Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018 เผยทิศทางของ BEV / PHEV ภายใต้ซับแบรนด์ EQ
November 22, 2018
Motortrivia Team (4122 articles)

Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018 เผยทิศทางของ BEV / PHEV ภายใต้ซับแบรนด์ EQ

เรื่อง : AREA 54  •  ภาพ : เมอร์เซเดส ประเทศไทย

 

●   เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยทิศทางการพัฒนารถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าภายใต้ซับ-แบรนด์ EQ ทั้งแบบไฟฟ้าล้วนแบบแบตเตอรี่ (BEV : Battery Electric Vehicle) และไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV : Plug-in Hybrid Vehicle) ภายใต้ชื่องาน Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018 พร้อมจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า EQA เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

●   มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ (Roland Folger) ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อมองภาพของอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (AI : artificial intelligence) ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ ซึ่งเรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานทุกด้าน ทั้งการพัฒนาและการผลิตรถยนต์ การขับเคลื่อนยานพาหนะ ตลอดจนการบริการด้านการเดินทางและการสื่อสาร สำหรับเดมเลอร์ เราได้ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมได้มีการระดมความคิดเพื่อพัฒนากลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ ที่เกิดจากการนำปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยใช้ชื่อว่า เคส (CASE)”

●   “ยนตรกรรมแห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะดำเนินงานตามกลยุทธ์ CASE ที่มาจากรากฐานแนวคิดใหม่ 4 ประการ ได้แก่ (1) Connected (2) Autonomous (3) Shared & Service และ (4) Electric Drive ซึ่งเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และด้วยแนวคิดดังกล่าว ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย”


มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด


●   ปัจจุบัน วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนแห่งอนาคต โดยในปี 2009 เมอร์เซเดสได้เปิดตัวรถ S 400 HYBRID ซึ่งนับเป็นรถคันแรกของโลกที่มีระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด (mild hybrid) พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์เบนซิน ตัวรถมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 12.6 กม./ลิตร และได้ชื่อว่าเป็นรถซาลูนในกลุ่มพรีเมียมที่ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีที่สุดของโลก ณ เวลานั้นอีกด้วย

●   ในปี 2012 ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 2 ได้รับพัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานของระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) ซึ่ง E 300 BlueTEC HYBRID นับเป็นรถไฮบริดที่ใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลเป็นรุ่นแรก ซึ่งการใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดมาเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ดีเซลนั้น ยังผลให้ E 300 BlueTEC HYBRID มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดถึง 25 กม./ลิตร

●   สำหรับระบบขับเคลื่อนในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด นั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ขับสามารถใช้งานในเมืองด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนเต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และยังสามารถใช้งานเครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในโหมดไฮบริด เพื่อให้ตัวรถมีทั้งความประหยัด และสามารถตอบสนองต่อการขับแบบใช้พละกำลังรวมทั้งระบบได้ด้วย


มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ (Frank Steinacher) รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด


●   มร. โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยภายในปี 2022 เราจะผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ท ไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ และเรากำลังวางแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย”

●   “วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ กับการนำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ มาอวดโฉมที่เมืองไทย โดยรถยนต์รุ่นนี้จะแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์อีคิวที่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพคท์ โดดเด่นด้วยการผสานความคล่องตัวอันน่าประทับใจเข้ากับระยะทางในการขับขี่ที่ยาวไกล ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่ใช้สถาปัตยกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่”

●   Mercedes-Benz Concept EQA ออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Sensual Purity ลดองค์ประกอบที่เป็นสันและเส้นออกไป เพื่อเปลือยพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อ ตัวรถใช้เทคโนโลยีไฟส่องสว่างแบบเลเซอร์ ไฟเบอร์ ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์จะถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิ้ลใยแก้วรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ ซึ่งจะช่วยขับเน้นแนวคิดของการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า

●   เมอร์เซเดสระบุว่า ชุดระบบขับเคลื่อนต้นแบบใน Concept EQA สามารถวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 400 กม. โดยในการใช้งานในโลกจริง ตัวแปรเกี่ยวกับระยะทางจะขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่แพค (และวิธีการขับของผู้ขับด้วย) ซึ่งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่ใช้ใน EQA จะเป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์: ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ (Deutsche ACCUMOTIVE) และออกแบบแพคเกจเซลล์แบตเตอรี่ในแบบโมดูลาร์ เบื้องต้นแบตเตอรี่แพคชุดนี้จะมีความจุ หรือความสามารถในการจ่ายไฟภายใน 1 ชม. มากกว่า 60 กิโลวัทท์-ชม. (kWh)

●   สำหรับบ้านเรา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มทำตลาดรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ภายใต้ชื่อ EQ Power ซึ่งหลังจากที่เมอร์เซเดสได้เปิดตัวรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นแรกไปในช่วงปี พ.ศ. 2559 ก็ได้มีการเปิดตัวรถรุ่นอื่นๆ ตามออกมาอย่างต่อเนื่อง

●   “นอกจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการผลิต และการบริการเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ และเพื่อส่งออก”  มร. โรลันด์ กล่าว

●   “เดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตามแผนงานการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของเรา ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ภายในปี พ.ศ. 2562”

●   อีกหนึ่งแผนงานสำคัญคือ การสร้างและขยายเครือข่ายติดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (ในที่นี้หมายถึงทั้งรถ PHEV และ BEVในอนาคต) เพื่อให้ผู้ใช้งานรถยนต์ของเมอร์เซเดสได้รับความสะดวกสบายในการรีชาร์จแบตเตอรี่มากขึ้น นอกเหนือไปจากการชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้าน เช่น ที่ตัวแทนจำหน่ายของเมอร์เซเดสเอง, ห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรม เป็นต้น

●   “เราวางแผนที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค นอกจากนี้ เรายังได้เดินหน้าวางแผนเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นของรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ Power”  มร. โรลันด์ กล่าวปิดท้าย

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เชิญได้ที่ mercedes-benz.co.th หรือ facebook.com/MercedesBenzThailand   ●


2017 Mercedes-Benz EQA Concept

Bridgestone Turanza