June 3, 2024
Motortrivia Team (10501 articles)

ชุดระบบ ADAS ในรถยุคใหม่ เริ่มสร้างปัญหาให้กับบริษัทประกันภัย

เรื่อง : AREA 54

●   ชุดระบบความปลอดภัยในกลุ่ม ADAS หรือ Advanced driver-assistance system ซึ่งมีบางส่วนได้ค่อยๆ กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานจากโรงงาน เริ่มสร้างปัญหาให้กับบริษัทประกันภัยในสหรัฐฯ เมื่อผู้ตรวจสอบและประเมินวินาศภัยพบว่า ค่าซ่อมแซมชุดระบบ ADAS นั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป และส่วนใหญ่ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุใหญ่ โดยจากสถิติ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุบนท้องถนนพบว่าความผิดพลาดของระบบ ADAS นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

●   ก่อนอื่น… เราต้องบอกว่าชุดระบบ ADAS นั้นมีความสำคัญ แน่นอนว่ามันสามารถช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยทั้งก่อนและหลังการชน (Pre Crash Prevention / Post Crash Prevention) ทว่าในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น หมอกลงจัด, ฝนตกหนัก หรือใดๆ ก็ตามที่ไม่เหมาะกับการขับรถ หากผู้ขับมั่นใจในระบบช่วยเหลือมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความประมาท หรือประเมินสถานการณ์ผิดได้ (ไม่นับผู้ขับในกลุ่มที่เล่นแผลงๆ ด้วยคึกคะนอง และมั่นใจในระบบช่วยขับอัตโนมัติมากเกินไป นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง)

●   นี่เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวพอสมควรสำหรับทั้งเจ้าของรถและบริษัทประกันภัยเมื่อต้องยืนมองกันละมุม ในฝั่งเจ้าของรถนั้น ระบบ ADAS ถูกออกแบบมาให้พวกเขามีความมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ช่วยป้องกันได้จริง) และพวกเขาก็ซื้อรถในราคาที่สูงลิ่วเพื่อใช้งานระบบเหล่านี้ ทว่าในแง่ของธุรกิจประกันภัย มันสร้างปัญหาใหญ่ให้กับพวกเขาเช่นกัน เมื่อพบว่าเบี้ยประกันนั้นไม่สัมพันธ์กับการซ่อมแซมระบบ ADAS

●   สื่อใหญ่อย่าง Bloomberg มีรายงานว่า บริษัท CCC Intelligent Solutions ซึ่งให้บริการข้อมูลในด้านอุบัติเหตุ, บริษัทประกันภัย, อู่ซ่อมรถ รวมถึงผู้ให้บริการทางการแพทย์ พบว่า การเปลี่ยนเซ็นเซอร์และกล้องรอบคันเป็นจำนวนมากสำหรับการทำงานของระบบพื้นๆ อย่าง Emergency Braking ช่วยเบรคอัตโนมัติ หรือระบบ Lane Keeping Assist รักษาตำแหน่งรถในเลน อาจสูงถึงหลายพันดอลลาร์ (1 พันดอลลาร์ ก็ปาเข้าไปราวๆ 3.7 หมื่นบาทแล้ว) เนื่องจากหลังการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ต่างๆ ยังต้องมีการปรับตั้งค่าให้มันทำงานอย่างถูกต้อง ไม่รวมค่าแรงของช่างที่ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง และค่าอะไหล่ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบไปถึงการซ่อมแซมชิ้นส่วนพื้นฐานด้วย เช่น ชิ้นส่วนปกติที่เสียหาย ทว่าต้องติดตั้งร่วมกับเซนเซอร์ต่างๆ

●   อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่เจ้าของรถและบริษัทประกันภัยกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขณะนี้ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ คือบริษัทในกลุ่มประมูลรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุหรือซากรถยนต์ เช่นบริษัท Copart ซึ่ง Bloomberg ระบุว่าราคาหุ้นของ Copart นั้นเพิ่มขึ้น +23% ในปี 2023 และเพิ่มขึ้นถึง +1,110% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

●   นอกจากนี้ ตัวเลขสถิติของค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถที่พุ่งสูงขึ้น ยังผลให้ 21% ของซากรถในปัจจุบันที่บริษัทประกันภัยคิดว่าซ่อมไม่คุ้มและตีเป็นซาก* คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 1980 (ซึ่งรถยังไม่ไฮเทคมากนัก) และนักวิเคราะห์ยังคาดว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 30% หากรถรุ่นใหม่ๆ มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก

●   ท้ายนี้ Copart คาดการณ์ว่า หากสัดส่วนของรถในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 21% เป็น 30% จริง ธุรกิจในกลุ่มซื้อขายรถหลังเกิดอุบิติเหตุหรือตีเป็นซากรถก็จะยังคงเติบโตได้อีกพักใหญ่ๆ หรือจนกว่าผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์หลักๆ ในกลุ่มไฮเทค (เช่น Continental) จะสามารถหาวิธีให้ชุดระบบ ADAS และเครือข่ายระบบความปลอดภัยทั้งออน/ออฟไลน์ สามารถทำให้จำนวนอุบัติเหตุลดลงมากว่านี้ ●

หมายเหตุ : ยกตัวอย่างผู้ที่ทำประกันชั้น 1 ในบ้านเรา บางกรณีที่รถมีความเสียหายและซ่อมไม่คุ้ม เช่น ค่าซ่อมรวมๆ แล้วสูงกว่า 70% ของมูลค่าตัวรถ บริษัทประกันภัยจะพิจารณาคืนทุนประกัน จากนั้นก็จะขายทิ้งในลักษณะซากรถ เป็นต้น