November 24, 2020
Motortrivia Team (6888 articles)

Honda เปิดตัว City Hatchback และ City e:HEV ในประเทศไทย

ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

●  ฮอนด้าใช้ประเทศไทยเป็นเวทีในการเปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่นแบบเวิลด์ พรีเมียร์ ประกอบด้วย Honda City Hatchback ตัวถังใหม่แบบแฮทช์แบค 5 ประตู และ Honda City e:HEV ซึ่งนับเป็นรถที่ใช้งานระบบขับเคลื่อนฟูล ไฮบริด รุ่นแรกในเซกเมนท์ซิตี้คาร์

มร. มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด

●  มร. มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้ามุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมเพื่อตอบสนองผู้คนทั่วโลก ด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิต ตามแนวทางวิสัยทัศน์ 2030 โดยมีเป้าหมายภายใต้ 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดมลพิษ (Carbon-free Society) โดยจะทำการสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆ ภายใต้ Honda e:TECHONOLOGY สำหรับยนตรกรรมที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ e:HEV”

●  “ด้านความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ (Collision-free Society) โดยได้ขยายการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ทั่วโลก โดยวันนี้ ฮอนด้าจะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ที่อยู่ในยนตรกรรมกลุ่มพรีเมียมมาสู่ ฮอนด้า ซิตี้ ยนตรกรรมรุ่นยอดนิยมที่ครองใจผู้ใช้ทั้งในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลกในทุกเจเนอเรชันมากว่า 20 ปี เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัส”

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

●  นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญของฮอนด้าในไทยที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่ 5 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แนะนำเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร เข้าสู่ตลาด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดจำหน่ายและยอดจองรวมกว่า 35,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเปิดตัว”

 “ในครั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์และยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับรถซิตี้คาร์อีกครั้ง ด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ 2 รุ่นใหม่ คือ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และฟังก์ชันการใช้งานอเนกประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า และ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัปภายใต้ เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และช่วยทำให้ศักยภาพในการทำตลาดของฮอนด้าในเซกเมนต์ซิตี้คาร์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

2021 Honda City Hatchback

●  รุ่นแรก Honda City Hatchback หรือรุ่นตัวถังแฮทช์แบค 5 ประตู ซึ่งยังคงใช้พื้นฐานของ City เจนเนอเรชั่น 7 (เจนฯ 5 ในไทย) ที่เปิดตัวในปี 2019 ตัวรถมากับการสื่อสารทางการตลาด “Energetic Hatchback” อุปกรณ์มาตรฐานมีชุดไฟหน้า LED, ไฟท้ายแบบ LED, เสาอากาศแบบครีบฉลาม, ล้ออัลลอยขนาด 15 – 16 นิ้ว

●  เกรด RS พิเศษด้วยชุดแต่งสปอร์ต RS รอบคัน, กระจังหน้าแบบ Gloss Black, ตราสัญลักษณ์ RS, กันชนหน้า-หลังแบบสปอร์ต, ไฟหน้า LED, ไฟ DRL แบบ LED, ไฟตัดหมอกแบบ LED, กระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยว, สปอยเลอร์หลังสีดำ, ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว, ห้องโดยสารเบาะหนังกลับ ตกแต่งด้วยแถบสีแดง, จอ Multi-Information Display พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และสีภายนอกแดง Ignite Red เฉพาะรุ่น

●  ห้องโดยสารใช้การสื่อสารทางการตลาดว่า “Ambitious Beauty” เน้นความเรียบง่าย แต่ดูทันสมัย คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black พร้อมวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม, จอ Multi-Information Display พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีขาว (), พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ iOS ด้วย Apple CarPlay, รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI, ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ One Push Ignition System, ระบบควบคุมประตู Honda Smart Key System, พอร์ท USB 2 ช่อง, ช่องจ่ายไฟสำรองด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ด้านหลัง 2 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS) และชุดระบบ Honda CONNECT (เฉพาะรุ่น RS) ทำงานร่วมกับแอพฯ บนสมาร์ทโฟน พร้อม 8 ฟังก์ชันหลักสำหรับอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย:

●  (1) My Service ตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป

●  (2) Car Log ข้อมูลการขับ ประกอบด้วยพฤติกรรมการขับ สามารถแสดงผลเป็นรายวัน, เดือน หรือรายปี และบันทึกการเดินทางที่สามารถเลือกทริปและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ค หรือทวิทเตอร์ เป็นต้น

●  (3) WiFi เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ทไร้สายจากรถยนต์ ใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 อุปกรณ์ ระยะการส่งสัญญาณห่างจากตัวรถยนต์อยู่ที่ 40 เมตร (ต้องสมัครแพคเกจอินเตอร์เน็ทจาก AIS เอง)

●  (4) Airbag Deployment เมื่อเกิดอุบัติเหตุและถุงลมทำงาน กล่องอุปกรณ์ TCU จะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันทีผ่านทางแอพพลิเคชั่น และส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้าเพื่อทำการติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรฉุกเฉินที่ระบุไว้ในระบบ เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น

●  (5) Car Status แจ้งเตือนสถานะรถยนต์เมื่อเกิดความผิดปกติจากระบบของรถ และแจ้งเตือนสัญญาณกันขโมยเมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก เช่น การเปิดประตู, กระโปรงหน้า หรือฝากระโปรงท้ายของรถยนต์อย่างผิดปกติ

●  (6) Remote Vehicle Control สั่งการล็อค-ปลดล็อคประตูทั้งหมด, สั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์, สั่งดับเครื่องยนต์, เปิดสัญญาณไฟทั้งไฟหน้าและไฟท้าย โดยผู้ใช้งานจะต้องกำหนดรหัสส่วนตัวเป็นตัวเลข 4 หลัก (PIN) และจะต้องป้อนรหัสส่วนตัวทุกครั้งก่อนการใช้งาน

●  (7) Geo Fence & Speed Alert กำหนดขอบเขตการขับทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนดได้

●  (8) Find My Car ตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุด แสดงผลบนแอพพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องใส่รหัสส่วนตัว 4 หลัก (PIN) ก่อนการใช้งาน

●  เบาะหนังสีดำหรือหนังกลับ ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย, ชุดเบาะแบบ ULTR (Ultra Seat) ปรับพับแบบ 60:40 ได้ 4 โหมด ประกอบด้วย (1) Utility Mode เบาะหลังทั้ง 2 ด้านพับเรียบ (2) Long Mode เบาะหน้า-หลังปรับพับเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว (3) Tall Mode เบาะหลังพับขึ้นเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง และ (4) Refresh Mode เบาะหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะหลัง

●  ชุดระบบความปลอดภัย ประกอบด้วย โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control, ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (รุ่น RS), กล้องหลังมุมมอง 3 ระดับ Multi-angle Rearview Camera สามารถเลือกดูมุมกล้องได้ระหว่าง 130 องศา 180 องศา หรือมุมมองจากด้านบน, ระบบเบรค ABS, ระบบกระจายแรงเบรค EBD, ระบบกระจายแรงเบรค EBD, ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Vehicle Stability Assist, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรคกะทันหัน Emergency Stop Signal

●  พละกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 12 วาล์ว DOHC VTEC Dual VTC แปรผันองศาของแคมชาฟท์ในการเปิด-ปิดวาล์วไอดีและไอเสีย ความจุ 1.0 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงตรง อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ อินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำ (Water-Cooled Type Intercooler) ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT และมีแพดเดิลชิฟท์พร้อม Cruise Control ให้ในรุ่น RS กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยฮอนด้าระบุตัวเลขเอาไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 100 กรัม/กม. มาตรฐานการคายมลพิษ EURO 5 รองรับ E20

●  City Hatchback เลือกสีภายนอกได้ระหว่าง แดง Ignite Red (RS), สีใหม่เทา Meteoroid Gray Metallic, ขาว Platinum White Pearl (RS และ SV), ดำ Crystal Black Pearl, เทา Sonic Grey Pearl และขาว Taffeta White (S+)

  • City Hatch RS ราคา 749,000 บาท
  • City Hatch SV ราคา 675,000 บาท
  • City Hatch S+ ราคา 599,000 บาท

●  ชุดแต่งเพิ่มเติมมี แพคเกจ Modulo รอบคัน เช่น สปอยเลอร์หลัง 5,500 บาท, คิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า 1,700 บาท, แผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระ 900 บาท, สติกเกอร์ตกแต่งล้ออัลลอย 320 บาท (1 ชุดมี 4 ชิ้น), ไฟตัดหมอกแบบ LED 5,500 บาท และกล้องหน้า 3,850 บาท… นอกจากนี้ยังมีแพคเกจตกแต่งเพิ่มเติมอีก 2 แพคเกจ คือ Modulo Aero Package ราคา 16,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า 2 ชิ้น, สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง 2 ชิ้น ปิดท้ายด้วย Modulo Aero Sport Package ราคา 21,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า 2 ชิ้น, สเกิร์ตข้าง, สเกิร์ตหลัง 2 ชิ้น และสปอยเลอร์หลัง

2021 Honda City e:HEV

●  รุ่นไฮไลท์ในการเปิดตัววันนี้คือ Honda City e:HEV หรือรุ่นย่อยระบบขับเคลื่อนไฮบริดใหม่ ทั้งนี้ ชุดระบบ e:HEV คืออะไร? สามารถอ่านรายละเอียดได้ตามลิงค์นี้ครับ

●  ตัวรถใช้แนวคิดการสื่อสารทางการตลาดว่า “Standing on the Edge” อุปกรณ์มาตรฐานมี ไฟหน้า LED, ไฟ DRL แบบ LED, ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED, ไฟท้ายแบบ LED, ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์, กระจังหน้าแบบ Gloss Black พร้อมโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า หรือ H Mark, กระจกมองข้างสีดำ ปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวในตัว, สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมตราสัญลักษณ์ RS และ e:HEV, เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

●  ห้องโดยสารออกแบบในลักษณะ Man-Maximum Machine-Minimum สอดคล้องกับสรีระ ห้องโดยสารโทนสีดำ, เบาะหนังกลับตกแต่งด้วยด้ายแดง, คอนโซลหน้าแบบ Piano Black พร้อมที่วางแก้วน้ำ, คอนโซลกลางมีที่วางแขนขนาดใหญ่, พนักวางแขนหน้า-หลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ, มือเปิดประตูด้านในโครเมียม, มาตรวัดพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับแบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว, จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ iOS ด้วย Apple CarPlay พร้อม Google Maps และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย Deceleration Paddle Selectors, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ช่องปรับอากาศตอนหลัง, พอร์ท USB 2 ช่อง, ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง, ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์และระบบปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท Remote Engine Start, ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Honda Smart Key System และชุดแป้นเหยียบแบบสปอร์ต

●  ส่วนชุดระบบ Honda CONNECT เป็นแบบเดียวกับ City Hatchback

●  ชุดระบบขับเคลื่อน ฟูล ไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) หรือชื่อทางการค้า e:HEV ของฮอนด้าประกอบด้วย เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC ความจุ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า หรือ E-CVT เก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แพคชนิด ลิเธียม-ไอออน กำลังสูงสุดไม่ระบุในเวลานี้ แรงบิดสูงสุด 25.7 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 85 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.8 กม./ลิตร รองรับ E20

●  ชุดระบบความปลอดภัย Honda SENSING ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก Collision Mitigation Braking System, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control, ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ Lane Keeping Assist System และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Auto High-Beam

●  ต่อด้วยระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Honda LaneWatch, เบรคมือไฟฟ้า Electric Parking Brake, ระบบ Auto Brake Hold, ระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ Walk Away Auto Lock, ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ Multi-angle Rearview Camera, ระบบเบรค ABS, ระบบกระจายแรงเบรค EBD, ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Vehicle Stability Assist, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรคกระทันหัน Emergency Stop Signal

●  เบื้องต้น City e:HEV มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี, รับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง, โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถ Honda Ultimate Care ขยายการรับประกันคุณภาพรถใหม่เพิ่มอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร สูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีค่าแรงในการเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

●  City e:HEV เลือกสีภายนอกได้ 6 สีระหว่าง สีใหม่ น้ำเงิน Obsidian Blue, แดง Ignite Red Metallic, ขาว Platinum White Pearl, ดำ Crystal Black Pearl, เงิน Lunar Silver Metallic และเทา Modern Steel Metallic ราคาจำหน่าย 839,000 บาท

●  ชุดแต่งเพิ่มเติมมีแพคเกจ Modulo แบบพื้นฐานรอบคัน พร้อมคิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า 1,700 บาท, คิ้วบันไดสเตนเลส LED 4,400 บาท รวมทั้งอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ เช่น กระบะใส่ของท้ายรถ 1,250 บาท เป็นต้น เสริมด้วยแพคเกจพิเศษ Modulo Aero RS Package ราคา 17,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น, สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลังแบบ 2 ชิ้น

โปรโมชั่นพิเศษ

●  โปรโมชั่น : จอง City Hatchback ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 มกราคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 รับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท ส่วนผู้ที่ที่จอง City e:HEV ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2563 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 รับ Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท

●  ชมคันจริงกันได้ที่ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2563 หรือในงาน Motor Expo 2020 ระหว่างวันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 ที่อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้ City e:HEV จะลงโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ส่วน City Hatchback จะลงโชว์รูมในวันที่ 7 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

●  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถทั้ง 2 รุ่น เชิญได้ที่เว็บไซท์ www.honda.co.th/cityhatchback หรือ www.honda.co.th/cityehev หรือศูนย์บริการฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร. 02-341-7777   ●

2021 Honda City Hatchback and City e:HEV

Drunk Dont Drive