December 13, 2021
Motortrivia Team (8260 articles)

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive อีกทางเลือกของเอสยูวีไซส์คอมแพค

เรื่อง – ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●   GLA เอสยูวีรุ่นเริ่มต้นของค่ายดาวสามแฉก แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย AMG Dynamic ราคา 2.399 ล้านบาท และรุ่นที่ได้ทดลองขับในครั้งนี้คือ Progressive ราคา 2.199 ล้านบาท แตกต่างกันที่การตกแต่งและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ส่วนที่ให้เหมือนกันทั้ง 2 รุ่นคือ อุปกรณ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง การแบ่งรุ่นของ GLA น่าจะเป็นแนวคิดเดียวกับการแบ่งรุ่นของ S-Class ที่ไม่ใช่แค่การแบ่งรุ่นเริ่มต้นหรือรุ่นท๊อป แต่เป็นการแบ่งรุ่นเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อด้วย

เรียบหรูดูสปอร์ตลงตัว

●   ภายนอกของ GLA ดูเรียบร้อยแต่แฝงความสปอร์ต เส้นสายเรียบง่ายยุ่งเหยิงหรือหวือหวา ตกแต่งตามแนวทางของรุ่น Progressive ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากรุ่น AMG แต่ไม่ได้ดูด้อยกว่า แค่เป็นคนละแนวทางเท่านั้น เมื่อรวมเข้ากับตัวรถขนาดไม่ใหญ่ มีความยาว 4,410 มิลลิเมตร กว้าง 1,834 มิลลิเมตร สูง 1,611 มิลลิเมตร ทำให้ดูเป็นรถที่ทะมัดทะแมงคล่องตัว ตัวรถยกสูงนิดๆ ล้อและยางขนาด 235/55 R18 แก้มยางไม่บางมาก ขับทางวิบากแบบเบาๆ ได้ ด้านท้ายเป็นอีกจุดที่ดีไซน์เรียบๆ แต่ดูลงตัวสะดุดตา กันชนท้ายตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมท่อไอเสียหลอกแยกซ้าย-ขวา ท่อไอเสียจริงหลบอยู่หลังกันชนฝั่งขวา

●   อาจเพราะโดยส่วนตัวชอบรถสไตล์นี้อยู่แล้ว ยกสูงนิดๆ แต่ไม่ถึงกับสูงโย่ง คันไม่ใหญ่เทอะทะ ขับในเมืองไม่อึดอัด ขับทางไกลก็ไม่เล็กเกินไปจนรู้สึกไม่ปลอดภัย และเป็นแบบ 5 ประตู ใช้งานได้เอนกประสงค์ เลยทำให้รู้สึกว่าเป็นรถที่น่าขับเป็นพิเศษ อุปกรณ์ภายนอกที่ให้มา แตกต่างจากรุ่น AMG ในส่วนของกันชนหน้า-หลัง กระจังหน้า ขนาดของล้อและยาง รวมทั้งช่วงล่างของ AMG ที่ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วไม่มีผลกระทบกับการใช้งานแต่อย่างใด

ภายในไม่แคบ อุปกรณ์ครบ

●   ห้องโดยสารก็มีความแตกต่างกันทั้งในส่วนของการตกแต่ง และอุปกรณ์มาตรฐานบางรายการ ซึ่งในรุ่น Progressive ก็ให้มาอย่างเพียงพอกับการใช้งานโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานบ่อยๆ แล้วไปลดหลั่นในส่วนของบางอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เพราะต้องไม่ลืมว่ารุ่น Progressvie และรุ่น AMG มีส่วนต่างราคากันถึง 2 แสนบาท

●   การตกแต่งก็ว่ากันตามรสนิยม แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบ AMG มากกว่า ส่วนรุ่น Progressive ก็ตกแต่งไปในแนวทางของผู้ที่ต้องการรถไว้ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ต้องการความสปอร์ต เท่าที่ให้มาก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่การใข้งาน ทั้งที่เปิดประตูแบบ Keyless-Go ทั้ง 4 บาน เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ และที่ดันหลังไฟฟ้าและระบบนวด พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมีปุ่มระบบสัมผัส มี Paddle Shift และคันเกียร์อยู่บนพวงมาลัยฝั่งขวา

●   อย่างเดียวที่อยากให้มีในรุ่น Progressive คือ มาตรวัดขนาด 10.25 นิ้วที่มีในรุ่น AMG เพราะในรุ่น Progressive เป็นขนาด 7 นิ้ว การแสดงผลเลยไม่ต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกับหน้าจอที่คอนโซลกลาง แม้จะมีฟังก์ชั่นการทำงานและการแสดงผลใกล้เคียงกัน แต่มองมาตรวัดแล้วรู้สึกขัดใจไปนิด ส่วนความแตกต่างอื่น เช่น ไฟ Ambient Lighting 64 สี พวงมาลัยสปอร์ต เบาะสปอร์ต แป้นเหยียบสปอร์ต รวมทั้งพรมปูพื้น AMG ก็ยังไม่กระทบความรู้สึกเท่ากับมาตรวัดที่หดหายไป เพราะมาตรวัดที่แสดงผลต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกับจอสัมผัสที่คอนโซลกลาง นับเป็นไฮไลต์และเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นใหม่ๆ

●   ย้ายไปนั่งเบาะหลังที่แยกพับพนักพิงได้ 3 ส่วน 40:20:40 ทำให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นอีก นั่งหลัง 2 คน พร้อมสัมภาระที่มีความยาวก็ได้ เบาะนั่งหลังทำได้แน่นหนาดีแม้จะแยกพับได้ พื้นที่ด้านหลังก็เหลือเฟือสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารที่มีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร นั่งหลังผู้ขับยังมีที่วางขาได้แบบหลวมๆ พื้นที่เหนือศีรษะหายห่วง ด้วยหลังคาที่สูงโปร่ง ทั้งที่ดูจากภายนอกรถแล้วหลังคาก็ไม่ได้สูงโย่งอะไร ค่อนข้างลาดต่ำด้วยซ้ำ

●   ประตูบานท้ายไม่ใช่ไฟฟ้า อาจทำให้บางคนผิดหวังกับรถราคาสองล้านกว่า แต่สำหรับผมแล้วเฉยๆ ใจชอบแบบอัตโนมือมากกว่าเพราะเปิด-ปิดได้รวดเร็วทันใจ เสียแต่ว่าเวลาเปิดในช่วงแรกจะค่อนข้างหนักแรง แต่เมื่อโช้กช่วยผ่อนแรงแล้วก็จะเปิดได้เบามือ พับพนักพิงลงแล้วไม่ถึงกับราบเรียบ ยกหัวหมอนขึ้นก็ราบลงไปอีกหน่อย ถอดแผ่นบังสัมภาระออก จะได้พื้นที่ใส่ของขนาดใหญ่ได้สบาย เป็นข้อดีของรถ 5 ประตู แต่เจ้าของรถต้องใจถึงจริงๆ ที่จะใช้งานบรรทุกจริงจังเพราะที่เก็บสัมภาระด้านหลังตกแต่งได้อย่างสวยงามสมราคารถ มีความจุ 435-1,430 ลิตรเมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลง

●   ห้องโดยสารของรุ่น Progressive ก็เช่นเดียวกับภายนอก คือ ไม่ได้ดูแย่กว่ารุ่น AMG แค่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการตกแต่ง อุปกรณ์มาตรฐานที่ให้มาก็ไม่รู้สึกว่าขาดแคลน ยกเว้นขนาดของมาตรวัดที่แม้จะไม่มีผลกับการใช้งาน แต่มีผลกับความรู้สึก เพราะต้องมองบ่อยๆ เมื่อขับใช้งาน

จะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ยังไงก็เบนซ์

●   ในรถเบนซ์รุ่นเล็กรุ่นใหญ่รุ่นถูกรุ่นแพง ย่อมแตกต่างกันในเรื่องขนาดของห้องโดยสาร การตกแต่ง และอุปกรณ์มาตรฐาน แต่สิ่งที่เหมือนกันในเบนซ์ทุกรุ่นคือ คุณภาพ ไม่ว่าจะรุ่นไหนราคาไหน ถ้ามองในแง่คุณภาพจะไม่รู้สึกว่าด้อยกว่ากัน ทั้งการใช้วัสดุเกรดดี เหมาะสมกับราคารถ คุณภาพของการประกอบ ความแน่นหนา ความรู้สึกเมื่อสัมผัสหรือใช้งาน การเก็บเสียง และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม สงบ และปลอดภัย

●   ด้วยการประกอบกันของหลายส่วน เมื่อเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วจะรู้สึกว่าตัวรถมีความหนักแน่นมั่นคงปลอดภัย รู้สึกมั่นใจในการควบคุมรถ การเก็บเสียงที่ดี ทั้งเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ เสียงลมปะทะตัวถัง และเสียงยาง รวมทำให้รู้สึกว่าขับช้ากว่าความเป็นจริง ขับได้อย่างผ่อนคลาย มีสมาธิ และไม่เหนื่อยล้าเร็ว

แรงพอตัว เกียร์ทำให้ขับสนุก

●   เครื่องยนต์ความจุไม่เยอะ พ่วงระบบอัดอากาศเพื่อรีดสมรรถนะ ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าใช้งานได้ดี ขับไม่อืด ตอบสนองทันใจ ความเร็วต่ำหรือรถติดก็ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง และที่สำคัญคือ มลพิษต่ำ สำหรับเบนซ์ A-Class GLA-Class และ GLB-Class ใช้เครื่องยนต์รุ่นเดียวกันแบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,332 ซีซี เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ รองรับ E85 มีกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DCT 7 จังหวะ จี๊ดจ๊าดไม่เบาด้วย 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

●   แม้เป็นเครื่องยนต์เล็กรีดสมรรถนะได้เกินตัว แต่การขับในเมืองความเร็วต่ำก็นุ่มนวล ควบคุมความเร็วได้ง่าย ในโหมด SPORT ก็จะรู้สึกว่าคันเร่งเบาลง แตะเบาๆ รถก็พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า ได้การตอบสนองที่ทันใจ และกับความราบเรียบนุ่มนวลที่ลดลงเล็กน้อย ในโหมด SPORT ก็ยังคุมคันเร่งให้นุ่มนวลได้ แต่ต้องใช้สมาธิและความตั้งอกตั้งใจมากหน่อย

●   ขับทางไกลถนนโล่งต้องระวังอย่าเพลิน เพราะความเร็วอาจเกินกฎหมายกำหนดได้ง่ายๆ มองแต่ทางข้างหน้าจะรู้สึกว่ารถคันอื่นขับช้า ดูมาตรวัดความเร็วถึงรู้ว่าขับอยู่ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่รู้ตัวว่าขับเร็ว เพราะช่วงเร่งค่อยๆ ไต่ความเร็ว ไม่ได้เค้นเครื่องยนต์ ช่วงล่างยังนิ่ง รู้สึกว่าถ้าฉุกเฉินก็ยังควบคุมรถได้ รวมทั้งห้องโดยสารที่ค่อนข้างเงียบ

●   ถ้ากดคันเร่งสุดเพื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง จะรู้สึกว่าต้องรอเสี้ยววินาทีก่อนที่รถจะตอบสนอง รอบตวัดขึ้นอย่างรวดเร็วแตะขีดแดง เปลี่ยนเกียร์รอบตกเล็กน้อยแล้วไล่ขึ้นไปใหม่ ถ้าขับแบบนี้จะรู้สึกได้ชัดเจนว่า การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วทันใจกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไป หรือจะเป็นการคิ๊กดาวน์เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ หรือใช้ Paddle Shift ก็จะรู้สึกได้เช่นกัน เกียร์ DCT เปลี่ยนเกียร์ได้เร็ว คุมจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายๆ ด้วยการกดหรือผ่อนคันเร่ง เครื่องยนต์มีแรงบิดดีในช่วงรอบกว้าง กับเกียร์ที่เปลี่ยนจังหวะขึ้น-ลงได้อย่างทันใจ ทำให้เป็นรถที่ขับสนุก มี Paddle Shift ทำให้ควบคุมจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายขึ้นไปอีก

●   ขับทางไกลใช้ความเร็วตามกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ มีเร่งบ้างความเร็วสูงบ้าง ได้อัตราสิ้นเปลืองตามชุดมาตรวัด 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร น้อยกว่าที่คาดไว้ และทำได้สูงสุด 21.7 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นช่วงที่กว้างมาก ใช้งานในเมืองส่วนใหญ่ นอกเมืองเล็กน้อย น่าจะคาดหวังได้แถวๆ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร ขับแล้วเห็นเข็มน้ำมันตกเร็วก็อย่างเพิ่งตกใจ เพราะถังน้ำมันมีความจุ 43 ลิตร

ช่วงล่างไม่ทำให้ผิดหวัง

●   ในรุ่น Progressive ระบุว่าใช้ช่วงล่างแบบ Comfort Suspension ส่วนรุ่น AMG เป็นแบบ Lowered Comfort Suspension เตี้ยกว่าประมาณ 5 มิลลิเมตร ใช้ระบบกันสะเทือนแบบเดียวกันคือ อิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังโฟร์ลิงก์ ก้มดูแล้วปีกนกล่างเป็นอะลูมิเนียม มีการ์ดพลาสติกหุ้มด้านล่างไว้ น่าจะเผื่อครูดเวลาลุยทางวิบาก

●   ปรับเซตช่วงล่างมาในแบบที่ชอบคือ ค่อนไปทางหนักแน่นกระชับ ไม่นุ่มนิ่มยวบย้วย ควบคุมการโคลงของตัวรถได้ดี เข้าโค้งแคบด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะโคลงช้าและน้อย รวมทั้งจังหวะคืนตัวก็นุ่มนวลและมีความหนืดกำลังดี รั้งการคืนตัวหรือยืดตัวของช่วงล่างได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นรถทรงสูงที่ขับได้เฉียบคมพอสมควร แต่ก็ต้องแลกกับความสะเทือนที่จะรู้สึกได้ชัดเมื่อใช้ความเร็วขับผ่านผิวถนนขรุขระ แม้แก้มยางที่สูงจะช่วยซับแรงสะเทือนไปได้ส่วนหนึ่ง ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ไม่มีอะไรให้ติ เพราะทำงานได้ตามความคาดหวัง ตามระดับของรถ ควบคุมแรงเบรกได้ง่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับ เรื่องการสร้างแรงเบรกก็หายห่วง กระชากลดความเร็วลงได้อย่างเฉียบขาด ไม่มีอาการเบรกไหลหรือแถมให้ต้องลุ้น

●   เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLA 200 Progressive เอสยูวีทรงกระชับ ในเมืองขับคล่อง ทางไกลมั่นคง ภายในไม่คับแคบ และมีความเอนกประสงค์สมชื่อรถ ตัวถังยกสูงทัศนวิสัยดี ลุยทางวิบากได้พอประมาณ เครื่องยนต์เล็กพ่วงเทอร์โบ มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ขับสนุกด้วยเกียร์ DCT 7 จังหวะ ช่วงล่างและเบรกหนึบแน่นมั่นคงตามสไตล์รถยุโรปชั้นดี สมราคา 2,199,000 บาท     ●

ขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

Test Drive : Mercedes-Benz GLA 200 Progressive

Hyundai Staria 2021