July 24, 2023
Motortrivia Team (10660 articles)

Porsche Vision 357 Speedster เปิดตัวที่ 2023 Goodwood

ประชาสัมพันธ์

●   ปอร์เช่ฉลองครบรอบ 30 ปีของเทศกาล Goodwood Festival of Speed อันเลื่องชื่อด้วยการเปิดตัว รถแนวคิดใหม่ Porsche Vision 357 Speedster Concept ถือเป็นตัวน้องของรุ่น Porsche Vision 357 ที่ ยุติการผลิตไปแล้ว ซึ่งผู้ผลิตรถสปอร์ตปอร์เช่ได้ทำการเปิดตัวในวาระฉลองครบรอบปีของแบรนด์ ในแง่ของการออกแบบยังคงให้ความสำคัญกับรุ่น 356 สำหรับในทางเทคโนโลยีแล้ว Porsche Vision 357 Speedster ที่ใช้ไฟฟ้าล้วนมีพื้นฐานมาจาก 718 GT4 e-Performance ภาพรวมงานนี้ปอร์เช่นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิคมากกว่า 15 รุ่น ณ บริเวณ Duke of Richmond ใน West Sussex และหนึ่งในไฮไลท์คือ 356 No. 1 Roadster ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคันแรกจากแบรนด์ และยังได้โชว์ตัวรถแชมเปี้ยนจากรายการแข่งขันระดับโลกอย่างเลอมังส์ (Le Mans) ถึง 6 คัน เอาใจผู้ที่ชื่นชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่มาร่วมงาน

●   Michael Mauer รองประธานฝ่ายสไตล์ของปอร์เช่ กล่าวว่า “Porsche Vision 357 เป็นสัญลักษณ์และเครื่องยืนยันถึงความเป็นรถปอร์เช่รุ่นแรก และยังเป็นรถสปอร์ตในฝันของ Ferry Porsche อีกด้วย สำหรับรุ่น 356 ได้กลายเป็นความทรงจำของแบรนด์ ในฐานะรถเปิดประทุนและรถคูเป้ ที่ถูกสรรสร้างมาจากตรรกะแนวคิดสองรูปแบบ และ Porsche Vision 357 Speedster ยังสะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ ทั้งความเพลิดเพลินและไดนามิกในการผสมผสานรูปแบบการขับขี่ที่เต็มเปี่ยมอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับ Mission X ที่เราได้นำเสนอเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีพันธุกรรมการออกแบบใหม่ แต่ยังคงมี DNA ของปอร์เช่เปล่งประกายออกมา”

●   สำหรับวิชั่น 357 สปีดสเตอร์ (Vision 357 Speedster) ใช้เทคโนโลยีของ ปอร์เช่ 718 จีที4 อี-เพอฟอร์มมานซ์ (Porsche 718 GT4 e-performance) ดังนั้นมอเตอร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่จึงมาจาก Mission R และโครงตัวถังจาก 718 จีที4 คลับสปอร์ต (718 GT4 Clubsport) หลังจากเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน Goodwood Festival of Speed จะมีการนำเสนอแนวคิดการออกแบบที่งาน Rennsport Reunion ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2023 นี้

การออกแบบภายนอก: กระจกบังลมหน้าสั้นลงและฝาปิดกระบะท้ายด้านเดียว

●   รถแนวคิดที่มาพร้อมกระจกบังลมแบบหมอบโค้งและสั้นลงตามแบบฉบับของรถสปีดสเตอร์ ให้ความ สำคัญกับตัวถังขนาดใหญ่ของรถมากยิ่งขึ้น เมื่อมองไปทางด้านขวาจะเป็นที่ครอบแบบ tonneau ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพบในรถสปอร์ตแบบเปิดประทุน พนักพิงศีรษะของผู้ขับขี่ดูเหมือนลอยอยู่ในอากาศเนื่องจากการออกแบบองค์ประกอบคาร์บอนที่อยู่เบื้องหลัง ด้านหลังคือประตูพอร์ตชาร์จและจุดยึดสำหรับรถสปีดสเตอร์สุดคลาสสิค

●   แนวคิดทูโทนที่ประกอบด้วยสีเทา 2 เฉดสี Marble Grey และ Grivelo Grey Metallic ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตในประวัติศาสตร์ เช่น บังโคลนหน้าที่ใช้เพื่อป้องกันหินปลิวในสถานการณ์การแข่งขัน และปีกด้านหน้าซึ่งมีสีเมทัลลิกเข้มกว่า ล้อหน้าเป็นสีเทา Grivelo Grey Metallic เสริมด้วยสี Miami Blue ที่ตัดกัน มีให้เห็นได้บริเวณกลไกเปิดที่ฝากระโปรงหน้า

●   โลโก้ฉลองครบรอบปีที่มีเลข “75” ขนาดใหญ่และระบุเลขปี “1948” และ “2023” มีสีเทา Grivelo Grey Metallic และสีฟ้า Miami Blue ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่สำหรับองค์ประกอบการตกแต่งของ coupé Vision 357 ซึ่งใช้สีแดงเป็นสีเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบ ด้านหน้าของล้อหลังมีภาพยูนิคอร์นสไตล์การ์ตูนปรากฏอยู่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตในตำนานนี้ถูกวาดขึ้นมาสำหรับรถต้นแบบโดยเฉพาะจากฝีมือนักออกแบบของ Porsche ซึรวมถึงโลโก้ “Speedster” ที่ดูดุดันอีกด้วย กระจกมองข้างถูกแทนที่ด้วยกล้อง ในตำแหน่งเช่นเดียวกับเหล่าบรรพบุรุษรุ่นคลาสสิค เพราะกระจกนั้นไม่ได้อยู่ที่ประตู แต่อยู่บริเวณที่บังโคลน สำหรับรุ่น 357 แบบเปิดประทุนนี้ พวกเขาพร้อมนำเสนอรูปทรงใหม่ที่ชวนให้นึกถึงปีกซึ่งได้รับการปรับปรุงตามหลักอากาศพลศาสตร์มาอย่างดี

●   รายละเอียดอื่นๆ ของการออกแบบภายนอกนั้น จะรู้สึกคุ้นเคยและทำให้นึกถึงรถแนวคิดรุ่นเดียวกัน: ไฟส่องสว่าง 4 จุดที่ด้านหน้ามีการออกแบบทรงกลมที่ชวนให้นึกถึง Porsche 356 ไฟท้ายด้านหลังแฝงอยู่ในตัวรถ การยกย่องอีกประการหนึ่งสำหรับรถปอร์เช่รุ่นแรกคือรูปแบบแถบกริลแนวตั้งที่ด้านหลัง และไฟเบรกดวงที่สามรวมอยู่ในการออกแบบแถบกริล

●   สนามแข่งที่กว้างจะสร้างความประทับใจและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ ล้อขนาด 20 นิ้วทำจากแมกนีเซียมและติดตั้งฝาครอบดุมล้อคาร์บอนไฟเบอร์และเซ็นทรัลล็อค พวกเขายังระลึกถึงล้อปอร์เช่ในตำนาน: 356 A และ 356 B พร้อมดรัมเบรกมีขอบล้อที่มีวงล้อขนาดใหญ่สะดุดตาถึง 205 มิลลิเมตร

การออกแบบภายใน: พิถีพิถัน และโซนผู้ขับขี่ที่กระชับขึ้น

●   ภายในถูกลดทอนให้เหลือเพียงส่วนที่จำเป็นและปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ขับขี่อย่างเต็มที่ ตำแหน่งเบาะนั่งแบบปรับเอนต่ำ ได้อารมณ์สปอร์ตอย่างแท้จริง ที่นั่ง CFRP รวมอยู่ใน monocoque ผู้ขับขี่จะนั่งบนแผ่นรองที่หุ้มด้วย Racetex และยึดให้เข้าที่อย่างแน่นหนาด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด พร้อมสายคาดเข็มขัดสีฟ้า Miami Blue แผงหน้าปัดตั้งอยู่บนคอพวงมาลัยเป็นพื้นผิวโปร่งใส พวงมาลัยแบบรถแข่งแสดงให้เห็นถึงความเบา ในขณะที่ตัวดูดซับแรงกระแทกจะดูเหมือนถูกระงับไป และมีการควบคุมให้การดีไซน์เหมือนแยกส่วนกัน แต่ก็กลับใช้สีฟ้า Miami Blue ที่เชื่อมมาจากภายนอก

●   ส่วนประกอบจอแสดงผลทั้งหมดเสริมโครงสร้างด้วยคาร์บอน และเพื่อเป็นตัวเลือกให้ความโดดเด่นกับบริเวณช่องเก็บของระหว่างกลาง (glove compartment) สามารถเลือกสายรัดสีฟ้า Miami Blue ได้ สำหรับสายรัดแบบผ้าธรรมดามาอยู่แทนที่มือจับประตู จากรายละเอียดนี้เพื่อช่วยลดน้ำหนักของตัวรถ

พาเหรดแห่งไอคอนิค พร้อมด้วยปอร์เช่หลากหลายรุ่น ที่งาน Festival of Speed

●   Vision 357 เป็นไฮไลท์ของปอร์เช่ที่งาน Goodwood ก็จริง แต่มันก็อาจจะยังห่างไกลจากคำว่า แรร์ไอเท็ม หากแบ่งตามระดับความหายากของรถที่ออกมาจากโรงงานผู้ผลิตรถสปอร์ต และที่จะนำมาอยู่ในงานนี้ ปอร์เช่เตรียมนำรถยนต์รุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิคกว่า 15 รุ่น มาสู่ West Sussex จัดขบวนพาเหรดพิเศษของรถปอร์เช่ขึ้นไปบนเนินเขาที่มีชื่อเสียง วันละ 2 ครั้ง ณ เทศกาลแห่งความเร็ว (Festival of Speed) นำโดย 356 No. 1 Roadster ตามมาด้วย 928 “Trigema” เวอร์ชันการแข่งขันจากปี 1983, Cayenne Transsyberia, 959, 911 Turbo S (รุ่นตัวถัง 993) และ 911 Carrera S (รุ่นตัวถัง 991) คันนี้มีความพิเศษสุดเพราะคือลำดับคันที่ 1 ล้านที่ผลิตขึ้นนับตั้งแต่การถือกำเนิดของรถสปอร์ตรุ่นไอคอนในปี 1963

●   ปอร์เช่ยังได้ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของ 24 Hours of Le Mans ที่เมือง Goodwood ซึ่งแบรนด์รถสปอร์ตนี้ได้มีสถิติชัยชนะรวม 19 ครั้ง ปอร์เช่จะจัดแสดงรถจาก 3 แชมป์คลาส และรถที่ชนะรายการโดยรวมอีก 3 คัน และอื่นๆ อีกมากมาย ในงาน Goodwood ซึ่งนั่นคือ 718 W-RS Spyder (ผู้ชนะในคลาส 2.0 ลิตรในปี 1961), 935 Martini (ผู้ชนะในคลาสในปี 1976) และ 911 RSR ในดีไซน์ “Pig” (ผู้ชนะในคลาส GTE Pro ในปี 2018) สำหรับรถที่ชนะโดยรวมทั้ง 3 คัน ได้แก่ 936/81 Spyder, 911 GT1 ’98 และ 919 Hybrid จากปี 2017

●   หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในงานฉลอง “75 ปีของรถสปอร์ตปอร์เช่” 718 Spyder RS และ Mission X จะเปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่ Goodwood การพัฒนา 718 Spyder RS ของรถโรดสเตอร์ที่พิถีพิถันนั้น ได้ทุ่มเทให้กับความเพลิดเพลินสูงสุดในการขับขี่บนถนนในชนบทที่คดเคี้ยว ส่วนรถแนวคิด Mission X เป็นการตีความใหม่ของไฮเปอร์คาร์อย่างน่าทึ่ง ด้วยประตูสไตล์เลอมังส์ที่เปิดขึ้นและไปข้างหน้า พร้อมกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าสมรรถนะสูงและมีประสิทธิภาพ

●   นอกจากรถยนต์รุ่นปัจจุบันจากผู้ผลิตรถสปอร์ตในสตุ๊ทการ์ทแล้ว ผู้เข้าชมงาน Goodwood ยังมีโอกาสได้ชมรถ แทร็กเตอร์ดีเซลรุ่น “Junior 108” ของปอร์เช่อีกด้วย ท้ายที่สุด เป้าหมายของการพัฒนาเพื่อลูกค้าคือส่วนสำคัญของประวัติบริษัทเริ่มในสมัยที่ Porsche 356 อยู่ในขั้นตอนการผลิต และระหว่างปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) รถแทรกเตอร์ประมาณ 120,000 คันถูกสร้างขึ้นภายใต้ใบอนุญาตที่ใช้ชื่อปอร์เช่

หนึ่งเดียวในโลก: Goodwood Festival of Speed

●   British Sunday Times เคยกล่าวถึงงานที่ Hillclimb ในตำนานอย่าง Festival of Speed ว่าเป็นการ “ข้ามระหว่าง Monaco Grand Prix และ Royal Ascot” เส้นทางที่ยากลำบากที่เรียงรายไปด้วยฟางข้าว ระยะทาง 1.86 กิโลเมตร เป็นความท้าทายสำหรับทั้งคนขับและรถยนต์ เส้นทางนี้วิ่งผ่านบริเวณหมู่บ้าน Goodwood ซึ่งเป็นที่ดินของชาร์ลส์ เฮนรี กอร์ดอน-เลนน็อกซ์ ยุคแห่งริชมอนด์ที่ 11 ผู้คลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตตัวยงได้ก่อตั้งเทศกาล Goodwood Festival of Speed ขึ้นในปี 1993 แฟนมอเตอร์สปอร์ตประมาณ 180,000 คน เข้าร่วมงานเพื่อชมทั้งรถแข่งในประวัติศาสตร์และสมัยใหม่ที่สนาม West Sussex ทางตอนใต้ของอังกฤษในแต่ละปี และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 75 ปีของแบรนด์ปอร์เช่ ประติมากรรมของศิลปิน Gerry Judah จะเป็นผลงานชิ้นเอกของเทศกาลแห่งความเร็ว

เกี่ยวกับปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป

●   ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้ารถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการแต่งตั้งจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2536 ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส กรุ๊ปฯ ทุ่มงบการอบรมบุคลากรให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

●   ปัจจุบัน ปอร์เช่ ประเทศไทย มีโชว์รูมและศูนย์บริการเปิดให้บริการ 4 แห่ง คือ Porsche Centre Bangkok , Porsche Centre Pattanakarn, Porsche Studio Siam Paragon ชั้น 2 ,Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 และขยายเพิ่มอีก 3 แห่งในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ ศูนย์ปอร์เช่ กัลปพฤกษ์, ศูนย์ปอร์เช่ บางนา และศูนย์ปอร์เช่ พัทยา         ●