Subaru Forester 2.0i-S เพิ่มความเอนกประสงค์ คงเอกลักษณ์
May 27, 2019
Motortrivia Team (5314 articles)

Subaru Forester 2.0i-S เพิ่มความเอนกประสงค์ คงเอกลักษณ์

เรื่อง – ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ

● ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด จัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับรถเอนกประสงค์รุ่นล่าสุด ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ใหม่ ประกอบจากโรงงานในเมืองไทย ระยะทางรวมประมาณ 220 กิโลเมตร มีรถให้ทดลองขับ 2 รุ่นย่อย คือ รุ่นพื้นฐาน 2.0i-L และรุ่นกลาง 2.0i-S ซึ่งทีมงานมอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับ ส่วนรุ่นสูงสุด 2.0i-S ES ที่มาพร้อมระบบ EYESIGHT จะประกอบในเมืองไทยและเริ่มทำตลาดในช่วงเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม 2562 นี้

คุณตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด

รถเอนกประสงค์ที่ลุยได้จริง

● เริ่มต้นกิจกรรมในช่วงเช้า ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ ซูบารุ เสรีไทย โดยมี ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด คุณตวัน คำฤทธิ์ ให้การต้อนรับ พร้อมให้รายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดยซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ใหม่ใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด Subaru Global Platform เพิ่มความแข็งแรงขึ้น 40-100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใช้กับ XV ใหม่เป็นรุ่นแรก ทุกรุ่นย่อยที่ทำตลาดในเมืองไทย ใช้เครื่องยนต์เดียวกันที่ได้รับการพัฒนาใหม่ แบบเบนซิน 4 สูบวางนอน BOXER ไดเร็คอินเจ็คชั่น ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ฝาสูบแบบ DOHC 16 วาล์ว ความจุกระบอกสูบ 1,995 ซีซี กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมโหมด +/- 7 จังหวะ

● บางคนอาจติดภาพลักษณ์ของซูบารุ ว่าเป็นรถแรงสมรรถนะสูง ซึ่งก็มีรถที่รองรับสำหรับผู้ชอบความแรงกับรุ่น WRX แต่สำหรับฟอเรสเตอร์ ซึ่งเป็นรถเอนกประสงค์ที่เน้นการใช้งานแบบครอบครัว สมรรถนะของเครื่องยนต์จึงถูกปรับให้เหมาะสมกับประเภทของรถ และเน้นไปที่อัตราสิ้นเปลืองเป็นหลัก โดยยังคงจุดเด่นคือ SYMMETRICAL AWD หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร และระยะต่ำสุดที่สูงถึง 220 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่ารถเอนกประสงค์ PPV บางรุ่น

● เพิ่มขอบเขตการใช้งานในแบบออฟโรดเบาๆ ด้วยฟังก์ชั่น Special X-MODE สำหรับการขับบนทางลื่น เมื่อเปิดใช้งานระบบจะประมวลผลและควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ และการแบ่งกำลัง โดยเครื่องยนต์จะปรับแรงบิดให้มาในรอบที่ต่ำลง แบ่งกำลังไปยังล้อที่มีการยึดเกาะถนนที่ดี เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปได้ และระบบส่งกำลังจะปรับมาที่เกียร์ต่ำ เพื่อเพิ่มอัตราทดและแรงบิด ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยเมื่อใช้งานบนทางออฟโรด

● สำหรับรุ่นสูงสุด 2.0i-S ES ที่กำลังจะเปิดตัว จะมาพร้อมระบบ EYESIGHT ทำงานด้วยกล้องด้านหน้า 2 ตัว ทำหน้าที่เสมือนเป็นดวงตาของผู้ขับ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก เปรียบเทียบกับสัญญาณไฟคือ สีแดง คือ หยุด หมายถึงระบบเบรกอัตโนมัติ และระบบจัดการเครื่องยนต์ก่อนการชน เมื่อระบบประมวลผลแล้วพบว่าอาจเกิดการชน ระบบจะสั่งเบรกหยุดให้โดยอัตโนมัติ หรือถ้าผู้ขับเหยียบคันเร่งรุนแรงในขณะที่มีสิ่งกีดขวางด้านหน้า ระบบก็จะเข้าควบคุมกำลังของเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งชน การทำงานแบบไฟสีส้ม คือ ระวัง เช่น เตือนเมื่อรถส่ายไป-มาหรือออกนอกเลน โดยระบบจะเตือนด้วยสัญญาณเสียงและไฟกะพริบ และการทำงานแบบไฟเขียว เช่น ระบบ Adaptive Cruise Control แปรผันความเร็วตามรถคันหน้า ทำงานตั้งแต่ความเร็ว 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะเพิ่มและลดความเร็วโดยอัตโนมัติ ผู้ขับแค่ควบคุมพวงมาลัย

● ซูบารุรุ่นก่อนหน้านี้ จะเน้นเรื่องการขับเป็นหลัก แต่สำหรับฟอเรสเตอร์ใหม่ มีการปรับปรุงภายในใหม่หมด เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานแบบรถครอบครัว มีช่องเก็บของแยกช่องเล็กช่องน้อยสำหรับสิ่งของขนาดต่างๆ มีช่องชาร์จไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง การเลือกใช้วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีจุดยึดสิ่งของ และมีช่องจ่ายไฟฟ้า

● สำหรับรุ่นย่อย 2.0i-L และ 2.0i-S แตกต่างกันที่อุปกรณ์มาตรฐานและการตกแต่ง เช่น 2.0i-L ให้ล้อและยางขนาด 225/60 R17 ส่วนรุ่น 2.0i-S ให้ขนาด 225/55 R18 ชิ้นส่วนด้านหน้าของทั้ง 2 รุ่นย่อยต่างกันเล็กน้อย สปอตไลต์ของรุ่น 2.0i-L เป็นฮาโลเจน ส่วนรุ่น 2.0i-S เป็น LED ภายในของรุ่น 2.0i-S เพิ่มแป้นเหยียบอะลูมิเนียม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และไฟหน้าปรับทิศทางตามการเลี้ยว

● มิติตัวรถรุ่น 2.0i-S มีความยาว 4,625 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,730 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,670 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุด 220 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 1,542 กิโลกรัม

ขับดีในแบบของรถครอบครัว

● เริ่มต้นออกเดินทางจากซูบารุ เสรีไทย มุ่งหน้าจุดหมายแรก ปั๊มปตท. บนถนนข้าวหลาม ระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร เบาะผู้ขับปรับไฟฟ้า นั่งสบายและให้ความกระชับพอเหมาะ ระยะปรับเบาะค่อนข้างเยอะ รองรับสรีระที่แตกต่างได้ดี ก่อนขับปรับเบาะตามถนัด ไม่ได้ปรับขึ้นสูงสุด พื้นที่เหนือศรีษะเหลืออีกเพียบ นั่งขับแล้วรู้สึกโล่งไม่อึดอัด ช่วงขับในเมืองรู้สึกถึงความคล่องตัวแม้ดูภายนอกว่ารถคันสูงใหญ่ พวงมาลัยเบาและมีการหมุนที่สม่ำเสมอ การควบคุมคันเร่งที่ความเร็วต่ำทำได้ง่าย รักษาระยะห่างจากรถนำขบวนได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับการเบรก ที่ทำได้นุ่มนวลตั้งแต่ครั้งแรกที่ขับ ทัศนวิสัยรอบคันโปร่งสบาย เครื่องยนต์ตอบสนองได้รวดเร็วดีในช่วงความเร็วต่ำ เกียร์อัตโนมัติ CVT ควบคุมง่ายและฉลาดพอที่จะปรับตำแหน่งเกียร์ให้สอดคล้องกับลักษณะการขับในเมือง ลองใช้โหมด M กับ Paddle Shift บนพวงมาลัย ผู้ขับควบคุมจังหวะการเปลี่ยนเกียร์เอง ช่วยลดการใช้เบรกบ่อยๆ ขณะขับในเมืองแบบไปๆ หยุดๆ

● หลุดจากการจราจรช่วงเวลาเร่งด่วนในเมืองเข้าสู่มอเตอร์เวย์ ขยับเพิ่มความเร็วเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อได้ความเร็วที่ต้องการก็ผ่อนเท้าขวาจากคันเร่งนิดหน่อย ปล่อยให้เกียร์ไล่ขึ้นสู่อัตราทดสูงสุด รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 1,500 รอบต่อนาที และถ้าเพิ่มเป็น 2,000 รอบต่อนาที จะได้ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หมิ่นแหม่ต่อการโดนแอบถ่ายรูปหรือได้ใบสั่ง รถรุ่นนี้เหมาะกับการเดินทางไกลแบบไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบมาก การเพิ่มความเร็วทำได้เรื่อยๆ ต่อเนื่องแต่ไม่ถึงกับหวือหวา การแซงฉุกเฉินต้องคิ๊กดาวน์ใช้รอบเครื่องยนต์และอัตราทดช่วยสร้างแรงขับ รอบเครื่องยนต์ก็ตวัดขึ้นได้ไหลลื่นดี การควบคุมเกียร์อัตโนมัติ CVT ในโหมดเกียร์ D แทบไม่แตกต่างจากเกียร์อัตโนมัติแบบฟันเฟือง ทั้งการคิ๊กดาวน์หรือผ่อนคันเร่งเพื่อให้เกียร์เปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง ทำได้ดังใจ ไม่มีอาการรอบค้างเหมือนเกียร์ CVT รุ่นเก่าๆ

● ขับเพลินๆ แอบปั้นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ 12.2 กิโลเมตรต่อลิตร ก็เจอข่าวร้ายว่าขับเลยทางออก แล้วทางข้างหน้าก็ไม่มีทางออกจากทางด่วนเพื่อกลับรถเลย ต้องขับไปอีก 20 กิโลเมตรเพื่อกลับรถ และขับกลับมาอีก 20 กิโลเมตร เพื่อพบกันที่จุดนัดพบที่ 2 วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม เพิ่มระยะไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร มองในแง่ดีว่าได้ลองขับรถเพิ่มอีกนิด ช่วงล่างแบบอิสระ ปีกนก 2 ชั้นทั้ง 4 ล้อ เซตมาเพื่อความนุ่มนวลในการเดินทางด้วยความเร็วตามกฎหมาย การบังคับควบคุมแม่นยำหนักแน่น เมื่อเทียบกับสไตล์ของรถ ความสูงใต้ท้อง 220 มิลลิเมตร ทำให้บางจังหวะรู้สึกโคลงไปนิด แต่เมื่อแลกกับความนุ่มนวลและความสามารถในการขับบนทางออฟโรดก็นับว่าคุ้ม

เบาะหลังโปร่งกว้างนั่งสบาย

● เมื่อตามไปถึงจุดนัดพบที่ 2 วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจการขับ แวะถ่ายรูปแล้วเดินทางต่อไปยังร้านอาหารกลางวัน ลองย้ายไปนั่งเบาะหลังพบว่ากว้างขวางสำหรับผู้โดยสารที่มีความสูง 170 เซนติเมตร พื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาเหลือเฟือ พื้นห้องโดยสารด้านหลังเกือบราบเรียบ วางเท้าได้สบาย มีช่องแอร์และช่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะปรับความเอนไม่ได้ แต่ก็ปรับองศามาพอเหมาะ มีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำตรงกลาง คาดเข็มขัดนิรภัย แอร์ด้านหลังเย็นสบายแม้รถคันใหญ่และยังไม่ได้ติดฟิล์ม หลังอาหารกลางวันก็ได้เวลาพักสายตาในระหว่างเดินทางไปเล่น Walk Rally ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

● ขากลับมุ่งหน้าโชว์รูม จองที่นั่งด้านหลังต่อเนื่องยาวๆ ทัศนวิสัยด้านหลังโปร่งโล่ง กระจกประตูคู่หลังบานใหญ่ สมกับเป็นรถครอบครัว นั่งชมวิวได้ไม่อึดอัด หรือจะหลับโชว์รถคันข้างๆ ก็เห็นเต็มตาดี ขากลับใช้ความเร็วสูงขึ้นอีกนิด แต่ไม่รู้สึกว่าเวียนหัวหรือเมารถ นั่งได้สบายๆ เหยียดแข้งเหยียดขาได้พอสมควร ภายในห้องโดยสารของรถรุ่นนี้กว้างขวาง ตรงข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสปอร์ตกระชับทะมัดทะแมง ไม่ได้ใหญ่เทอะทะ ความสูงใต้ท้อง 220 มิลลิเมตร ก็ไม่ได้ทำให้การขึ้น-ลงรถลำบากหรือต้องปีน เพราะพื้นรถค่อนข้างต่ำ

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ราคา

● ซูบารุ คงรู้ว่ามีแฟนๆ ซูบารุในเมืองไทยจำนวนมาก ที่มีความสามารถในการหาอะไหล่หรือดูแลรถด้วยตัวเองได้ จึงเปิดราคาแบบขายขาด ไม่มีการรับประกัน ฟอเรสเตอร์ รุ่น 2.0i-L ราคา 1.03 ล้านบาท รุ่น 2.0i-S ราคา 1.06 ล้านบาท และรุ่น 2.0i-S ES ที่กำลังจะเปิดตัว 1.13 ล้านบาท ถ้าต้องการรับบริการจากศูนย์ตามปกติ ซึ่งประกอบด้วยการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง 3 ปี และเซ็นเซอร์ถอยหลัง ต้องจ่ายเพิ่ม 3 แสนบาทสำหรับรุ่น 2.0i-L และจ่ายเพิ่ม 320,000 บาท สำหรับอีก 2 รุ่นที่เหลือ ●

Group Test : 2019 Subaru Forester 2.0i-S

Drunk Dont Drive