนอเรชั่น 5 เครื่องยนต์เบนซิน Atkinson cycle แบบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพคชนิดลิเธียม-ไอออน รุ่นใหม่ ความจุเพิ่มขึ้น 15% กำลังสูงสุดผลิตได้ 197 แรงม้า

●   รุ่น All-wheel drive หรือที่โตโยต้าใช้ชื่อทางการค้าว่า E-Four (Electronic four-wheel drive) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยหมุนล้อคู่หลัง อัตราเร่ง 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 7 วินาที ทั้งคู่ส่งกำลังด้วยเกียร์ eCVT อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 24.2 กม./ลิตร

●   รุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือ Prius Prime ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร 148 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 160 แรงม้า ติดตั้งเอาไว้ที่เพลาหน้า เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคลิเธียม-ไอออน ความจุ 13.6 กิโลวัทท์-ชม. กำลังรวมทั้งระบบ 223 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง +122 แรงม้า โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 60 กม.

●   ปิดท้ายด้วยรถกรีนหลายรุ่น ซึ่งโตโยต้าเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนท์พิเศษนำเสนอความร่วมมือระหว่าง 4 บริษัทภาคีในนาม Commercial Japan Partnership Technologies Corporation หรือ CJPT จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถพลังงานทางเลือกเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอนในไทย รุ่นรถมีอาทิ Toyota Hilux Revo BEV Concept, Toyota LPG-HEV Taxi Concept และ Toyota Corolla Cross Hydrogen Concept

VOLVO

●   วอลโว่ ฉลองครบรอบ 50 ปีในประเทศไทย จัดข้อเสนอพิเศษและสิทธิ์ลุ้นรับ Volvo C40 Pure Electric และ XC40 Pure Electric ในงานนี้ โดยแยกเป็น 3 ข้อเสนอหลัก ประกอบด้วย:

●   1. Complete Volvo Care Package : ประกอบด้วยบริการหลังการขาย Volvo Premium Service Program – Pro, รับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี, ฟรี บริการดิจิทัล, ฟรี ประกันภัยรถยนตชั้นหนึ่งเป็นเวลา 3 ปี, ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 2 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง, ฟรีค่าชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงในรถยนต์ มูลค่า 25,000 บาท, บริการประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

●   2. Special Financing : ดาวน์ 30% ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน, ฟรี Volvo Care Package, ฟรี บริการหลังการขาย Volvo Premium Service Program – Pro, บริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี, ฟรี บริการดิจิทัล, ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี, ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 2 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง, บริการประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

●   3. Monthly installment subsidy : วอลโว่สนับสนุนค่าผ่อนชำระรายเดือนจำนวน 20,000 บาท/เดือน นาน 12 เดือน, ฟรี Volvo Care Package ประกอบด้วย ฟรี บริการหลังการขาย Volvo Premium Service Program – Pro, บริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี, ฟรี บริการดิจิทัล, บริการประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

●   นอกจากนี้ เมื่อจองรถตระกูล Recharge Plug-in Hybrid รุ่น XC40, XC60, XC90, S60, S90 หรือ V60 ในงาน หรือที่โชว์รูม ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 28 เมษายน 2566 รับข้อเสนอและโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ย 0% นานถึง 60 เดือน เมื่อดาวน์ 40% หรือมากกว่า, ฟรี Volvo Care Package* (Volvo Premium Service Pro Package), ฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งเป็นเวลาสูงสุดถึง 5 ปี* พร้อม พ.ร.บ. ประกันภัยรถยนต์ เป็นเวลา 1 ปี, ฟรีเครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง รับประกันอายุการใช้งานนาน 2 ปี และฟรีบริการจตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและการติดตั้ง รวมถึงการบริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เชิญได้ที่ เว็บไซท์ : www.motorshow.in.th หรือเฟซบุ๊ค แฟนเพจ : facebook.com/BangkokMotorshow หรือยูทิวบ์ : youtube.com/channel หรืออินสตาแกรม : instagram.com/bangkokmotorshow         ●

MT Report : 2023 Bangkok Motor Show