June 24, 2016
Motortrivia Team (6938 articles)

2016 Mitsubishi Mirage-Attrage ประหยัดและปลอดภัย


เรื่อง : สุพรรณี ยังอยู่ • ภาพ : Mitsubishi ประเทศไทย

 

  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) เริ่มทำตลาดรถยนต์อีโคคาร์ ประมาณต้นปี 2555 โดยเปิดตัวรถ 5 ประตู Mitsubishi Mirage ภายใต้โครงการ Global Small และทิ้งระยะประมาณกลางปี 2556 มีการเปิดตัวรถยนต์ 4 ประตู Mitsubishi Attrage อีกครั้ง ทั้ง 2 รุ่นได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมียอดขายรวมกว่า 550,000 คัน แบ่งเป็นยอดขายในประเทศประมาณ 126,000 คัน และต่างประเทศประมาณ 424,000 คัน


• คุณอนงค์ ศุภราวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสื่อสารการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด


  ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อีโคคาร์ ทั้ง 2 รุ่นก็มีการปรับโฉมทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเพิ่มระบบความปลอดภัยที่มีในรถยนต์ขนาดใหญ่อย่าง Mitsubishi Pajero Sport ถูกนำมาติดตั้งในรถยนต์ขนาดเล็กทั้ง 2 รุ่นอีกด้วย ล่าสุดกลางเดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ระยะทางรวมประมาณ 195 กิโลเมตร ขับแบบท่องเที่ยวสบายๆ สนุกสนาน และได้ความรู้ ภายใต้ชื่อกิจกรรม ‘ Mitsubishi ECO Fun Drive : ขับสนุก สุดประหยัด กับมิตซูบิชิ มิราจ และแอททราจ ใหม่’

  เช้าเริ่มกิจกรรมกันที่ร้านอาหาร The Cavalry Club ร้านอาหารสไตล์ไทย-อเมริกัน ย่านซอยอารีย์ สนามเป้า หลังจากลงทะเบียน ฟังบรรยายผลิตภัณฑ์และเส้นทาง มีการแบ่งกลุ่มสื่อมวลชน โดยรถยนต์ที่นำไปทดสอบครั้งนี้มีทั้งหมด 8 คัน มิตซูบิชิ มิราจ 5 คัน และ แอททราจ 3 คัน มอเตอร์ทริเวียโดยสารมิตซูบิชิ มิราจ รุ่น GLS-LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT โดยเพื่อนสื่อมวลชนรับหน้าที่เป็นผู้ขับจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายวัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และร่วมมอบข้าวสาร เนื่องจากวัดแห่งนี้รับอุปการะผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีญาติพี่น้องดูแล ใช้เส้นทางพิเศษศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2 (ด่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) มุ่งหน้าทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (กรุงเทพ-ชลบุรี สายใหม่) และใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 314 เพื่อไปยังจุดหมาย ถนนเส้นนี้มีจำนวนรถบรรทุกพ่วงค่อนข้างเยอะ การใช้ความเร็วจึงทำได้ค่อนข้างยาก และจำนวนสัญญาณไฟจราจรค่อนข้างมาก เนื่องจากมีจุดตัดแยกบนถนนหลายจุด ทำให้การขับแบบขบวนลำบากเช่นกัน ต้องมีการจอดข้างทางเพื่อรอเพื่อนสื่อมวลชนเป็นระยะ

  วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) ตั้งอยู่บนถนนศุภกิจ ตำบลบ้านใหม่ ห่างจากศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา 1 กิโลเมตร เป็นวัดจีนในพุทธศาสนานิกายมหายานที่ขยายมาจากวัดเล่งเน่ยยี่ กรุงเทพมหานคร สร้างประมาณปี พ.ศ.2449 โดยหลวงจีนชกเฮ็ง ซึ่งเป็นศิษย์ของวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา และทรงพระราชทานนามว่า ‘วัดจีนประชาสโมสร’ หมายถึงวัดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมของคนจีน

  ส่วนชื่อภาษีจีนว่า ‘เล่งฮกยี่’ คำว่า เล้ง หรือ เล่ง หมายถึง มังกร คำว่า ฮก หมายถึง วาสนา โชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข ส่วนคำว่า ยี่ หมายถึง อารามหรือวัด จึงมีผู้เรียกวัดแห่งนี้ว่า มังกรวาสนา หรือ มังกรแห่งโชค ตามหลักฮวงจุ้ยจีน

  วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นอยู่ที่พระประธานทั้ง 3 องค์ นำเข้ามาจากประเทศจีนและวัสดุที่นำมาสร้างองค์พระนั้นทำจากกระดาษทั้งหมด หรือเรียกว่า ‘เปเปอร์มาเช่’ จึงทำให้มีน้ำหนักเบาเพียง 6 กิโลกรัมต่อองค์ นอกจากนั้นยังมีรูปหล่อ 18 อรหันต์ที่ตั้งอยู่ในตู้กระจก วัสดุที่นำมาใช้จากกระดาษเช่นกัน น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัมต่อองค์

  วัดแห่งนี้เป็นตำแหน่งท้องมังกร ส่วนตำแหน่งหัวมังกรอยู่ที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ที่คุ้นหูกัน ตั้งอยู่ย่านเยาวราช กรุงเทพมหานคร ส่วนหางมังกรนั้นอยู่ที่วัดมังกรบุปผาราม หรือวัดเล่งฮัวยี่ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท จังหวัดจันทบุรี

  วัดทั้งสามแห่งมีตำแหน่งของมังกรพาดผ่านดินแดนแห่งความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เยาวราชดินแดนแห่งการค้าขาย เมืองแปดริ้วดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และจันทบุรีเมืองแห่งอัญมณีพลอย คนจีนสมัยก่อนจึงมีความเชื่อว่า ถ้าได้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งจะได้รับชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ และปราศจากโรคภัย

  เสร็จสิ้นภาระกิจทำบุญไหว้พระในช่วงเช้าก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเรือนร่มไทรใช้เวลาเดินทางเกินเวลาที่กำหนดเล็กน้อย เนื่องจากต้องขับผ่านชุมชนในเมือง จึงมีจำนวนรถยนต์ รถจักรยานยนต์และผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน ถนนจากสองเลนก็เหลือเลนเดียว เนื่องจากมีการจอดรถริมถนนยาวทั้งฝั่งถนน ใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันตามเวลาที่กำหนด ออกเดินทางไปทำบุญไหว้พระกันต่อที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือเรียกกันติดปาก คุ้นหูว่า ‘วัดหลวงพ่อโสธร’ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงจุดหมาย

  วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า ‘วัดหงส์’ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตามประวัติเดิมนั้นชื่อวัดหงส์ เพราะมี เสาหงส์อยู่ในวัด โดยมีลักษณะเสาสูงมีตัวหงส์ตั้งอยู่บนยอดเสา ต่อมาตัวหงส์หัก จึงมีคนนำธงขึ้นไปแขวนแทน จึงชื่อว่า ‘วัดเสาธง’ และเวลาผ่านไปเสาธงหักเป็นสองท่อน จึงใช้ชื่อใหม่ว่า ‘วัดเสาธงทอน’

  มีประวัติเล่าสืบทอดกันอีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปแม่น้ำบางปะกงไหลกัดเซาะตลิ่งพัง จึงสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ส่วนชื่อ ‘วัดโสธร’ นั้นมีความหมายว่า บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่ประดิษฐานองค์ ‘หลวงพ่อพุทธโสธร’ จึงเรียกตามพระนามของพระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธร องค์หลวงพ่อพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวแปดริ้ว และเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้างตามประวัติเล่าว่าได้ปาฎิหาริย์องค์พระพุทธรูปลอยน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้างศอกเศษ และมีรูปทรงที่สวยงาม แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงมีผู้คนลักขโมยจึงนำปูนมาพอกเสริมหุ้มองค์พระเดิมไว้จนมีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน

  แต่เดิมวัดแห่งนี้เป็นวัดราษฎร์ ภายหลังได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า ‘วัดโสธรวรารามวรวิหาร’ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2501

  ในปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ ทรงมีพระราชปรารภเรื่องความคับแคบและสภาพที่ทรุดโทรมของพระอุโบสถเดิม จากนั้นพระจริปุณโญ (หลวงพ่อเจียม) อดีตเจ้าอาวาสจึงรวบรวมเงินบริจาค เพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานการสร้าง

  การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่มีรูปทรงแบบสมัยรัตนโกสินทร์ประยุกต์ โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่สร้างครอบพระอุโบสถหลังเดิม เนื่องจากตำแหน่งที่ประดิษฐานขององค์พระนั้น เป็นตำแหน่งที่มีความเชื่อว่าทำให้บ้านเมืองฉะเชิงเทราเจริญรุ่งเรือง จึงมีข้อจำกัดในการก่อสร้าง ห้ามเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อโสธร และพุทธรูปทั้ง 18 องค์ แม้แต่นิดเดียว ทั้งทางราบ และทางดิ่ง

  การนมัสการหลวงพ่อโสธรนั้น แบ่งพระอุโบสถเป็น 2 หลัง พระอุโบสถหลังใหม่ ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรองค์จริง ส่วนพระอุโบสถที่ตั้งด้านข้างนั้น ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรองค์จำลอง สำหรับผู้ที่ต้องการแก้บนให้ใช้สถานที่พระอุโบสถด้านข้างแทน เนื่องจากพระอุโบสถหลังใหม่ไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียนบูชาองค์พระ เฉพาะกราบไหว้เท่านั้น

  ภาระกิจทำบุญไหว้พระช่วงบ่ายเสร็จสมบูรณ์ เตรียมเดินทางต่อไปยังจุดกิจกรรมสุดท้ายของการเดินทางคือ มินิ มูร่าห์ ฟาร์ม (Mini Murrah Farm) ฟาร์มควายนมเชิงท่องเที่ยวแห่งแรกในประเทศไทย มอเตอร์ทริเวีย รับหน้าที่เป็นผู้ขับ ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร จากกำหนดการใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที แต่เกินเวลาเล็กน้อย เนื่องจากขับผ่านตัวเมืองที่มีความวุ่นวายเล็กน้อย สภาพการจราจรจึงหนาแน่น

  เส้นทางไปยังจุดหมายนั้น มีการก่อสร้างถนนเป็นระยะ จำนวนรถบรรทุกพ่วงค่อนข้างมาก และบางช่วงเป็นถนน 2 เลนสวน จึงต้องเหยียบคันเร่งแบบคิ๊กดาวน์ เพื่อเร่งแซงบ้าง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 10.2 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบวาล์วแปรผันไอดี MIVEC (Mitsubishi Innovation Valve Timing Electronic Control) ที่ช่วยให้แรงบิดดีขึ้นในรอบต่ำ พร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ช่วยรักษารอบเครื่องยนต์และช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น มาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III (Intelligent and Innovative Vehicle Electronic Control System III) เพื่อช่วยวิเคราะห์และจำลักษณะพฤติกรรมการขับของแต่ละบุคคล ก็พามาถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

  มินิ มูร่าห์ ฟาร์ม (Mini Murrah Farm) ฟาร์มควายนมเชิงท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา คงไว้ซึ่งบรรยากาศแบบฟาร์มชนบทแห่งแรกในประเทศไทย ถูกสร้างขึ้นจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของคุณรัญจวน เฮงตระกูลสิน ผู้ริเริ่มฟาร์มเลี้ยงควายนม พันธุ์มูร่าห์ ในปี พ.ศ.2546 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ มินิ มูร่าห์ ฟาร์ม เป็นฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ (Organic Farm) ต้นแบบ ที่สนับสนุนการเลี้ยงควายนมพันธุ์มูร่าห์ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศไทย และสามารถผลิตน้ำนมได้คุณภาพสูง ตามมาตรฐานคุณสมบัติของนมอินทรีย์สากล (Organic Milk) โดยนำต้นแบบการพัฒนาการบริหารจัดการฟาร์มมาจากประเทศอิตาลี นำมาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพอากาศและภูมิประเทศไทย

  ควายพันธุ์มูร่าห์ เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำนมได้ดีที่สุด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ลักษณะลำตัวสีดำ หน้าผากนูน เขาสั้นและม้วนงอ เมื่อโตเต็มวัยตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ 550 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียน้ำหนักประมาณ 450 กิโลกรัม วัยเจริญพันธุ์อายุสามปีครึ่งถึงสี่ปีครึ่ง โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว สามารถผลิตน้ำนมได้ประมาณ 1,300 – 2,300 ลิตรต่อรอบ และยังให้น้ำนมได้นาน 8-10 เดือน

  ก่อนกลับร่วมทำกิจกรรมสนุกๆ พิสูจน์ฝีมือกับเมนูไอศกรีมจากนมควาย และพิซซ่า โดยมีอาจารย์จากทางร้านบรรยายขั้นตอนการผลิต และเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ เครื่องปรุงทุกชนิดถูกชั่งตวงตามสูตรมาเรียบร้อย สื่อมวลชนมีหน้าที่ผสมเครื่องปรุงเข้ากันเพื่อผลิตให้เป็นไอศกรีมและพิซซ่าเท่านั้น หลังจากพิสูจน์ฝีมือกันเป็นที่เรียบร้อย ทีมงานจากมิตซูบิชิเผื่อเวลาให้เดินชมทัศนียภาพรอบๆ ฟาร์ม พักผ่อนกันพอสมควรได้เวลาเดินทางกลับไปยังร้านอาหาร The Cavalry Club เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหารฯ และร่วมรับประทานอาหารเย็น

   Mirage / Attrage : ประหยัดน้ำมันสูงสุด 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร จากผลการทดสอบในห้องปฎิบัติการตาม Combine Mode ที่ระบุไว้ในข้อกำหนดทางเทคนิค UNECE Reg.101 Rev.02 ในรุ่น GLX CVT ซึ่งถือว่ามีความประหยัด ถ้าใช้ความเร็วช่วง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รักษารอบและความเร็วคงที่ ตัวเลขการประหยัดน้ำมันน่าจะใกล้เคียงตามที่บริษัทระบุ แต่เนื่องจากการใช้งานทดสอบครั้งนี้จังหวะความเร็วขึ้น-ลง ตามสภาพการจราจร ความเร็วที่ใช้ช่วง 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ประมาณ 15 กิโลเมตรต่อลิตร ไฟแสดงผลการขับแบบประหยัด สัญญาณไฟ ECO สีเขียวก็ยังคงสว่างอยู่

   สำหรับอัตราการปล่อยมลพิษ มิตซูบิชิ มิราจ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 98 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่ มิตซูบิชิ แอททราจ อยู่ที่ 99 กรัมต่อกิโลเมตร (จากผลการทดสอบในห้องปฎิบัติการที่วัดตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในข้อกำหนดทางเทคนิค UNECE Reg.101 Rev.02 ในรุ่น GLX CVT)

   ระบบความปลอดภัยประกอบด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วในช่วงความเร็วต่ำ FCM-LS (Forward Collision Mitigation System-Low Speed Range) โดยระบบจะประเมินระยะห่างจากรถคันหน้า หากพบว่าเคลื่อนที่เข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป หรือมีความเสี่ยงที่จะชน ระบบจะแสดงสัญลักษณ์พร้อมเสียงเตือน และช่วยชะลอความเร็ว แต่จะมีผลในช่วงความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหมาะกับการใช้งานในเมือง เช่นสภาพการจราจรหนาแน่น ช่วยลดอุบัติเหตุได้อีกระดับหนึ่ง มอเตอร์ทริเวียคิดว่าการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ก็คงเหยียบเบรกตามสัญชาตญาณ ระบบคงยังไม่ได้ทำงานแน่

   การใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวัน คงมีบ้างที่ผู้ใช้รถหันไปหยิบของ หรือละสายตาจากเส้นทางชั่วขณะในช่วงการจราจรหนาแน่น ก็คงได้ใช้งานระบบนี้แน่ แต่ใจไม่กล้าพอที่ทดลองระบบนี้กับรถคันหน้าอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ระบบนี้จะมีให้เฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS

   ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) RMS-FORWARD (Rader Sensing Misacceleration Mitigation System-Forward) ระบบตรวจจับวัตถุด้านหน้าระยะห่างไม่เกิน 4 เมตร หากมีการเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ระบบจะแสดงสัญลักษณ์พร้อมเสียงเตือน และตัดกำลังเครื่องยนต์อัตโนมัติชั่วขณะ เพื่อให้ผู้ขับสามารถเหยียบเบรกได้ทัน ช่วยลดอุบัติเหตุจากการชน มีผลที่ความเร็วไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีให้เฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS เช่นกัน

   สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ นั้น ถุงลมนิรภัยคู่หน้าจะมีให้ทุกรุ่นย่อย, ระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติ Welcome Light System เมื่อปลดล็อครถ ยกเว้นรุ่น GL, ระบบ Coming Home Light System ไฟนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ มีทุกรุ่นย่อย, ระบบ ESS ไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal System) สัญญาณไฟกระพริบทำงานต่อเนื่องจนกว่าจะปล่อยเบรก หรือรถยนต์หยุดสนิท เพื่อเป็นการแจ้งเตือนรถยนต์คันหลัง มีทุกรุ่นย่อย

   นอกจากนี้ ระบบเบรค ABS – EBD และ BA, ระบบควบคุมการทรงตัวและลื่นไถล ASC – Active Stability Control, ระบบ HSA ช่วยออกตัวบนถนนลาดชัน มีให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ภายนอกโดดเด่น

   มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นปี 2016 มีการการออกแบบกระโปรงหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้า-หลังใหม่ เพิ่มสีแดงมาตรฐาน Wine Red, สีส้ม Sunrise Orange และสีเทา Titanium Gray ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Bi-Xenon HID และไฟหรี่แบบ Spectrum LED มีเฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS ส่วนสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED มีเฉพาะรุ่น GLS-LTD, GLS และ GLX

   ภายในตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำแบบ Piano Black เฉพาะรุ่น GLS-LTD, GLS และ GLX เบาะสไตล์สปอร์ตผ้าสีดำเย็บด้ายสีเงิน มีเฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS ส่วนพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน ตกแต่งด้วยโครเมี่ยมสลับ Piano Black มีเฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS

   ปัจจุบัน มิตซูบิชิ มิราจ แบ่งการจำหน่ายเป็น 5 รุ่นย่อย GLS-LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT, GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT, GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT, GLX เกียร์ธรรมดา และ GL เกียร์ธรรมดา ราคาเริ่มที่ 383,000 – 587,000 บาท

   ส่วน มิตซูบิชิ แอททราจ มี 4 รุ่นย่อย GLS-LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT, GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT, GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT และ GLX เกียร์ธรรมดา ราคาเริ่มที่ 456,000 – 594,000 บาท รุ่นที่มียอดจำหน่ายดีที่สุดคือรุ่น GLS

ขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง


2016 Mirage-Attrage Trip


 

Drunk Dont Drive