2020 Land Rover Defender เปิดศักราชใหม่ เทคโนโลยีทันยุค 90/110 อยู่ครบ
September 11, 2019
Motortrivia Team (5115 articles)

2020 Land Rover Defender เปิดศักราชใหม่ เทคโนโลยีทันยุค 90/110 อยู่ครบ

เรื่อง : AREA 54

●   ต่อจากการเผยโฉมไอคอนแห่งยุคอย่าง Jeep Wrangler เจนเนอเรชั่นใหม่ ในที่สุดก็ถึงคิวของออฟ-โรดจากฝั่งอังกฤษอย่างแลนด์ โรเวอร์ ที่จะก้าวสู่ยุคใหม่กับ Land Rover Defender รหัสตัวถัง L663 ตัวรถเปิดตัวเป็นทางการในงาน 2019 Frankfurt Motor Show โดยยังคงมีทั้งรุ่นคลาสสิค 3 ประตู ฐานล้อ 90 นิ้ว และ 5 ประตู ฐานล้อ 110 นิ้ว เชื่อมต่อความคุ้นเคยจากรุ่นสู่รุ่น

หมายเหตุ : ใครยังติดใจกับ Defender รูปทรงคลาสสิคแบบดั้งเดิม ต้องรอลุ้นแผนงานของ Ineos Group ราวๆ ปี 2021 ครับ

All-New Defender

●   Defender ใหม่พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มอลูมิเนียมซีรี่ส์ D ของจากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ โดยแพลทฟอร์มย่อย D7 นั้น ปัจจุบันแยกเป็น D7a ใช้งานอยู่ในรุ่นรถ อาทิ Jaguar F-Pace หรือ Range Rover Velar เป็นต้น ซึ่งแพลทฟอร์มในกลุ่ม D ซีรี่ส์นี้ยังมีแพลทฟอร์มย่อยแยกเป็น D7e (อาทิ Jaguar I-Pace) และ D7u (อาทิ Land Rover Discovery) ส่วนแพลทฟอร์มที่ใช้งานใน Defender นั้น นับเป็นแพลทฟอร์มใหม่เอี่ยม D7x ซึ่ง ณ เวลานี้ใช้งานอยู่ใน Defender เพียงรุ่นเดียว

●   งานออกแบบเราเห็นเค้าโครงกันมาแล้วจากตัวต้นแบบ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า รูปทรงของ Defender ใหม่นั้นไม่เหนือความคาดหมาย… ด้านขนาดตัว Defender 90 มากับความยาว 4,583 มม. กว้าง 2,008 มม. ความสูงแยกเป็นรุ่นช่วงล่างแบบถุงลม 1,974 มม. รุ่นคอล์ยสปริง 1,969 มม. ความยาวฐานล้อ 90 นิ้วตามรหัสตัวรถ ส่วน Defender 110 ต่างกันที่ความยาวตัวรถจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,018 มม. สูง 1,967 มม. ตัวถังวางอยู่บนฐานล้อ 110 นิ้ว

●   รุ่นพื้นฐานใช้ชุดไฟหน้าแบบ LED รุ่นกลางขยับขึ้นไปใช้ชุดไฟ LED พร้อมฟังก์ชั่น Auto High Beam Assist ปรับไฟสูงอัตโนมัติ และมีไฟ LED วิ่งกลางวันให้ ในขณะที่รุ่นท๊อปจะได้ใช้งานชุดไฟ Matrix LED

●   ล้อมีให้เลือกถึง 12 แบบ ไล่ไปตั้งแต่ล้อกระทะสีขาวทรงคลาสสิคขนาด 18 นิ้ว จนถึงล้ออัลลอยต่างลาย 22 นิ้ว สีภายนอกมี 8 สี ประกอบด้วย Fuji White, Eiger Grey, Santorini Black และ Indus Silver บวกด้วยสีใหม่อีก 3 สี Tasman Blue, Pangea Green ปิดท้ายด้วย Gondwana Stone

สิ้นสุดยุคคลาสสิค

●   ห้องโดยสารจบยุคคลาสสิค อุปกรณ์มาตรฐานยกระดับเป็นจอบอกข้อมูลหลังวงพวงมาลัยแบบดิจิทัล เสริมด้วยจอ Head-Up Display และมีจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้วสำหรับแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง Android และ iOS พร้อมอัพเดทซอฟท์แวร์ได้แบบ Over-The-Air

●   ทั้งหมดทำงานภายใต้มาตรฐานสถาปัตยกรรมระบบไฟใหม่ของแลนด์ โรเวอร์ ใช้ชื่อทางการค้าว่า EVA 2.0 หรือ Land Rover Electronic Vehicle Architecture ส่วนระบบอื่นๆ ยังมีจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และชุดซาวด์ซิสเต็มจากแบรนด์ไฮเอนด์เก่าแก่อย่าง Meridian กำลังขับ 400 W ลำโพงรวม 10 จุด พร้อมระบบเสียงที่ตั้งค่าตำแหน่งเวทีเสียงได้ตามต้องการ

●   ห้องโดยสารปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เน้นการใช้งานในลักษณะนันทนาการอย่างเต็มที่ มีฟังก์ชั่น Keyless Entry และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในห้องโดยสารคือ เบาะเสริมระหว่างเบาะคู่หน้า (หรือที่เรียกกันว่า Jump Seat) ซึ่งออกแบบให้เป็นที่วางแขน กล่องเก็บของจิปาถะ พร้อมช่องใส่แก้วน้ำ/ขวดน้ำขนาดใหญ่ ในขณะที่พับเอาไว้ ในเบื้องต้น Jump Seat นี้จะมีมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Defender 90 First Edition รุ่นเปิดตัว ส่วน Defender 110 จะแยกจำหน่ายเป็นออปชั่นเสริม

●   ดังนั้น ใครที่ซื้อ Defender 110 พร้อมติดตั้ง Jump Seat เป็นออปชั่นเพิ่มเติม จะสามารถนั่งกันได้แบบไหล่ชนไหล่ถึง 6 คนด้วยเลย์เอาท์เบาะแบบ 3 + 3 พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 1,075 ลิตร (ในกรณีที่นั่งแค่ 2 หรือ 3 คนทางด้านหน้า จะมีพื้นที่เก็บสัมภาระในขณะพับเบาะแถว 2 ให้อีกถึง +1,305 ลิตร) ส่วนการใช้งานในเมืองแบบที่นั่งเต็มทุกตำแหน่งจะเป็นแบบเลย์เอาท์มาตรฐาน 7 คน 2 + 3 + 2

ยังคงประสิทธิภาพในการลุย

●   ด้านประสิทธิภาพในการใช้งานแบบออฟ-โรด แพลทฟอร์ม D7x ของ Defender จะถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานลุยๆ มากกว่าแพลทฟอร์มอื่นๆ ในซีรี่ส์ D ของแบรนด์จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ มันมีระยะเคลียร์ใต้ท้องรถสูงสุดถึง 11.5 นิ้ว สามารถลุยน้ำได้ลึกสุด 35.4 นิ้ว และมีมุมในการปีนไต่หลบอุปสรรคที่ดี โดย Defender มีมุมปะทะ (approach angle) 38 องศา, มุมจาก (departure angle) 40 องศา และมุมคร่อม (breakover angle) 28 องศา… ดีพอๆ กับ Jeep Wrangler หรือ Suzuki Jimny รุ่นล่าสุด (ในแง่ของกายภาพรถในการใช้งานแบบ Crawler เบาะๆ ไม่เกี่ยวกับระดับราคา) ความสามารถในการลากจูงสูงสุด 3,720 กก.

●   ตัวช่วยในการควบคุมขณะใช้งานแบบออฟ-โรด ไม่น้อยหน้ารุ่นใดในชายคาเดียวกัน และนับเป็นครั้งแรกที่ Defender จะได้ใช้งานตัวช่วยไฮเทคเต็มรูปแบบอย่างระบบ Terrain Response, Center Slip Limited ทำงานร่วมกับ Rear Slip Limited, มีเซ็นเซอร์วัดระดับความลึกของน้ำ และยังสามารถแสดงผลเป็นภาพกราฟฟิคบนจอกลางในขณะที่ผู้ขับต้องการเลือกวางตำแหน่งของล้อคู่หน้าอย่างถูกต้องในขณะผ่านอุปสรรคด้วยระบบ ClearSight Ground View

●   นอกจากนี้ผู้ขับยังสามารถปรับโหมดการขับได้อีก 3 รูปแบบในขณะขับ ซึ่งระบบจะตั้งค่าการตอบสนองของคันเร่ง, เกียร์, พวงมาลัย และระบบ Traction Control ให้ทำงานสัมพันธ์กันตามสภาพของพื้นผิวในเวลานั้นๆ

เบนซิน, ดีเซล, Mild-Hybrid รอ PHEV ปีหน้า

●   เครื่องยนต์มีให้เลือกหลายรูปแบบ เริ่มกันที่รุ่นเครื่องยนต์ P300 เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จแบบ twin-scroll กำลังสูงสุด 300 แรงม้า (HP) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.1 วินาที อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 227 กรัม/กม. ตามมาตรฐานเก่า NEDC

●   ต่อด้วยรุ่นเครื่องยนต์ P400 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทอร์โบชาร์จแบบ twin-scroll และซูเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้า พร้อมชุดระบบเสริมกำลังแบบ Mild-Hybrid สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 48-volt การทำงานเป็นไปในรูปแบบเดียวกับ Range Rover Evoque เจนเนอเรชั่น 2 ใช้สายพานที่ออกแบบให้ควบรวมกับ starter generator พ่วงเอาไว้กับเครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่แพคกระแสไฟแรงสูง 48 โวลท์ (Belt-Integrated Starter Generator) จากนั้นตัวระบบจะทำงานร่วมกับ Converter ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากแบตเตอรี่ไปจ่ายชุดระบบไฟ 12 โวลท์ (DC/DC Converter) กำลังสูงสุดผลิตได้ 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 56 กก.-ม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 10.4 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 220 กรัม/กม.

●   ฝั่งดีเซลมีเครื่องยนต์ D200 (เครื่องยนต์ตระกูล Ingenium ของจากัวร์) แบบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ ทำงานแบบซีเควนเชียล กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 43.8 กก.-ม. ต่อด้วยรุ่น D240 ความจุเดียวกัน กำลังสูงสุด 240 แรงม้า แรงบิดเท่ากัน อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียเท่ากัน ประมาณ 199 กรัม/กม. ทุกรุ่นเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซล ใช้ระบบส่งกำลังแบบเดียวกัน อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF พร้อมเกียร์สโลว์

●   แลนด์ โรเวอร์ ระบุว่า นอกจากรุ่น Mild-Hybrid (MHEV) ในช่วงเปิดตัวนี้ ภายในช่วงปี 2020 Defender จะมีรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) เข้ามาทำตลาดกรีนอีก 1 รุ่น

ADAS มาแล้ว

●   และแน่นอน… ชุดระบบช่วยขับยุคใหม่ในกลุ่ม ADAS ต้องมี… Defender จะมากับตัวช่วย อาทิ ระบบ Adaptive Cruise Control ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบ Rear Pre-Collision Monitor, ระบบ Rear Pre-Collision Monitor ตรวจจับวัตถุทางด้านหลัง พร้อมเตรียมการทำงานของระบบต่างๆ ในกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉิน, ระบบ Rear Traffic Monitor แจ้งเตือนการชนกับวัตถุต่างๆ ขณะถอยออกจากที่จอด, ระบบ Clear Exit Monitor ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนผู้ขับเปิดประตูรถหลังจอด (เช่น จักรยาน, มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ ที่วิ่งขึ้นมาจากด้านข้าง)

●   ต่อด้วยระบบ Blind Spot Assist ช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดบอด, ระบบ Emergency Braking ช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะฉุกเฉิน, ระบบ Lane Keep Assist ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบ Traffic Sign Recognition ช่วยจดจำรูปแบบป้ายสัญญาณจราจร, ระบบ Driver Condition Monitor ตรวจสอบอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับ, กล้องรอบคัน 3D Surround Camera และระบบ 360⁰ Parking Aid ตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งตั้งตรงในขณะจอดเข้าซองด้วยเซนเซอร์รอบคัน พร้อมแสดงผลเป็นภาพกราฟิคบนจอกลาง

●   ในช่วงแรกแลนด์โรเวอร์จะเริ่มจำหน่าย Defender 110 ก่อนภายในช่วงต้นปี 2020 นี้ การตกแต่งแยกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามอุปกรณ์เสริมติดรถ Explorer, Adventure, Country และ Urban ในขณะที่ Defender 90 จะต้องรอกันไปอีกระยะหนึ่งครับ

●   ส่วนเกรดรุ่นย่อยทั้งหมด (ในช่วงเปิดตัว) จะมี 6 รุ่น ประกอบด้วย Defender, Defender S, Defender SE, Defender HSE, Defender X และ Defender First Edition

●   ออปชั่นมีให้เลือกแบบจุใจสุดๆ อาทิ หลังคาผ้าใบแบบเปิดลาก Retractable Roof, หลังคาแก้ว Panoramic Roof, แร็คหลังคา, กล่องเก็บของแบบแขวนกระจกข้างบานหลัง กันน้ำ พร้อมล็อค (Exterior Side-mounted Gear Carrier), สนอร์คเกิลทรงแนบเสา A, โป่งล้อ, ยางกันโคลนหน้า-หลัง, ชุดฉีดน้ำทำความสะอาดแบบพกพา (Portable Rinse System), ชุดกรงสำหรับกั้นห้องสัมภาระ, ชุดฝาครอบยางอะไหล่ ไล่ไปจนถึงเสื้อผ้า กระเป๋า หรืออื่นๆ ที่ออกแบบมาเข้าชุด

●   รุ่นพื้นฐานเครื่องดีเซล D200 ตัวถัง 5 ประตู ฐานล้อ 110 นิ้ว ราคาในสหราชอาณาจักรเปิดออกมาที่ 45,240 ปอนด์ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท ในขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งจะมีแต่รุ่นเบนซิน รุ่นเครื่องยนต์ P300 ตัวถัง 5 ประตูฐานล้อ 110 นิ้ว เริ่มต้นที่ 49,900 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 ล้านบาทครับ… ส่วนรุ่นตัวถัง 3 ประตูฐานล้อ 90 นิ้วนั้น คาดว่าราคาเริ่มต้นจะต่ำกว่านี้เล็กน้อย  ●


2020 Land Rover Defender 90

2020 Land Rover Defender 110

Drunk Dont Drive