June 28, 2020
Motortrivia Team (6221 articles)

Mercedes-Benz EQ Power ทริป กระชับมิตรให้หายคิดถึง

เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●  หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็จัดกิจกรรมกระชับมิตร ภายใต้แนวคิด ‘Life’s a Journey’ พาสื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆ ไปกินมื้อกลางวันที่อยุธยา พร้อมพูดคุยกับผู้บริหาร มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินทางด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในกลุ่ม EQ Power ประกอบด้วย Mercedes-Benz C 300 e รุ่นย่อย Avantgarde และที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุดอย่าง AMG Sport, Mercedes-Benz E 300 e, Mercedes-Benz GLC 300 e, Mercedes-Benz GLC 300 e Coupé และ Mercedes-Benz S 560 ขับกันแบบ Social Distancing สื่อละ 1 คัน

320 แรงม้า 700 นิวตันเมตร

●  ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ ด้วยรถ Mercedes-Benz C 300 e Avantgarde รถในกลุ่ม Plug-in Hybrid ราคา 2.599 ล้านบาท ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ไดเร็คอินเจ็คชั่น เทอร์โบ ความจุ 1,991 ซีซี กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 6 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 122 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร มีกำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 320 แรงม้า ที่ 4,500–5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดรวม 700 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้งานแบบผสมต่ำกว่า 45 กรัมต่อกิโลเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC ขับเคลื่อนล้อหลัง

●  มอเตอร์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ ความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิม 111 เปอร์เซ็นต์ เซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ มีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10 เปอร์เซ็นต์ จนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที เมื่อใช้เครื่องชาร์จวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด

●  ในโหมดขับเคลื่อน E-Mode สามารถขับได้ไกลกว่าเดิมถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือขับได้ไกลสุด 50 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ใน 5.4 วินาที

Avantgarde อุปกรณ์มาตรฐานไม่ขาดแคลน

●  ภายนอกแทบไม่ต่างจากรุ่นมาตรฐาน มีเพียงป้าย EQ ที่แก้มล้อหน้า กับฝาปิดที่ชาร์จที่กันชนหลังฝั่งผู้ขับ โดยฝาปิดที่ชาร์จนี้ที่ต้องดับเครื่องยนต์ก่อนถึงจะเปิดได้ ด้านหลังมีป้าย C 300 e บ่งบอกรุ่น ส่วนอื่นของรถไม่แตกต่างต่างจากรุ่นมาตรฐาน ด้านหน้าติดตั้งกระจังสีเงินเสริมโครเมียม พร้อมโลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกบข้างด้วยโคมไฟหน้าเทคโนโลยี LED High Performance กันชนหน้าทรงเฉี่ยวแต่ยังไม่สปอร์ตเท่ารุ่น AMG

●  ด้านข้างตกแต่งเรียบๆ ด้วยโครเมียมล้อมกรอบกระจกประตูและที่ขอบล่าง และล้อแม็ก 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ล้อและยางหน้าหลังแบบต่างขนาด ล้อหน้า 18×7.5 นิ้ว ยาง 225/45 R18 ล้อหลัง 18×8.5 นิ้ว ยาง 245/40 R18 ด้านท้ายเรียบๆ ไม่หวือหวา มีปลายท่อไอเสียโครเมียมแยกซ้ายขวาพร้อมตกแต่งเชื่อมโยงกันด้วยคิ้วโครเมียม มิติตัวรถมีความยาว 4,686 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,442 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,840 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 1,740 กิโลกรัม

●  Avantgarde เป็นรุ่นย่อยเริ่มต้น มาพร้อมระบบ KEYLESS-START เแต่ไม่มี KEYLESS-GO ทำให้ต้องกดรีโมทเพื่อล็อกและปลดล็อก เบาะหุ้มหนัง ARTICO คู่หน้าปรับไฟฟ้าแต่ไม่มีหน่วยความจำ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ปรับทิศทางด้วยมือ ชุดมาตรวัดยังเป็นแบบเข็ม ไม่ใช่ All-Digital Instrument Display อุปกรณ์มาตรฐานบางรายการขาดหายไปบ้างเมื่อเทียบรุ่นสูงกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่เท่าที่ให้มาก็ถือว่าครอบคลุมการใช้งานและอำนวยความสะดวกได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว

ใช้สมรรถนะกันแบบสุดคุ้ม

●  ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 11.00 น. ขับกันแบบ Free Run ตัวใครตัวมัน ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าอยุธยา เปิด Google Map แล้วใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เส้นทางไม่ซับซ้อนคิดว่าไม่น่าหลง แต่เพื่อความอุ่นใจจึงพยายามเกาะกลุ่มเพื่อนและช่างภาพประจำทริปไปเรื่อยๆ มีชลอเรียงแถวเพื่อถ่ายรูปเป็นระยะ นอกนั้นได้ลองประสิทธิภาพของรถกันอย่างจุใจ ตัวรถมีโหมดการขับแบบ COMFORT SPORT, SPORT+, ECO และ INDIVIDULA ส่วนในโหมดขับเคลื่อนก็เลือกได้อีก 4 แบบ คือ HYBRID, E-MODE, E-SAVE และ CHARGE

●  HYBRID : ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะเน้นการขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก และจะปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพการขับในขณะนั้น รวมทั้งปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่

●  E-MODE : ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ สามารถกดคันเร่งได้ตามปกติ เพราะในโหมดนี้คันเร่งจะอยู่ในโหมด Haptic Accelerator Pedal มีแรงต้านป้องกันการกดคันเร่งลึกเกินไป แต่ก็สามารถกดคันเร่งลึกๆ เลยจากแรงต้านไปได้ แต่เครื่องยนต์ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ

●  E-SAVE : เมื่อเลือกใช้งานโหมดนี้ ระบบจะบันทึกปริมาณของกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของระบบไฮบริดไว้ และจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้น้อยที่สุดเพื่อเก็บไฟฟ้าไว้ ใช้ในกรณีวางแผนล่วงหน้าว่า จะต้องขับเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ช่วงที่ขับบนทางโล่งหรือไฮเวย์แม้จะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากนัก และเมื่อเข้าเมืองแล้วก็เปลี่ยนเป็น E-MODE ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและลดมลพิษ

●  CHARGE : ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ล้วนๆ แบตเตอรี่ของระบบไฮบริดจะได้รับการชาร์จทั้งจากเครื่องยนต์ และการชลอความเร็วหรือเบรก เมื่อชาร์จเต็มจะปรับไปที่โหมด E-SAVE โดยอัตโนมัติ

●  ขับใช้งานทั่วไปเลือก COMFORT กับ HYBRID ก็รองรับได้ค่อนข้างครอบคลุม ระบบจะจัดการทุกอย่างให้ตามความเหมาะสม ขับความเร็วคงที่ประมาณ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือบมองเข็มมาตรวัดรอบ กองนิ่งอยู่ที่เลข 0 แสดงว่าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ และยังไม่ต้องชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จึงยังไม่ต้องทำงาน อยากเร่งแซงรถที่ขับช้าชิดขวาก็แค่กระแทกคันเร่งลงไป เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน ดึงรถเพิ่มความเร็วได้อย่างสะใจและมั่นคง พุ่งทะยานออกไปตรงๆ ไม่มีปัดเป๋

●  เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกัน ออกแบบให้มีมลพิษต่ำและประหยัดเชื้อเพลิง เมื่อขับใช้งานทั่วไป และยังให้ความสนุกสะใจเมื่ออยากขับแบบสปอร์ต ด้วยแรงม้า 320 ตัว กับแรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่มาในรอบต่ำ 1,200-4,000 รอบต่อนาที และถ้าอยากจะเปลี่ยนลุคจากรถซีดานมาดผู้ดีเป็นรถสปอร์ต 4 ประตู ก็แค่เลือกโหมดการขับเป็น Sport และ Sport+ เครื่องยนต์และเกียร์จะกระฉับกระเฉงตอบสนองเร็วขึ้นอีก เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจเหมือนเชียร์ให้คนขับขยี้คันเร่ง ขับสนุกจนลืมความประหยัดไปได้เลย กดคันเร่งมิดแค่ไม่กี่วินาทีก็อาจมีใบสั่งไปที่บ้าน เพราะที่รอบเครื่องยนต์แค่ 1,500 รอบต่อนาที ในเกียร์ 9 ก็ทำความเร็วปริ่มๆ ลิมิตกฎหมายที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว

●  เกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันมาก เพราะคุ้นเคยกันดีว่ามีทั้งความรวดเร็วและนุ่มนวลต่อเนื่องในการเปลี่ยนเกียร์ทั้งในโหมดอัตโนมัติ และการเปลี่ยนเกียร์เองด้วย Paddle Shift ที่พวงมาลัย เกียร์ฉลาดและตอบสนองการขับได้ดี การมี 9 จังหวะ ทำให้เร่งได้ต่อเนื่องและช่วยลดรอบเมื่อใช้ความเร็วสูง ลดเสียงรบกวน ลดการสึกหรอ และลดอัตราสิ้นเปลือง

ช่วงล่างสร้างความมั่นใจ

●  แรงม้าแรงบิดมหาศาล คงไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถเรียกออกมาใช้งานได้อย่างมั่นใจ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส โฉมนี้ใช้ระบบกันสะเทือนแบบอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงค์ พร้อมโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP (Electronic Stability Program) ช่วงล่างเซตมาค่อนไปทางนุ่ม แต่ก็ยังรองรับการขับแบบโหดๆ ได้อย่างมั่นใจ การโคลงตัวของรถมีให้สัมผัสไม่มากนัก การยืดและยุบตัวเป็นไปอย่างช้าๆ จึงไม่รู้สึกเอียงวูบวาบ ขับผ่านรอยต่อถนนรู้สึกถึงความสะเทือนบ้าง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะยางหน้ากว้างแก้มเตี้ย แต่แลกกับความนิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงก็นับว่าคุ้ม

●  เบรกแบบดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้าเจาะรูและมีครีบระบายความร้อน พร้อมระบบเสริมความปลอดภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light) สมรรถนะของเบรกไม่มีข้อติ เพราะสร้างแรงเบรกได้สัมพันธ์กับน้ำหนักเท้าที่กดแป้นเบรก แตะเบาๆ ก็เบรกได้นุ่มนวล กดแป้นเบรกหนักๆ เน้นๆ ก็ดึงลดความเร็วลงได้ดี ใช้ความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ

ขากลับขับด้วยไฟฟ้า

●  กินข้าวอิ่มแล้วพูดคุยกับผู้บริหารต่ออีกนิด ก่อนจะแยกย้ายกลับแบบ Free Run มีเวลาเหลือเผื่อให้นำรถไปทำคอนเทนท์ได้ จึงขับไปถ่ายรูปใกล้ๆ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วนำรถไปคืน เช็คกำลังไฟฟ้าแล้วเหลือประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ จึงเลือกโหมด Charge แล้วเปิดหน้าจอแสดงปริมาณไฟฟ้าค้างไว้ ในโหมดนี้จะมีการชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ไฮบริดอย่างรวดเร็ว ปริมาณไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

●  กดดูข้อมูลที่จอกลางมาตรวัดว่า ด้วยปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่จะขับในด้วย E-MODE ได้กี่กิโลเมตร เมื่อชาร์จไฟฟ้าได้พอสำหรับเดินทางกลับถึงจุดหมายแล้วจึงเปิดใช้ E-MODE ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ช่วงรถติด แอร์ก็ยังเย็นฉ่ำปกติ ความรู้สึกในการเหยียบเบรกก็เหมือนรถทั่วไป เร่งจี๊ดจ๊าดทันใจไม่ต้องรอรอบ กดคันเร่งได้เต็มที่ไม่ต้องประคองเพราะกลัวว่าจะตัดเข้าโหมด Hybrid แล้วเครื่องยนต์จะทำงาน ถ้าแบตเตอรี่ยังมีไฟฟ้าเพียงพอ ก็จะคงอยู่ใน E-MODE ไปตลอด

●  Mercedes-Benz C 300 e Avantgarde รุ่นเริ่มต้นในอนุกรม C 300 e ราคา 2.599 ล้านบาท ภายในกว้างขวางสำหรับผู้ใหญ่ไซส์มาตรฐาน 4 คน อุปกรณ์มาตรฐานครบตามลำดับขั้นของรุ่นย่อย ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดที่แรงหายห่วง หรือจะขับให้ประหยัดก็ทำได้ไม่ยาก มีโหมดการเลือกใช้พลังงานตามความต้องการ สามารถชาร์จไฟฟ้าได้จากแหล่งภายนอก ขับไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 30-50 กิโลเมตร   ●

ขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

Life’s a Journey : 2020 Mercedes-Benz EQ Power Trip

Drunk Dont Drive