July 26, 2023
Motortrivia Team (10468 articles)

Mitsubishi Triton เจนเนอเรชั่น 6 เปิดตัวแบบ เวิลด์ พรีเมียร์ ในไทย

ภาพ : จันทนา เจริญทวี

●   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัวรถปิคอัพขนาดกลางรุ่นสำคัญ All-New Mitsubishi Triton รุ่นใหม่เจนเนอเรชั่น 6 แบบเวิลด์ พรีเมียร์ ในประเทศไทย โดยการจัดงานมีขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ตัวรถจะเริ่มจำหน่ายในบ้านเราเป็นที่แรกในโลก ก่อนเตรียมเปิดตัวในภูมิภาคอาเซียน และโอเชียเนีย ขณะที่ญี่ปุ่นจะเปิดตัวเป็นทางการในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี

●   ในเบื้องต้น Triton ใหม่จะมากับการออกแบบใหม่หมดทั้งคันในรอบ 9 ปี ขนาดตัวใหญ่ขึ้นในทุกมิติ เฟรมพัฒนาขึ้นมาใหม่ (Mega Frame), ช่วงล่างใหม่ รวมถึงเครื่องยนต์บล็อคใหม่ Hyper Power Engine ที่มีพละกำลังมากขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

●   Mega Frame ใน Triton คือแชสซีส์แบบขั้นบันไดรุ่นใหม่ที่มีคานขวางที่มีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม +65% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งการต้านทานแรงดัด (Bending Rigidity), การเสริมความแข็งแกร่งเชิงบิด (Torsional Rigidity) โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง High-tensile Steel ในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยรองรับการบรรทุกหนักแล้ว ยังช่วยรับและกระจายแรงในกรณีที่เกิดการชนด้วย

●   ช่วงล่างพัฒนาใหม่หมด ด้วยโครงสร้างปีกนก 2 ชั้นด้านหน้า, แท่นยึดคานบนของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (2WD High Rider) ได้รับการปรับตำแหน่งยึดเกาะให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มช่วงชัก +20 มม. ในขณะที่ช่วงล่างด้านหลังจะเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนที่น้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม พร้อมด้วยช๊อคฯ ขนาดใหญ่ขึ้น

●   รูปแบบตัวถังหลักๆ ประกอบด้วย Double Cab ที่มาพร้อมเบาะ 2 แถว ใช้งานได้สะดวกสบายแบบรถ SUV และมีความอเนกประสงค์แบบรถกระบะ, รุ่น Single Cab ตอนเดียวมากับเบาะคู่หน้า และรุ่นตัวถัง Maga Cab ตอนครึ่งที่มีตัวถังใหญ่ขึ้น และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ช่วยให้สามารถปรับเอนเบาะคู่หน้าได้สะดวกขึ้น

●   Triton ออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Beast Mode” ด้านหน้ายังคงใช้ธีม Dynamic Shield เป็นหลัก, กระจังหน้าและซุ้มล้อแบบ 3 มิติ, กันชนหน้าใหม่, ไฟหน้า LED แบบ 3 มิติจับคู่ไฟ LED สำหรับวิ่งกลางวันแบบตาเหยี่ยว, ไฟท้าย LED แบบ T-shaped, สปอยเลอร์ท้าย, บันไดข้างกว้างขึ้น ออกแบบให้มีการระบายน้ำดียิ่งขึ้น ส่วนกระบะท้ายได้รับการออกแบบใหม่ให้มีระยะความสูงของกระบะ (จากพื้น) ต่ำลงกว่ารุ่นก่อนหน้า -45 มม. (อยู่ที่ 820 มม.) พร้อมขยายพื้นที่ด้านบนของมุมกันชนหลังให้ใหญ่ขึ้น และเสริมความแข็งแรงด้วยเฟรมเพื่อให้วางเท้าและก้าวขึ้นกระบะได้สะดวกกว่าเดิม และล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว

●   ห้องโดยสารและแผงควบคุม ออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Horizontal Axis” เน้นความเรียบง่ายด้วยเส้นตรงแนวราบ และมีรูปทรงที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่ม และเพิ่มความหรูด้วยโครเมียมตามจุดต่างๆ เบาะคู่หน้าออกแบบให้ช่วยหนุนแผ่นหลังส่วนล่าง ขณะที่พื้นที่ช่วงไหล่มีรูปทรงเปิดกว้างเพื่อความสบายในการขยับตัว, การเข้า-ออกห้องโดยสารง่ายขึ้นด้วยการออกแบบเสา A ใหม่ให้เป็นแนวตรงมากขึ้น เปิดประตูได้กว้างขึ้น และเพิ่มพื้นที่บันไดข้างให้ใหญ่ขึ้นเพื่อลดโอกาสลื่นไถล

●   อุปกรณ์มาตรฐานมี จอ LCD แสดงข้อมูลการขับขนาด 7 นิ้ว, เครื่องเสียงแบบจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Android Auto หรือ Apple CarPlay, ถาดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกซ้ายขวา ควบคุมด้วยสวิทช์แบบ Toggle, ระบบหมุนเวียนอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, พอร์ท USB-A และ USB-C สำหรับการชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ คอนโซลกลางมีช่องวางแก้วน้ำที่รองรับแก้วขนาดใหญ่ 2 ใบ, กล่องเก็บของที่รองรับขวดพลาสติกขนาด 600 มิลลิลิตร 4 ขวด

●   ทุกรุ่นใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์คลีนดีเซลรุ่นใหม่ Hyper Power แบบ 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบแปรผัน (VG Turbo) ช่วยควบคุมแรงดันอากาศให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังเลือกได้ระหว่างธรรมดา 6 จังหวะ (เกียร์ไฟฟ้าแบบสวิทช์) หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อมโหมดการขับแบบ Sport กำลังสูงสุดผลิตได้ 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 43.8 กก.-ม.

●   ชุดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มีทั้งระบบ Super Select 4WD-II ในรุ่น Double Cab และระบบ Easy Select 4WD ในรุ่น Single Cab ตัวระบบมีการตรวจจับแรงบิดด้วยเฟืองท้าย Limited Slip Differential ช่วยกระจายแรงบิดกำลังด้วยอัตราส่วน 40% ที่ล้อหน้า และ 60% ที่ล้อหลัง

●   ทั้งนี้ ระบบ Super Select 4WD-II จะสามารถเลือกใช้งานได้ 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง), 4H (ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา), 4HLc (ล็อคเฟืองท้ายกลาง) และ 4LLc (ล็อคเฟืองท้ายกลาง อัตราทดความเร็วต่ำ) พร้อมโหมดการขับใหม่รวม 7 โหมด ครอบคลุมการขับทั้งแบบออน-โรด และออฟ-โรด ประกอบด้วย Normal, Eco, Gravel, Snow, Mud, Sand หรือ Rock… ส่วนระบบ Easy Select 4WD สามารถเลือกได้ระหว่าง 2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง), 4H (ล็อคเฟืองท้ายกลาง) หรือ 4L (สำหรับการขับด้วยอัตราทดความเร็วต่ำ)

●   นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอย่างระบบ Active Yaw Control: AYC ควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง ซึ่งได้รับการติดตั้งมาพร้อมกับระบบ Super Select 4WD-II ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการเข้าโค้งด้วยการควบคุมการขับเคลื่อน รวมถึงแรงดันเบรคที่ล้อด้านใน และนอกโค้งให้มีความสมดุลด้วย

●   Triton ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมาพร้อมกับระบบ Brake Control Type ป้องกันล้อหมุนฟรี แอคทีฟ ลิมิเต็ดสลิป ช่วยควบคุมแรงดันเบรคของล้อที่หมุนฟรี พร้อมส่งและกระจายกำลังไปยังอีกล้อหนึ่ง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับบนพื้นผิวถนนลื่น เสริมด้วยระบบ Active Stability Control: ASC ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบ Traction Control Sytem: TCL ป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล ปิดท้ายด้วยระบบ Hill Start Assist: HSA ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

●   สำหรับชุดระบบความปลอดภัยในกลุ่ม ADAS ซึ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า Diamond Sense มีอาทิ ระบบ Forward Collision Mitigation system: FCM เตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว, ระบบ Blind Spot Warning: BSW สัญญาณเตือนจุดอับสายตา, ระบบ Lane Change Assist: LCA สัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน, ระบบ Rear Cross Traffic Alert: RCTA แจ้งเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด เป็นต้น

จากซ้าย : มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และ มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

●   มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เราพัฒนา ออล-นิว ไทรทัน ที่หลอมรวมความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นรถกระบะสำหรับคนยุคใหม่ โดยในทุกฟีเจอร์หลักของ ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย เฟรม, ตัวถัง และแชสซีส์ที่แข็งแกร่งทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ตอบสนองได้ดังใจ รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม”

●   “ด้วยเป้าหมายการผลิตสูงสุด 200,000 คัน เพื่อจำหน่ายในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ ออล-นิว ไทรทัน เป็นยานยนต์รุ่นสำคัญ เป็นขุมพลังขับเคลื่อน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะรถยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกรุ่นแรก ซึ่งเปิดตัวในยุคแห่งการเติบโต ขอให้ทุกท่านติดตามทุกย่างก้าวของเราที่มุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ นับจากวันนี้”

●   มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคันโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งโครงสร้างเมกาเฟรม ช่วงล่างที่มอบการควบคุมอย่างเหนือชั้น ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายสุดพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ Hyper Power อันทรงพลัง เพื่อช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”

●   “ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรกในโลก เราหวังว่า ออล-นิว ไทรทัน จะมาปฏิวัติเพื่อเอาชนะความท้าทายของสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในตลาดเวลานี้ พร้อมกับช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย ออล-นิว ไทรทัน จะประกอบไปด้วยรุ่นย่อยต่างๆ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มในตลาดรถกระบะ เนื่องจากได้รับการออกแบบและพัฒนาจากการศึกษาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าชาวไทย ทั้งการใช้งานแบบรถส่วนตัว และการใช้งานเชิงพาณิชย์”

●   “ก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำเสนอแคมเปญพิเศษ “ออล-นิว ไทรทัน ขับมันส์ ก่อนใคร หรือ ALL-NEW TRITON REV UP & WIN เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ต้องการเป็นเจ้าของออล-นิว ไทรทัน ก่อนเปิดตัว แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทยด้วยยอดจองมากกว่า 10,000 คัน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และชื่อเสียงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส”

ราคาจำหน่าย

●   สำหรับตลาดบ้านเรา All-New Triton จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ เบื้องต้นจะแยกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ประกอบด้วย รุ่น Single Cab ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ, รุ่น Double Cab ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่น Double Cab ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งหมดแยกเป็น 8 รุ่นย่อย

  • Single Cab Pro 4WD M/T ราคา 699,000 บาท
  • Single Cab Pro 4WD A/T ราคา 749,000 บาท
  • Double Cab Plus Pro M/T ราคา 820,000 บาท
  • Double Cab Plus Prime M/T ราคา 893,000 บาท
  • Double Cab Plus Prime A/T ราคา 938,000 บาท
  • Double Cab Plus Ultra M/T ราคา 982,000 บาท
  • Double Cab Plus Ultra A/T ราคา 1,027,000 บาท
  • Double Cab Prime 4WD M/T ราคา 1,016,000 บาท

●   นอกจากนี้ มิตซูบิชิยังมีอุปกรณ์ตกแต่งที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่นให้เลือกติเตั้งเพิ่มเติมอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะชุดป้องกันพื้นผิวสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์, อุปกรณ์ตกแต่งในแบบเฉพาะตัว เช่น สปอร์ตบาร์, ชุดตกแต่งซุ้มล้อบังโคลน, คิ้วกันกระแทกประตู, ตราสัญลักษณ์ที่กระจังหน้า หรือพื้นปูกระบะ เป็นต้น

●   สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เชิญได้ที่เว็บไซท์ : www.mitsubishi-motors.co.th หรือเฟซบุ๊ค แฟนเพจ : facebook.com/MitsubishiMotorsTH หรืออี-เมล : [email protected] หรือติดต่อ Mitsubishi Call Center โทร : 02-079-9000 หรือแอด LINE Official Account/ ID : Mitsubishi Motors Th @MitsubishiMotorsTh

Grand Opening : 2024 Mitsubishi Triton

2024 Mitsubishi Triton 6th Gen (Offcial Images)