May 17, 2023
Motortrivia Team (10527 articles)

Hyundai Stargazer Smart 6 ลองความสบายของรุ่น 6 ที่นั่ง

เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ

●   หลังเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ HMT ก็ประเดิมตลาดในเมืองไทยด้วยรถเอนกประสงค์สไตล์เอ็มพีวี รุ่น สตาร์เกเซอร์ – STARGAZER เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 115 แรงม้า แบ่งเป็น 5 รุ่นย่อย ทีมงานมอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับและนั่งรุ่นย่อย Smart 6 เบาะ 6 ที่นั่ง หลังคาดำ ราคา 909,000 บาท เส้นทางภูเก็ต-พังงา ระยะทางรวมทั้งทริปประมาณ 230 กิโลเมตร

รูปลักษณ์ล้ำยุคสะดุดตา

●   พัฒนาด้านหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้เป็นรถ B-MPV ที่มีความลู่ลมสูงสุด ประหยัดเชื้อเพลิง และมลพิษต่ำ ออกแบบช่องรับอากาศให้มีขนาดพอเหมาะกับความต้องการของเครื่องยนต์ กันชนหน้าทรงเรียบ เสาหน้าเน้นความลู่ลม ด้วยทรง One Curve และล้อแม็กลายลู่ลม พร้อมยางลดแรงต้านการหมุน

●   เส้นสายโดยรวมมีความคล้ายเอ็มพีวีรุ่นใหญ่สตาร์เรีย ย่อส่วน เน้นความโค้งมนล้ำยุคแบบ One Curve หรือทรงหัวกระสุน มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ 0.32 ผสมผสานกับเส้นสายที่เฉียบคมแบบ Futuristic ไฟหน้า LED แบบ MFR หรือ Multi Face Reflector 4 ดวง คู่บนเป็นไฟต่ำ คู่ล่างเป็นไฟสูง (ยกเว้นรุ่น Trend และ Style) พร้อม Daytime Running Light หรือไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ข้อดีของไฟหน้า LED คือ ให้แสงขาวเป็นธรรมชาติ อุณหภูมิสี 4500 Kelvins อายุการใช้งาน 10,000 ชั่วโมง กินไฟน้อยกว่าหลอดฮาโลเจน ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทางอ้อม

●   ด้านข้างมีเส้นคาดเพื่อไม่ให้ดูโล่งจนเกินไป และให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว พื้นที่กระจกรอบคันค่อนข้างกว้างสมกับเป็นรถเอนกประสงค์แบบครอบครัว กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า มีไฟเลี้ยวในตัว ทุกรุ่นให้ล้อแม็ก 16 x 6.5 นิ้ว ยางขนาด 205/55 R16 ต่างกันที่รุ่นเริ่มต้นหรือรุ่น Trend เป็นล้อแม็กสีเดียว ส่วนรุ่นอื่นเป็นลายสปอร์ตสีทูโทน มียางอะไหล่แบบ Compack ขนาด T125/80 D15 ไฟท้ายดีไซน์ล้ำทรง H-shape ใช้ไฟหรี่แบบ LED ส่วนไฟเบรกยังคงเป็นหลอดไส้ มีสปอยเลอร์เหนือกระจกบานท้ายพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED เช่นกัน

●   มิติตัวรถมีความยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูง 1,695 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,780 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 195 มิลลิเมตร น้ำหนักรุ่นท๊อป 1,272 กิโลกรัม

●   ภายนอกโดยรวมเป็นสไตล์เดียวกับสตาร์เรีย คือเน้นความโค้งมน แต่สตาร์เกเซอร์ จะเพิ่มเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวเฉียบคมมากขึ้น ทั้งในส่วนของตัวรถโดยเฉพาะด้านข้างและชุดไฟท้าย ทำให้รถดูวัยรุ่นกว่า ซึ่งก็ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวขนาดเล็กหรือวัยเริ่มทำงาน ตัวรถขนาดไม่ใหญ่ ขับใช้งานแทนเก๋งได้ ขับในเมืองไม่อึดอัด และด้วยฐานล้อที่ยาวกว่าคู่แข่ง ทำให้เด่นในเรื่องพื้นที่ในห้องโดยสาร

ภายใน 6 ที่นั่ง ใช้งานได้จริง

●   ห้องโดยสารเน้นเรื่องการลดเสียงรบกวนและความสั่นสะเทือนด้วยการเพิ่มฉนวนกันเสียงในจุดต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตโครงสร้างตัวรถ เพิ่มโฟมด้านในและด้านนอกเสา ติดตั้งแผ่นซับเสียงที่ซุ้มล้อ ยางขอบประตูแบบเต็มวง ลดเสียงดังจากท่อไอเสียด้วยการเพิ่มปริมาตรหม้อพักกลาง เพิ่มวัสดุดูดซับเสียงในชิ้นส่วนการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

●   ขึ้นลงสะดวกด้วยการออกแบบบานประตูให้เปิดได้กว้าง (วัดจาก Belt Line) ประตูหน้าเปิดได้กว้าง 70-71 องศา และช่องประตูเมื่อเปิดแล้วมีความกว้าง 83 มิลลิเมตร ประตูบานหลังเปิดได้กว้าง 68-69 องศา และมีความกว้าง 90 มิลลิเมตร ห้องโดยสารเน้นการใช้งานแบบครอบครัวด้วยช่องเก็บ 31 จุด ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ครอบคลุมเบาะนั่งทุกตำแหน่ง มาพร้อมถาดวางของที่คอนโซลหน้า ที่เท้าแขนบริเวณกลางเบาะหน้าพร้อมที่วางแก้วน้ำถอดได้และเป็นแบบใส เพื่อให้ไฟ Ambient Light ส่องทะลุขึ้นมาได้ เบาะผู้ขับปรับสูง-ต่ำได้

●   ด้านหน้ามีช่องจ่ายไฟฟ้า USB-A, ช่อง 12 โวลต์ และที่ชาร์จไร้สาย Wireless Charger แบบมีพัดลมระบายความร้อนให้สมาร์ทโฟน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จได้ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยจะชาร์จได้ 7-10 วัตต์ ชาร์จ 1 ชั่วโมงได้ 44 เปอร์เซ็นต์ และ ชาร์จเต็มใน 2.50 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับระบบปกติที่ชาร์จได้ประมาณ 5 วัตต์ 1 ชั่วโมงชาร์จได้ 34 เปอร์เซ็นต์ และชาร์จเต็มใน 4 ชั่วโมง) ทดสอบด้วยสมาร์ทโฟนของซัมซุง

●   ในรุ่นท๊อป 6 ที่นั่ง เด่นที่เบาะแถว 2 เน้นความผ่อนคลายได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโซฟา และประยุกต์เป็นเบาะแบบ Captain Seat แยก 2 ที่นั่งซ้ายขวา มีที่เท้าแขนแบบพับเก็บได้ หลังเบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารมีโต๊ะพับเก็บได้ รับน้ำหนักได้ 3.5 กิโลกรัม ส่วนหลังเบาะฝั่งผู้ขับทำเป็นที่เก็บของขนาดใหญ่และเล็ก บนเพดานมีช่องแอร์แยกจากด้านหน้า ปรับแรงลมได้ 3 ระดับ กระจายความเย็นสู่เบาะแถว 3 ได้ดี แม้รถจะยังไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสง และขับช่วงกลางวันที่แดดจัดก็ยังเย็นสบาย อีกจุดเด่นของรุ่น 6 ที่นั่งคือ ผู้โดยสารเบาะแถว 3 สามารถเข้าออกจากรถได้โดยไม่ต้องพับเบาะแถว 2 โดยขึ้นรถจากเบาะแถว 2 แล้วเดินทะลุไปนั่งบนเบาะแถว 3 ได้เลย

●   เบาะแถว 2 เลื่อนเดินหน้าถอยหลังได้พอสมควรและปรับเอนได้ เป็นตำแหน่งที่นั่งสบายที่สุดของรถรุ่นนี้ ส่วนเบาะแถว 3 ก็ใช้งานได้จริง ลองนั่งแล้วมีพื้นที่วางเท้า พื้นที่หัวเข่า และพื้นที่เหนือศีรษะเหลือเฟือสำหรับความสูง 170 เซนติเมตร โดยไม่ต้องเลื่อนเบาะแถว 2 ไปด้านหน้า เพื่อนสื่อมวลชนที่มีความสูง 180 เซนติเมตรก็ยังนั่งได้ แต่ต้องเลื่อนเบาะแถว 2 ช่วย พนักพิงเบาะแถว 3 ปรับเอนได้ด้วยช่วยให้นั่งสบายขึ้น ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 200 ลิตร และเพิ่มเป็น 1,892 ลิตรเมื่อพับเบาะแถว 3 ราบลง

●   ภายในตกแต่งด้วยหนังแท้ทั้งที่พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ปรับได้ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำ-ใกล้-ไกล หัวเกียร์ และเบาะนั่งล้ำสมัยด้วยชุดมาตรวัด Supervision TFT LCD ขนาด 4.2 นิ้ว ปรับเปลี่ยนการแสดงผลตามโหมดการขับ คอนโซลกลางติดตั้งจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ด้านล่างเป็นชุดควบคุมระบบปรับอากาศแบบ อัตโนมัติ

●   คันที่ทดลองขับเป็นรุ่นสูงสุดจึงมีอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน เช่น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ด้วยรีโมทคอนโทรล เปิด-ปิดกระจกด้วยรีโมทคอนโทรล ทำงานในระยะ 10 เมตร, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร Ambient Light สีน้ำเงินที่คอนโซลกลาง ช่องเก็บของใต้คอนโซล, ระบบแจ้งความดันลมยางอัตโนมัติ TPMS แจ้งเตือนแรงดันลมยางแยกแต่ละล้อ

●   การจัดวางท่านั่งขับเหมือนรถเก๋ง ไม่เหมือนรถตู้ ทำให้ผู้ขับไม่ต้องปรับตัวมาก ระยะยื่นด้านหน้าและหลังที่สั้นกว่าคู่แข่ง รวมทั้งความยาวตัวรถที่สั้นกว่า ทำให้ขับง่ายขับคล่องและมั่นใจ ทัศนวิสัยรอบคันอยู่ในเกณฑ์ดี ปลอดโปร่ง พื้นที่กระจกค่อนข้างมาก เสาต่างๆ ออกแบบให้เล็กเพรียวไม่บังสายตา และส่วนหนึ่งอาจเพราะนั่งกันแค่ 3 คนรวมผู้ขับ รวมทั้งรถยังไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงด้วย

●   เริ่มต้นทริปด้วยการเป็นผู้ขับ ปรับเบาะสูงสุดขาก็ยังไม่ห้อยลอย ยังมีแรงเหยียบเบรกได้อย่างเต็มที่ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ช่วยให้ปรับรถเข้ากับสรีระได้ง่าย กระจกมองข้างบานใหญ่ มีระบบเตือนจุดบอดช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อขับในเมือง กระจกหน้าบานใหญ่ให้มุมมองกว้าง แต่ไม่ต้องพยายามชะเง้อมองหาฝากระโปรงหน้าเพื่อกะระยะ เพราะยืดตัวจนหัวติดเพดานก็ยังมองไม่เห็น เนื่องจากรถออกแบบให้ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ เมื่อมองจากมุมด้านข้าง ความลาดเอียงของฝากระโปรงแทบจะเป็นแนวเดียวกับกระจกหน้า

●   อีกหนึ่งจุดที่ทำให้รถรุ่นนี้ขับง่ายคือ แผงคอนโซลไม่ได้ยื่นยาวออกมามากนัก ทำให้ผู้ขับอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการควบคุมรถ และไม่รบกวนพื้นที่ภายในห้องโดยสารด้วย เบาะนั่งเน้นความสบายจึงไม่โอบกระชับร่างกายมากนัก มุมองศาของแป้นคันเร่งและเบรกทำได้ดี การสลับจากแป้นคันเร่งมาแป้นเบรก ทำให้คล่องไม่ติดขัดและไม่ต้องเกร็งข้อเท้าเมื่อปรับเบาะให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง น้ำหนักคันเร่งและเบรกก็พอดีๆ ไม่ต้องออกแรงกดเยอะ ควบคุมได้ง่าย

●   เปลี่ยนจากผู้ขับเป็นผู้โดยสารบ้าง เพื่อนสื่อมวลชนคนขับสูง 175 เซนติเมตร และผู้โดยสารด้านหน้าสูง 180 เซนติเมตร ผู้โดยสารสูง 170 เซนติมตร นั่งเบาะแถว 2 ที่เป็นแบบแยก Captain Seat ฝั่งซ้ายยังมีที่ว่างบริเวณเข่าเหลือเฟือเกือบ 30 เซนติเมตร จนต้องสอบถามคนที่นั่งหน้าว่านั่งสบายมั้ย ก็ได้รับคำตอบว่านั่งสบาย เข่าไม่ติดคอนโซล เหลือบไปมองเบาะแถว 2 ฝั่งผู้ขับยิ่งมีที่ว่างเหลือๆ นั่งไขว่ห้างได้สบาย เบาะแถว 2 ก็ออกแนวแบนๆ ปีกเบาะและพนักไม่สูงมาก แต่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเอาที่เท้าแขนลงก็เพิ่มความกระชับได้ดี เบาะแถว 2 เลื่อนเดินหน้าถอยหลังได้ และปรับเอนได้เยอะ ช่องว่างระหว่างเบาะก็กว้างขวาง ผู้ใหญ่เดินทะลุไปเบาะแถว 3 ได้สบาย แต่พื้นห้องโดยสารจะสูงกว่าแถว 2 เล็กน้อย

●   ลองนั่งเบาะแถวหลังสุดโดยไม่เลื่อนเบาะแถว 2 ช่วย ก็ยังนั่งได้สบายสำหรับความสูง 170 เซนติเมตร สอดเท้าเข้าใต้เบาะแถว 2 ได้ 1 ข้าง ส่วนเท้าอีกข้างจะติดขาเบาะที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถเบี่ยงออกมาวางเท้าตรงที่ว่างระหว่างเบาะแถว 2 แทนได้ พื้นที่หัวเข่ายังสบายๆ เช่นเดียวกับพื้นที่เหนือศีรษะที่ยังไม่ติดเพดาน แต่ถ้าปรับพนักพิงเอนมาก ศีรษะจะอยู่ตรงเสาหลังทำให้มองวิวไม่ถนัดนัก เรื่องความเย็นหายห่วง แอร์เพดานบนเบาะแถว 2 ปล่อยความเย็นมาได้ทั่วถึงแถว 3 ผู้โดยสารแถว 3 สามารถลงจากรถโดยไม่ต้องพับเบาะแถว 2 แค่เดินผ่านช่องระหว่างเบาะแถว 2 ก็ลงจากรถได้แล้ว เป็นอีกหนึ่งข้อดีของเบาะแถว 2 แบบแยก

●   การเก็บเสียงและความสั่นสะเทือนทำได้ดีสมความตั้งใจ ความเร็ว 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบไม่มีเสียงรบกวนทั้งจากลมปะทะและเสียงจากพื้นถนน แม้จะนั่งเบาะแถว 3 ซึ่งใกล้กับซุ้มล้อหลังก็ไม่มีเสียงลมหมุนวนรบกวน ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่งเบาะแถว 2 ยังคุยกับคนนั่งหน้าได้แบบไม่ต้องตะโกน ถ้าเดินทางด้วยความเร็วปกติจะให้ความเงียบสงบดีมาก ยกเว้นเวลาคิ๊กดาวน์ลากรอบสูง จะมีเสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างชัด

●   วัสดุภายในส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแข็งฉีดขึ้นรูป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของรถราคาประมาณนี้ มีส่วนที่บุนุ่มบ้างบริเวณที่เท้าแขนแผงประตูและที่เท้าแขนระหว่างเบาะหน้า การตกแต่งทำให้รถดูดีเกินราคา เช่น การใช้สีดำเปียโนแบล็ก เบาะและพวงมาลัยหุ้มหนัง ปุ่มสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ ก็ให้ความรู้สึกแน่นหนาเมื่อกดใช้งาน และไม่มีเสียงรบกวนก๊อกแก๊กจากการประกอบของชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารแม้ขับบนทางขรุขระ

ครบครันด้านความปลอดภัย

●   ระบบความปลอดภัยที่มีในทุกรุ่นย่อยประกอบด้วย ระบบกุญแจ Immobilizer, ระบบล็อคประตูอัตโนมัติตามความเร็วรถ, เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง, จุดติดตั้งคาร์ซีทสําหรับเด็ก (ISOFIX), ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESC, ระบบเสริมแรงเบรก BAS, ระบบควบคุมการทรงตัว VSM, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC และระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS

●   2 รุ่นบนจะได้ระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense ประกอบด้วย

●   Forward Collision Avoidance Assist (FCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบจะช่วยเตือนเมื่อตรวจพบความเสี่ยงในการชนจากด้านหน้า เช่น มีคนเดินเท้าหรือยานพาหนะท่ี หยุดหรือลดความเร็วกะทันหัน และหากมีความเสี่ยงในการชน ระบบจะช่วยเบรกฉุกเฉินให้โดยอัตโนมัติ

●   Lane Following Assist (LFA) ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน กล้องหน้ารถจะตรวจจับเส้นแบ่งเลนบนผิวถนนและช่วยควบคุมให้รถ อยู่กลางเลน เพื่อความปลอดภัย Lane Keeping Assist (LKA)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน กล้องหน้ารถจะตรวจจับเลนบนผิวถนน เพื่อตรวจสอบตําแหน่งของรถ ในช่องจราจร ระบบจะเตือนผู้ขับ กรณีที่รถมีการเคลื่อนออกนอกเลนโดยไม่ ใช้ไฟเลี้ยว และจะช่วยดึงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติเพื่อควบคุมรถให้อยู่ในเลน

●   Blind-spot Collision-avoidance Assist (BCA) ระบบช่วยเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ในบริเวณจุดอับสายตาที่ผู้ขับมองไม่เห็น หากระบบตรวจพบยานพาหนะอื่นในบริเวณใกล้เคียงกับ รถ ไฟ LED บนกระจกมองหลังจะติดขึ้นเพื่อเตือนให้ผู้ขับระวัง และหากมีความเสี่ยงท่ีจะชนกับยาน พาหนะจากด้านข้างที่ความเร็วต่ำ เช่น ขณะกําลังออกจากที่จอดขนานข้างฟุตบาท ระบบจะทํางานโดย อัตโนมัติเพื่อช่วยเบรกฉุกเฉิน

●   Rear Cross-traffic Collision-avoidance Assist (RCCA)ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ เมื่อมีรถยนต์ด้านหลังเคลื่อนท่ีเข้ามาใกล้ ขณะที่คุณกําลังถอยรถ ระบบจะช่วยเตือนและช่วยเบรกอัตโนมัติในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

●   High Beam Assist (HBA) ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ จะเปลี่ยนไฟสูงให้เป็นไฟต่ำ เมื่อตรวจพบรถที่แล่นสวนมาในช่วงกลางคืน และหลังจากที่รถแล่นผ่านไป แสงไฟจะเปลี่ยนกลับเป็นไฟสูงโดยอัตโนมัติ Rear View Monitor (RVM) ระบบกล้องมองหลังแสดงภาพขณะถอยจอด ระบบเตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถด้านข้าง SEW (Safe Exit Warning) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า DAW (Driver Attention Warning) ระบบแจ้งเตือนให้เช็กผู้โดยสารด้านหลัง (ROA) และระบบช่วยจํากัดความเร็ว MSLA

เครื่องยนต์ตอบสนองดีแต่ไม่หวือหวา

●   ทุกรุ่นย่อยใช้เครื่องยนต์ Smartstream 1.5 MPI แบบเบนซิน 4 สูบ DOHC D-CVVT-Dual Continuously Variable Valve Timing 16 วาล์ว หัวฉีด Multi Point Injection ติดตั้งระบบต่างๆ เพื่อให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น DPFI หรือ Dual Port Fuel Injection หัวฉีดคู่ ให้การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นละอองฝอยมากที่สุด และฉีดเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เชื้อเพลิงกับอากาศมีอัตราส่วนที่เหมาะสมและผสมกันได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้

●   ITMS หรือ Integrated Thermal Management System ระบบจัดการความร้อนภายในเครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา พร้อมปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแรงดัน 2 จังหวะ ตามความต้องการของเครื่องยนต์ ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 4 ความจุ 1,497 ซีซี กระบอกสูบ 75.6 มิลลิเมตร ช่วงชัก 83.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนการอัด 10.5:1 รองรับแก๊สโซฮอล์ E10 กำลังสูงสุด 115 แรงม้า ที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 11.3 วินาที อัตราเร่งแซง 60-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถังน้ำมันจุ 40 ลิตร

●   มีฟังก์ชั่น Drive Mode 4 รูปแบบการขับ ประกอบด้วย Eco ช่วยประหยัดน้ํามัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง Normal เพื่อความสบายในการขับในชีวิตประจําวัน Sport เพื่อส่งสมรรถนะการขับถึงขีดสุด Smart ปรับเปลี่ยนการตอบสนองอัตโนมัติ ตามพฤติกรรมของผู้ขับ

●   ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT Intelligent Variable Transmission (IVT) รับแรงบิดได้ 18.3 กก.-ม. ชุดเกียร์มีขนาดกะทัดรัด ยาว 351 มิลลิเมตร ใช้สายพานโลหะในการขับเคลื่อนพูเลย์ ส่งผลให้มีความกระชับ ไม่สูญเสียพลังงาน และประหยัดเชื้อเพลิง 4.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 87.3 เปอร์เซ็นต์ มีความทนทานระดับ 300,000 กิโลเมตร มาพร้อมโหมด +/- ปรับได้ 7 จังหวะ อัตราทดเกียร์เดินหน้า 2.68-0.385 อัตราทดเกียร์ถอยหลัง 2.822-1.822 เฟืองท้าย 6.483

●   อัตราเร่งช่วงขับในเมืองดีกว่าที่คิด รถตอบสนองคันเร่งได้ดี ไม่รู้สึกว่าออกตัวแล้วอืด ขับในเมืองได้ลื่นไหลทันใจ ขับทางไกลแบบครอบครัวก็ยังทำได้ดี ความเร็วตามกฎหมายเครื่องยนต์หมุนรอบต่ำไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาที การเร่งแซงถ้าไม่ฉุกเฉินใช้วิธีค่อยๆ เติมคันเร่งลงไปไม่ให้ถึงจังหวะคิ๊กดาวน์ก็ยังรู้สึกทันใจ ลองโหมด +/- 7 จังหวะ ความรวดเร็วในการเปลี่ยนเกียร์อยู่ในระดับกลางๆ เน้นความนุ่มนวลมากกว่าความฉับไว ลองโหมดการขับแล้วที่รู้สึกแตกต่างชัดเจนคือ โหมดสปอร์ต ที่รอบจะขยับสูงขึ้น เกียร์เปลี่ยนขึ้นสูงช้าลงแม้จะผ่อนเท้าจากคันเร่งแล้ว ช่วยให้เร่งทันใจขึ้นพอสมควร แต่ก็ต้องแลกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้น รวมทั้งอัตราสิ้นเปลืองและการสึกหรอที่มากขึ้นด้วย

●   ขากลับจากที่พักมุ่งหน้าสนามบินภูเก็ต เพื่อนสื่อมวลชนอาสาขับให้เพราะต้องผ่านทางภูเขาคดโค้ง ถ้านั่งอาจจะเมารถ เซต 0 ก่อนเดินทาง ขับปกติไม่ปั้นตัวเลข มีลองอัตราเร่งลากรอบสูงหลายครั้ง อาจจะขับโหดกว่าใช้งานจริงด้วยซ้ำ ได้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง 15.2 กิโลเมตรต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ไม่เด่นไม่ด้อย สูสีกับคู่แข่งรายอื่น

ช่วงล่างนุ่มนวลนั่งสบาย

●   ช่วงล่างพัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายเมื่อขับบนทางขรุขระ และออกแบบให้พวงมาลัยเบาและควบคุมง่าย ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท ช็อกฯ หน้าติดตั้ง HRS หรือ Hydraulic Rebound Stopper ลดเสียงดังในจังหวะยืดตัว และลดการโคลงตัวของรถเมื่อขับบนถนนขรุขระ ส่วนช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม CTBA หรือ Coupled Torsion Beam Axle ปรับปรุงมุมองศาจุดยึดบูช เพื่อความนุ่มนวล เพิ่มความคล่องแคล่วและให้การควบคุมที่มั่นคง พวงมาลัยแร็กแอนด์พิเนียนไฟฟ้าบ Column Type of Motor Driven Power Steering ติดตั้งชุดมอเตอร์ไฟฟ้าที่แกนพวงมาลัย วงเลี้ยวแคบสุด 5.4 เมตร  ระบบเบรกหน้าดิสก์เบรกขนาด 15 นิ้ว พร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังดรัมเบรกขนาด 9 นิ้ว

●   ช่วงแรกที่เป็นผู้ขับ รู้สึกว่าการหมุนของพวงมาลัยโดยเฉพาะในช่วงตีคืนเมื่อออกจากโค้งแคบๆ หรือหลังจากกลับรถ ยังไม่ค่อยต่อเนื่องนัก ตอนแรกคิดว่าเป็นที่ระบบช่วยรักษารถให้อยู่กลางเลน แต่ลองปิดแล้วอาการก็ยังไม่หาย สลับผู้ขับอีก 2 คน ก็ให้ความเห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นบุคลิกของรถ ส่วนน้ำหนักในการหมุนพวงมาลัยมีการแปรผันที่ชัดเจน ขับความเร็วต่ำพวงมาลัยเบาขับง่าย และหนืดหนักขึ้นเมื่อใช้ความเร็ว เข้าโค้งได้มั่นใจไม่รู้สึกว่าพวงมาลัยเบาหวิวเกินไป เพราะพวงมาลัยให้ความรู้สึกว่าหน้ายางสัมผัสกับถนน ไม่ได้ขับแล้วรู้สึกลอยๆ

●   ช่วงล่างเซตมาเน้นความนุ่มนวล ขับเข้าโค้งแรงๆ และไม่ตัดโค้ง ผู้ขับจะรู้สึกว่ารถเอียงมากไปนิด แต่พอสลับไปนั่งแล้วกลับไม่รู้สึก ถ้านั่งชมวิวไม่ได้มองทางข้างหน้า เบาะแถว 2 และ 3 ยังคงนั่งสบาย ไม่รับรู้ถึงอาการเอียง แต่รู้สึกว่านั่งนุ่มสบายไม่กระแทกหรือสะเทือน ช่วงล่างดูดซับแรงไว้ได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็น่าจะตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของรถรุ่นนี้ ระบบเบรกหน้าดิสก์หลังดรัม มีผลงานที่ดีเกินหน้าตา สร้างแรงเบรกได้หนักแน่น เบรกหยุดมั่นใจไม่มีอาการไหล น้ำหนักในการเหยียบแป้นเบรกสัมพันธ์กับแรงเบรก จึงไม่ต้องปรับตัวมาก เบรกความเร็วต่ำไม่จับตัวเร็วเกินไปจนหัวทิ่มหัวตำ ขับง่าย นั่งสบายไม่เวียนหัว

●   ฮุนได สตาร์เกเซอร์ แบ่งเป็น 5 รุ่นย่อย รุ่นพื้นฐาน Trend แบบ 7 ที่นั่ง 769,000 บาท, Style แบบ 7 ที่นั่ง 829,000 บาท, Smart 7 แบบ 7 ที่นั่ง 869,000 บาท, Smart 6 แบบ 6 ที่นั่ง 889,000 บาท และ Smart 6 แบบ 6 ที่นั่ง หลังคาดำ 909,000 บาท (หลังคาดำเป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษเฉพาะรุ่น Smart 6 สี Creamy White Pearl และ Magnetic Silver Metallic) มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร         ●

ขอบคุณ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

Group Test : 2023 Hyundai Stargazer Smart 6