November 13, 2021
Motortrivia Team (8157 articles)

GWM Haval H6 Ultra เด่นที่คุณภาพและความคุ้มค่า

เรื่อง – ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●   หลังจากได้สัมผัสตัวจริงครั้งแรก และ ทดลองขับแบบกลุ่มไปแล้ว ทีมงานมอเตอร์ทริเวียมีโอกาสได้ทดลองขับ ฮาวาล เอช6 ไฮบริดเอสยูวีขนาดกลางอีกครั้งอย่างเต็มอิ่ม ได้ลองใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ให้มาแบบท่วมคัน ลองสมรรถนะและอัตราสิ้นเปลืองของพลังขับเคลื่อน 243 แรงม้า 530 นิวตัน-เมตร รวมทั้งระบบกันสะเทือนและความสะดวกสบายของห้องโดยสาร เกร่นไว้ก่อนเลยว่าคุ้มค่ามากๆ กับราคารุ่น Ultra 1.249 ล้านบาท

รูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา

●   การออกแบบภายนอกโดยส่วนตัวแล้วคิดว่ามีความลงตัว รถค่อนข้างใหญ่แต่ดูปราดเปรียวด้วยชุดโคมไฟหน้าและไฟท้ายทรงเพรียวแบนและเป็นแบบ LED เต็มระบบ กระจังหน้า Exquisite Front Design เป็นพลาสติกคุณภาพดีชุบโครเมียมเงางาม ออกแบบให้เป็นสามมิติ มีความแวววาวเมื่อแสงตกกระทบในมุมที่เหมาะสม เป็นจุดเด่นด้านหน้าของรถรุ่นนี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเด่นและโดดไปนิด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในรถสีเข้มแบบสีดำในคันที่ได้รับมาทดลองขับ ถ้าลดขนาดของกระจังหรือปรับโทนสีกระจังให้เข้มขึ้นหน่อยก็น่าจะสวย ส่วนอื่นของด้านหน้าลงตัวดีแล้ว ทั้งชุดกันชนที่ดูสปอร์ตและสปอตไลต์ LED

●   ตัวรถด้านข้างมีความสูงและหนา การใส่ล้อแม็ก 19 นิ้ว พร้อมยาง 225/55 R19 ทำให้มุมมองดูสมส่วนมากขึ้น ล้อมกรอบกระจกข้างด้วยคิ้วโครเมียมเพิ่มความหรูหรา รับกับคิ้วโครเมียมที่ขอบล่างของบานประตู อีกหนึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ ไฟท้า LED ที่มีเส้นคาดยาวต่อเนื่องดูสวยแปลกตา ขับไปไหนก็มักจะมีคนขับตามมาพิจารณาอย่างใกล้ชิด รับกับไฟเบรกดวงที่ 3 ที่ติดตั้งรวมอยู่กับสปอยเลอร์บนหลังคา ปลายท่อไอเสียซ่อนอยู่หลังกันชน โดยรวมพอใจกับทั้งการออกแบบรูปลักษณ์ และการใช้วัสดุคุณภาพดี

●   มิติตัวรถมีความยาว 4,653 มิลลิเมตร กว้าง 1,886 มิลลิเมตร สูง 1,724 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,738 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,631/1,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 175 มิลลิเมตร

ภายในเปี่ยมคุณภาพกว้างขวางล้ำสมัย

●   ห้องโดยสารเป็นอีกจุดที่ถูกใจเมื่อได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด การออกแบบที่ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบ ทั้งที่ปกติไม่ชอบภายในสีทูโทนเท่าไร แต่คันนี้เลือกจับคู่โทนสีได้ดี และใช้พื้นที่ในแต่ละโทนสีได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้ดูแล้วกลมกลืม แต่ถ้ามีทางเลือกเป็นสีดำล้วนแบบในรุ่น Pro ก็น่าจะดี เพราะยังไงก็ชอบภายในดำล้วนมากกว่า อีกจุดที่ชอบคือ การใช้สีทองแดงมาตกแต่งในจุดต่างๆ สื่อถึงความเป็นรถไฮบริดหรือไฟฟ้าได้ดี

●   จบจากเรื่องการเลือกใช้สีที่ถูกใจแล้ว คุณภาพวัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบภายในห้องโดยสาร ก็เป็นอีกจุดที่ต้องชม เพราะทำได้ดีจริงๆ คอนโซลและแผงประตูมีการบุด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสที่อ่อนนุ่ม ส่วนที่เป็นพลาสติกแข็งก็ดูไม่แย่ ปุ่มหรือสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ ก็ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นดีเมื่อกดใช้งาน การประกอบก็เนี๊ยบดี เมื่อรวกับดีไซน์ที่ทันสมัยจึงทำให้เป็นรถที่น่าขับรุ่นหนึ่ง

●   สัญลักษณ์บนสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ มีความเป็นสากลมากขึ้น จึงเข้าใจง่ายและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว มาตรวัดแบบฟูลดิจิตอลขนาด 10 นิ้ว มีความละเอียดคมชัดสูง ติดปัญหานิดเดียวคือ ปรับเบาะและพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้องและถนัดดีแล้ว ขอบบนของพวงมาลัยจะบังมาตรวัดนิดๆ ที่คอนโซลกลางติดตั้งจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว ตอบสนองการสัมผัสรวดเร็วลื่นไหล ภาพคมชัดมากๆ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกล้อง 360 องศา จะเห็นได้ว่าชัดมาก มีเส้นกะระยะแบบแปรผันตามการหมุนพวงมาลัย และตัวเลขบอกระยะห่างจากสิ่งกีดขวางขณะถอย ทำให้ขับง่ายขึ้นเยอะ

●   คอนโซลเกียร์มีที่ชาร์จไร้สาย มีช่องจ่ายไฟฟ้า 12 โวลต์และ USB-A อยู่ที่ด้านข้างคอนโซลกลางทั้ง 2 ฝั่ง ควรเสียบใช้งานก่อนขับเพราะช่องค่อนข้างลึกลับ คันเกียร์เป็นแบบปุ่มหมุน และกดลงเป็นเกียร์ P มีระบบความปลอดภัย ถ้าเข้าเกียร์ขับเคลื่อนอยู่แล้วเปิดประตู ระบบจะเปลี่ยนเป็นเกียร์ P ให้ ตินิดตรงฝาปิดช่องจ่ายไฟฟ้า 12 โวลต์ ทั้งที่คอนโซลกลางและที่ห้องเก็บของด้านท้าย น่าจะออกแบบให้ดูสวยงามกว่านี้หน่อย เพราะฝาปิด USB ก็ยังทำได้ดี อีกเรื่องคือ ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ไฟส่องตรงที่บังแดดทั้ง 2 ฝั่งยังเป็นไฟสีส้มดูขัดตาไปหน่อย

●   เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบเป่าลมที่เบาะทั้ง 2 ฝั่ง เบาะผู้ขับมีที่ดันหลังและปรับระดับสูง-ต่ำได้ เบาะหนานุ่นพอเหมาะนั่งสบาย โอบกระชับแค่ปานกลางไม่อึดอัด เบาะผู้โดยสารด้านหน้าเพิ่มสวิตช์ปรับทิศทางที่ด้านข้างพนักพิง สำหรับให้ผู้โดยสารด้านหลังเลื่อนเบาะเองได้ พวงมาลัยปรับ 4 ทิศทาง เหมาะมือทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและความอ้วน หุ้มหนังเย็บด้ายคุณภาพดี ก้านไฟเลี้ยวอยู่ซ้ายที่ปัดน้ำฝนอยู่ขวา มีซันรูฟแบบพาโนรามิก กระจกเปิดได้เฉพาะส่วนด้านหน้า มีม่านบังแสงไฟฟ้าเปิดได้ยาวตลอดแนว

●   เบาะหลังกว้างขวางทั้งพื้นที่วางขาและเหนือศีรษะ เอาใจคนนั่งหลังด้วยช่องแอร์และ 2 ช่อง USB มีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำ พนักพิงปรับความเอนมาพอเหมาะ นั่งกำลังสบายไม่ตั้งชันหรือเอนมากไป แยกพับได้ 60:40 ถ้าจะพับราบต้องยกหมอนรองศีรษะขึ้นเล็กน้อยทั้ง 3 ตำแหน่งเพื่อไม่ให้ค้ำกับเบาะนั่ง การเก็บเสียงลมและเสียงยางทำได้ดีเมื่อใช้ความเร็วตามกฎหมาย ขับแล้วไม่รู้สึกว่าเร็วเพราะห้องโดยสารเงียบ แต่น่าแปลกตรงที่เสียงสภาพแวดล้อมบนถนนกลับเข้ามาในรถได้เยอะ อย่างเวลาจอดติดไฟแดงจะได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์หรือเสียงอื่นๆ ค่อนข้างชัด ถึงกับต้องเช็คว่ากระจกปิดสนิททุกบานหรือไม่

●   ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับ ให้มาแบบล้นๆ คุ้มค่าคุ้มราคา มีแล้วจะใช้หรือไม่ใช้ก็เลือกปรับได้จากหน้าจอกลาง บางระบบที่ไม่รบกวนการขับมากเกินไปก็เปิดใช้งานไว้ ส่วนบางระบบเช่นรักษารถให้อยู่กลางเลน การทำงานยังไม่สอดคล้องกับการขับใช้งานจริงมากนัก เพราะระบบจะพยายามดึงพวงมาลัยตลอดเวลาเลยต้องปิดไว้ ระบบต่างๆ ออกแบบมาได้ค่อยข้างดีมีให้ตั้ง Short Cut ระบบที่ใช้งานบ่อย และเซตปุ่มบนพวงมาลัยได้ว่าจะให้สั่งงานระบบไหน ติอีกนิดเรื่องระบบแอร์เพราะไม่มีปุ่มแยกให้ควบคุมแรงลมหรืออุณหภูมิ ต้องกดที่หน้าจอกลางซึ่งไม่สะดวกเท่าไร

●   ฝาท้ายไฟฟ้าเปิดได้จากในรถ รีโมทคอนโทรล และสวิตช์ที่ฝาท้าย ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายทั้งกว้างและลึก ความจุสะใจ แต่สุภาพสตรีร่างเล็กจะเอื้อมหยิบของที่อยู่ด้านในสุดค่อนข้างลำบาก ฝาปิดพื้นห้องเก็บสัมภาระใช้วัสดุที่แข็งแรงไม่พับงอง่ายๆ เปิดขึ้นจะเจอกับชุดโฟมใส่เครื่องมือและชุดปะยางฉุกเฉิน ไม่มียางอะไหล่ ยกชุดโฟมขึ้นจะเจอแบตเตอรี่ 12 โวลต์ และแบตเตอรี่ไฮบริดที่เป็นแบบลิเธียม-ไอออน ความจุ 1.69 kWh ดูที่ฉลากบนตัวแบตเตอรี่ระบุว่าน้ำหนัก 52 กิโลกรัม วางอยู่ที่พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ระหว่างซุ้มล้อหลัง

●   ภายในห้องโดยสารรวมๆ แล้วน่าพอใจทั้งในเรื่องความกว้างขวาง การออกแบบตกแต่ง การเลือกใช้วัสดุ การประกอบ ที่ดูแล้วมีความตั้งอกตั้งใจทำให้ดี อุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ที่ให้มาครบครัน และการใช้งานที่สะดวกง่ายไม่ซับซ้อน ทัศนวิสัยดี ขับง่าย นั่งสบาย โดยรวมถือว่าทำได้ดีเกินคาดเกินราคาจริงๆ

ขับสนุกจนลืมความประหยัด

●   ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินไดเร็คอินเจ็คชั่น เทอร์โบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,499 ซีซี 150 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร กำลังรวมของระบบ 243 แรงม้า แรงบิด 530 นิวตัน-เมตร ถังน้ำมันจุ 61 ลิตร

●   เห็นตัวเลขแรงม้าแรงบิดก็พอจะเดาได้ว่าสมรรถนะจะเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิดเท่าไร เพราะการตอบสนองอยู่ในระดับน่าพอใจ ความเร็วต่ำให้ความรู้สึกแบบรถไฟฟ้า คือ เร่งพุ่งทันใจโดยไม่ต้องรอรอบ โดยเป็นความแรงแบบควบคุมง่ายไม่ดุเดือดหรือดีดดิ้น แรงดึงไม่หนักหน่วงมากแต่ได้เรื่องความต่อเนื่องและนุ่มนวล ที่ความเร็วปานกลางขึ้นไป ถ้ากดคันเร่งหนักๆ เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยกันขับเคลื่อน ความรู้สึกคล้ายๆ กับรถดีเซลเทอร์โบที่ให้แรงดึงต่อเนื่อง ขับขึ้นเนินไต่ทางชันได้โดยไม่ต้องคิ๊กดาวน์หรือลากรอบ กดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อยรถก็พุ่งไปได้อย่างทันใจ และไม่ต้องรีดเค้นเครื่องยนต์แต่อย่างใด การเร่งแซงแบบลัดเลาะไปตามสภาพการจราจรบนถนนหลายเลน ก็ทำได้อย่างเฉียบขาดปลอดภัย ขับจากคู่ขนานเข้าทางหลัก ใช้เวลาและระยะทางไม่ไกลก็ทำความเร็วได้พอๆ กับคันอื่นแล้ว ขับได้แบบไม่เกะกะขวางทางใคร แล้วก็เร่งได้ทันใจสุดๆ กดคันเร่งเบาๆ ไม่นานก็ทำความเร็วทะลุ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว เป็นรถที่ขับเพลินมาก

●   ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเลี่ยงรถติดในวันธรรมดา ระยะทาง 151.4 กิโลเมมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 39 นาที ความเร็วเฉลี่ย 91 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตามชุดมาตรวัด 12.6 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าเยอะเมื่อเทียบกับลักษณะการขับ ถ้าใช้ความเร็วปานกลางและคงที่ งดเล่นสนุกกับอัตราเร่ง มีแนวโน้มว่าจะเห็นตัวเลข 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร เพราะถ้าเข้าเงื่อนไขรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ได้ถึงความเร็วกว่า 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การสลับการทำงานหรือการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า มีความราบเรียบนุ่มนวลไม่กระตุกกระชาก

ช่วงล่างขอหนึบอีกนิด

●   ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์ ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อน พวงมาลัยแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้าปรับการผ่อนแรงได้ ช่วงล่างเซตมาเน้นนุ่มนวลสำหรับการใช้งานในย่านความเร็วปกติ ล้อ 19 นิ้วไม่ได้ทำให้รถกระแทกหรือสะเทือนมากมาย เพราะยางกว้างแค่ 225 กับ ซีรีส์ 55 แก้มยางมีพื้นที่ซับแรงอีกเยอะ ถ้าใช้ความเร็วปกติ จะให้ความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนที่ดีทั้งทางตรงและทางโค้ง

●   ที่บอกว่าขอหนึบอีกนิด เพราะรู้สึกว่าถ้าใช้ความเร็วสูงขึ้น-ลง คอสะพานดุๆ บางครั้งช่วงล่างจะมีการอาการยืดและยุบสุดจนเกิดการยัน และถ้าเจอถนนที่เป็นคลื่นลอน ช่วงล่างโดยเฉพาะด้านหน้าจะยืด-ยุบหลายครั้งกว่าจะนิ่ง แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าขับไม่เร็วมาก ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ให้แรงเบรกที่เหลือเฟือ แต่ไม่ค่อยมีการสื่อสารระหว่างแป้นเบรกกับเท้ามากนัก พวงมาลัยแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า ปรับการผ่อนแรงได้ 3 ระดับ การหมุนพวงมาลัยมีความราบเรียบต่อเนื่องดี ความเร็วและความแม่นยำในการตอบสนองของพวงมาลัยอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย น่าจะเซตมาให้ขับง่ายไม่วูบวาบหรือพวงมาลัยไวเกินไป

●   โดยสรุปจากความคิดเห็นส่วนตัว Haval H6 Ultra เป็นรถที่ดูดีทั้งภายนอกและภายใน ทั้งในเรื่องการออกแบบ คุณภาพวัสดุ และการประกอบที่ดี อุปกรณ์มาตรฐานทั้งภายนอกและภายในก็ให้มาครบครันและใช้งานได้ดี ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัย ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดแรงสะใจ และน่าจะประหยัดได้พอสมควร ช่วงล่างนุ่มนวลเอาใจกลุ่มเป้าหมาย มีจุดให้ติเล็กน้อยแต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

●   ที่สำคัญคือ ราคา 1.249 ล้านบาท คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพและขนาดของตัวรถ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ให้มา เหลือแค่ความเชื่อมั่นเรื่องบริการหลังการขายและการใช้งานในระยะยาว ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรหลักว่าจะได้เห็นรถแบรนด์นี้บนถนนบ่อยๆ หรือไม่    ●

Test Drive : 2021 Haval H6 Ultra

Hyundai H-1 Elite NS