June 22, 2019
Motortrivia Team (6223 articles)

10 ความเห็นสุดเผ็ดเกี่ยวกับ F1 ของ Jacques Villeneuve

Posted by : FascinatorFJ

●   แฟนๆ ยุคใหม่อาจจะไม่ค่อยรู้จักเขาคนนี้ ฌาค วิลเนิฟ อดีตนักแข่ง F1 ดีกรีแชมป์โลกปี 1997 ซึ่งนอกจากฝีมือแล้ว ฝีปากของแกก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน หลายครั้งที่เขามักจะให้ความเห็นที่เข้าท่าออกมา และหลายครั้งเช่นกันที่เขามักจะมีมุมมองที่แตกต่าง ที่ออกไปในแนวทำให้คุณคิดว่า นั่นเขาพูดจริงหรือล้อเล่นอยู่กันแน่?

●   ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองย้อนดูความเห็นที่ฉีกแปลกแหวกแนวของนักแข่งแคนาเดียนคนนี้ ซึ่งแต่ละความเห็นนั้นรับประกันความเผ็ดระดับ 10 กันเลยทีเดียว

1. ฮูลเคนเบิร์กก็เหมือนรอสเบิร์ก

●   ในปี 2017 ที่ เฟอร์นันโด อลองโซ ประกาศไปลงแข่ง อินดี้ 500 ในสุดสัปดาห์โมนาโคกรังด์ปรีซ์นั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมายทีเดียว บางส่วนก็สนับสนุนให้อลองโซไปหาความท้าทายเพื่อเติมไฟให้กับตัวเอง แต่บางส่วนก็มองไม่เห็นจุดมุ่งหมายที่อลองโซเลือกที่จะทำอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องพลาดการแข่งขันไป 1 รายการ เพื่อที่จะทำมัน

●   หนึ่งในเสียงที่ไม่เห็นด้วยก็มี นิโค ฮูลเคนเบิร์ก นักแข่งเยอรมันคิดว่า อินดี้ 500 นั้นมีความเสี่ยงอันตรายค่อนข้างสูง แถมอลองโซก็ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวมากนัก ความเห็นนี้ได้ไปสะกิด ‘ต่อมอยากด่า’ ของวิลเนิฟเข้า

●   วิลเนิฟซึ่งลงแข่งขันแทบจะทุกรายการรวมทั้งอินดี้คาร์ จึงไม่รอช้าที่จะสวนกลับความคิดเห็นของฮูลเคนเบิร์ก แถมสกิลปากเฮียแกด่าพาดพิงนักขับ 2 คน ได้ในคราวเดียว

●   “ฟังดูเหมือนเป็นข้ออ้างนะ ผมคิดว่านักแข่งทุกวันนี้มีอยู่ 2 ประเภท ถ้าคุณไม่ใช่อลองโซ คุณก็เป็นรอสเบิร์ก และฮูลเคนเบิร์กก็แค่เป็นอีกหนึ่งที่อยู่ในรอสเบิร์ก”

2. สโตรลจะเร็วกว่านี้ถ้ามีทีมเมทที่ช้ากว่า

●   ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม คุณจะทำได้ดีขึ้นถ้าคุณได้เรียนรู้จากสิ่งที่ดีกว่า แต่นั่นไม่ใช่ในสายตาของวิลเนิฟที่มีต่อ แลนซ์ สโตรล

●   ถึงแม้ว่าสโตรลนั้นจะมีผลงานบางสนามที่โดดเด่น แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังทำผลงานได้แย่ เขามักจะควอลิฟายอยู่หลังเพื่อนร่วมทีม และยิ่งแย่ลงไปกับการแข่งขัน แต่แทนที่วิลเนิฟจะให้คำแนะนำที่รื่นหูกับรุ่นน้องเพื่อนร่วมชาติ เขากลับเรียกสโตรลว่าเป็นรูกี้ที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 แถมแนะนำให้หาเพื่อนร่วมทีมที่ช้ากว่าเพื่อให้ตัวเองมีผลงานที่ดีขึ้น

●   “เขาจำเป็นจะต้องขบคิดให้ออกว่าทำไมเขาถึงช้านัก บางทีเพื่อนร่วมทีมคนใหม่อาจจะช่วยได้ เพื่อนร่วมทีมที่ช้ากว่าเขา เพราะนั่นจะทำให้เขาดูเร็วขึ้นมา”

3. กฎใหม่เละเป็นขี้

●   เรารู้ดีว่ากฎกติกาการแข่งขัน F1 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้งมันก็ไปเข้าทางใครบางคน หรือทำให้ใครบางคนเสียเปรียบ แน่นอนว่านักแข่งที่เสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบจากกติกาที่เปลี่ยนไปย่อมออกมาต่อว่า และนั่นรวมถึงวิลเนิฟด้วยเช่นกัน

●   ในปี 1997 FIA ได้ประกาศแผนร่างกติกาที่จะใช้ในปี 1998 ยางกรูฟจะถูกนำมาใช้ พร้อมกับตัวรถที่ลีบและช้าลง เพื่อให้กีฬามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากการทดสอบเบื้องต้น วิลเนิฟก็ได้ตัดสินใจเป็นปฏิปักษ์กับกฎใหม่นี้ทันทีและประกาศว่ากฎนี้เละเป็นขี้พร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า

●   “กติกาใหม่นี้มันตลกมาก การใช้ยางชนิดนี้มันน่าหัวเราะ มันได้ทำให้ความแม่นยำในการขับและแข่งขันหายไปสิ้น รวมทั้งความสนุก และมันเป็นความคิดที่ไร้สาระมาก”

●   ความเผ็ดของความเห็นนี้อีกจุดอยู่ตรงที่ FIA นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมากที่วิลเนิฟกล่าวต่อว่าต่อกฎใหม่ถึงขั้นขู่ที่จะแบนเขาออกจากการแข่งขัน ซึ่งในปีนั้นเป็นปีที่วิลเนิฟต่อสู้ชิงแชมป์โลกและคว้ามาได้!

4. การชนแฮมิลตันทำให้ไรค์โคเนนได้รับโทษหนักขึ้น

●   คุณยังจำ ช่วงสตาร์ทของบริติชกรังด์ปรีซ์ 2018 ได้ไหม? ที่ คิมี ไรค์โคเนน พลาดเบรกลึกเข้าไปทิ่มท้าย ลูวอิส แฮมิลตัน และโดนยื่นโทษบวกเวลา 10 วินาที มันดูรุนแรงเมื่อเทียบกับสนามก่อนหน้านั้นที่ฝรั่งเศส เซบาสเตียน เวทเทล ทำพลาดช่วงสตาร์ทเช่นกันโดยการเบรกลึกเข้าไปชนท้าย วาลท์เทรี บ็อตตาส แต่ในตอนนั้นนักแข่งเยอรมันได้รับโทษบวก 5 วินาที เท่านั้น

●   เช่นเดียวกับการต่อว่าสจ๊วตว่าได้ตัดสินผิดพลาด วิลเนิฟยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่โทษนั้นไม่เท่ากันเป็นเพราะบุคคลที่เขาไปชน

●   “พวกเขาตัดสินว่านั่นคือลูวอิส เราอยู่ในสหราชอาณาจักรฯ และเขากำลังต่อสู้แย่งชิงแชมป์โลก นั่นคู่ควรแล้วกับการบวกเวลา 10 วินาที ถ้าหากคนที่ถูกชนเป็นบ็อตตาส 5 วินาที ก็เพียงพอแล้ว”

5. นักขับพิการไม่ควรอยู่ใน F1

●   โรเบิร์ต คูบิคซ่า ได้กลับคืนสู่กริด F1 อีกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุแรลลีในปี 2011 ที่ทำให้เขาต้องออกจากวงการไปถึง 8 ปี มันเป็นการกลับมาที่น่าทึ่งซึ่งหลายคนนั้นประทับใจกับความพยายามของนักแข่งโปล วิลเนิฟเองก็ชื่นชมคูบิคซ่าเช่นกันและให้ความเห็นว่ามันเป็น ‘ความสำเร็จที่ไม่น่าเชื่อ’ แต่ไม่วายที่เจ้าตัวจะต้องมีความเห็นต่างโผล่ขึ้นมาและให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มันไม่ควรเลยที่นักขับพิการจะได้ลงแข่งขัน F1

●   “ฟอร์มูล่าวันควรจะเป็นที่สุดของการแข่งขัน มันอยู่ในชั้นราชา ดังนั้นมันจึงไม่ดีต่อวงการหากมีนักขับที่พิการเข้าร่วมการแข่งขัน อย่างน้อยก็ไม่ควรจะเป็นฟอร์มูล่าวัน ฟอร์มูล่าวันจะต้องโหดหินและยากที่จะเอื้อมถึง การกลับมาของโรเบิร์ตนั้นไม่ใช่การส่งสัญญาณที่ดีนัก”

6. แฮมิลตันคิดว่าเขาเป็นพระเจ้า

●   รายการ เยอรมันกรังด์ปรีซ์ 2018 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลที่โมเมนตัมนั้นถ่ายโอนจากฝั่งเวทเทลมายังแฮมิลตัน แฮมิลตันนั้นมีปัญหาในการควอลิฟาย แต่ไล่จากกริดที่ 14 มาจนชนะการแข่งขันได้ ซึ่งถึงแม้ว่านั่นจะเป็นการขับที่สุดยอด แต่วิลเนิฟนั้นคิดว่าการแสดงออกของแชมป์โลกจากสหราชอาณาจักรฯ ทั้งในและนอกแทร็คและต่อหน้าสื่อนั้นไม่ปกติเอาเสียเลย

●   “เขาสับสนระหว่างฟอร์มูล่าวันกับฮอลลีวูด ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นเหมือนเป็นการจัดฉาก เขาแสดงตนต่อหน้าสื่อราวกับว่าเขาเป็นพระเจ้า การแสดงท่าทางคุกเข่าข้างๆ รถของเขาหลังพบปัญหาในการควอลิฟาย ราวกับว่าเขากำลังทนทุกข์เหมือนพระคริสต์ และสิ่งที่เขาพูดหลังจากนั้นราวกับคำเทศนา จากนั้นเขาก็แสดงท่าทางดราม่าราวกับพระเจ้าได้ประทานพรลงมาบนโพเดียม”

7. เวทเทลตบใส่แฮมิลตันในบากูเป็นแค่อุบัติเหตุ

●   ในการแข่งขันที่ อาเซอร์ไบจันกรังด์ปรีซ์ 2017 ระหว่างที่มีเซฟตี้คาร์ออกมา เวทเทลนั้นคิดว่าแฮมิลตันแกล้งเบรกใส่เขา นักแข่งเยอรมันจึงดึงรถขึ้นมาตีคู่นักแข่งสหราชอาณาจักรฯ และหักพวงมาลัยตบเข้าไปใส่รถของคู่แข่งเขา ถึงแม้ว่าความเร็วในตอนนั้นจะต่ำ แต่ความตั้งใจทำให้เกิดการชนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ และเวทเทลได้รับโทษหยุดรถ 10 วินาที (โทษขั้นสูงสุดก่อนที่จะถูกริบผลการแข่งขัน) แถมหลายๆ คนคิดว่าสจ๊วตควรจะลงโทษเขาหนักกว่านั้น

●   แหวกแนวมาเช่นเดิม วิลเนิฟคิดว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นจากการโบกมือของเวทเทล และเลือกที่จะปฏิเสธความจริงจากข้อมูล GPS ที่แสดงให้เห็นว่าแฮมิลตันไม่ได้เบรกอย่างกะทันหัน

●   “เมื่อไรก็ตามที่มีนักแข่งทำแบบนั้นกับผม (เบรกใส่) ผมก็คงจะทำแบบที่เซบทำ เขาได้รับโทษหนักที่สุดที่เขาพึงจะได้ตามที่ระบุในกติกา ผมไม่คิดว่าเขาตั้งใจทำอย่างนั้น เขามีมือข้างหนึ่งอยู่บนพวงมาลัย และกำลังมองพร้อมทั้งชี้นิ้วไปยังแฮมิลตัน คุณจะไม่หักไปชนใครหากพวงมาลัยคุณตั้งท่านั้น คุณจะพังรถของคุณเอง และถ้าคุณตั้งใจที่จะชนใครบางคน คุณจะต้องจับพวงมาลัย 2 มือ”

8. บัตตันเป็นทีมเมทที่อ่อนแอ

●   คู่แข่งภายในทีมเดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กว่าจะถึงจุดนั้นพวกเขาจะต้องพบเจอเรื่องกันมามากพอเป็นเดือนหรือเป็นปี และเป็นเรื่องปกติหากมีการแย่งแชมป์โลกกันระหว่างนักขับในทีม แต่เป็นเรื่องไม่ปกติกับคู่หูนักขับใหม่แกะกล่อง

●   เจนสัน บัตนัน นั้นเข้ามาเป็นคู่หูของวิลเนิฟในสังกัด BAR ในปี 2003 วิลเนิฟนั้นเล่นเกมการเมืองทันทีและพยายามอยู่เหนือเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ของเขานับตั้งแต่ฤดูกาลยังไม่เริ่ม

●   “ผมจะให้เกียรติเจนสันก็ต่อเมื่อเขาขับได้เร็วบนแทร็ค นักแข่งบางคนอาจจะขับได้เร็วแต่มีจิตใจที่เปราะบาง ดังนั้นคุณก็คงจะไม่ให้เกียรติเขาเช่นกัน ความแข็งแกร่งของมนุษย์นั้นน่าจะสำคัญกว่าแค่ความเร็วเพียวๆ”

●   เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นที่ออสเตรเลีย มันก็เกิดเหตุนับตั้งแต่สนามแรกเมื่อบัตตันนั้นเชื่อว่าวิลเนิฟตั้งใจบล็อกเขาในพิท ซึ่งแน่นอนว่าวิลเนิฟได้ตอบโต้กลับในโหมด ‘โจมตี’

●   “ผมผิดหวัง ผิดหวังอย่างมากที่ถูกกล่าวหาโดยเพื่อนร่วมทีมของผมต่อหน้าสื่อ ตอนออกจากรถมาเขายังยิ้มและจับมือและอะไรอีกหลายๆ อย่างอยู่เลย ผมพบว่านั่นเป็นการแสดงความอ่อนแอเล็กน้อย แต่ผมเดาว่าผมต้องเริ่มรับมือกับมัน ทีมเมทที่อ่อนแอ ผมทำงานอย่างหนักเพื่อทีมมาตลอด 4-5 ปี ที่ผ่านมา แต่แล้วใครบางคนที่พึ่งเดินเข้ามากล่าวหาผมด้วยบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผม นั่นดูจะเป็นอะไรที่เพี้ยนนะ”

9. การขับของแฮมิลตันทำให้เวทเทลต้องรับโทษที่แคนาดา

●   โทษบวกเวลา 5 วินาที ที่เวทเทลเพิ่งได้รับจากการแข่งขันที่แคนาดา ดูจะกลายเป็นโทษที่มีข้อครหามากที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 ณ ชั่วโมงนี้ มีข้อโต้แย้งต่างๆ นาๆ ไปในทิศทางว่าเวทเทลนั้นกำลังพยายามควบคุมการสไลด์ ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปบังคู่แข่งของเขา

●   อดีตนักแข่งมากมายนั้นออกมาในแนวสนับสนุนเวทเทล วิลเนิฟเองก็เช่นกัน แต่อดีตนักแข่ง F1 ชาวแคนาดาเพิ่มเติมการสนับสนุนของเขาโดยการให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แฮมิลตันนั้นรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาเลยตั้งใจพุ่งเข้าไปตรงนั้นและทำให้ตัวเองดูเหมือนย่ำแย่จากภายนอก เป็นการเพิ่มโอกาสให้นักแข่งเฟอร์รารีนั้นถูกลงโทษ

●   “คนข้างหลังย่อมรู้ดี ‘เขาหลุดลงไปในหญ้า เขาจะต้องสไลด์และเราจะถูกเบียด โอเค… ถ้าอย่างนั้นฉันสลับไลน์เข้าไปด้านในก็แล้วกัน’ คุณรู้ ลูวอิสทำได้ดีทีเดียว เขาทำให้กรรมการยื่นโทษกับเวทเทล เขาเก่งในเรื่องนี้ดี!”

10. คูบิคซ่าแกล้งทำให้วิลเลียมส์ดูแย่

●   ในปี 2018 เซอร์เกย์ ซิโรตกิน เฉือน โรเบิร์ต คูบิคซ่า คว้าเก้าอี้นักขับตัวจริงภายในทีมวิลเลียมส์ไปได้ นั่นทำให้นักขับโปลต้องตกมาเป็นนักขับมือ 3 แทน แน่นอนว่านักขับมือ 3 ทุกคนนั้นล้วนแต่อยากขึ้นมาเป็นตัวจริง ดังนั้นวิลเนิฟจึงมีทฤษฎีบางอย่างในการสนับสนุนว่า คูบิคซ่าแกล้งทำให้วิลเลียมส์ดูแย่กว่าความเป็นจริง

●   “โรเบิร์ตเป็นนักขับมือ 3 ที่จะได้จับพัฒนารถมากที่สุด เป็นไปได้ว่าเขาพยายามที่จะทำให้มันดูขับยากในสายตาของนักขับคนอื่น ความฝันของเขาคือขึ้นมาเป็นตัวจริง ไม่ใช่ตัวสำรอง และเพื่อการนั้นเขาจึงต้องหลอกคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้มาเป็นคู่แข่งแย่งเก้าอี้ของเขา ถ้าเป็นผม ผมก็คงจะทำแบบเดียวกัน”

●   ทฤษฎีข้างต้นนั้นดูมีความน่าเชื่อถือพอสมควรเลยทีเดียว แต่หลังจากการแข่งขันในปี 2019 ได้เปิดฉากมาแล้วสักพัก เราก็ได้รู้แล้วว่าอะไรคือความจริง  ●

ที่มา :
•  wtf1.com.


แนะนำ : เรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวง F1

●   Max Verstappen กำลังมุ่งหน้าไปสู่สถิติที่ไม่น่าพิสมัย.
●   10 ความเห็นสุดเผ็ดเกี่ยวกับ F1 ของ Jacques Villeneuve.
●   7 ไอเดียบ้าๆ ที่ Bernie Ecclestone เคยเสนอเพื่อปรับปรุง F1.
●   ตามหาสิ่งที่แตกต่างระหว่างนักขับ Formula 1 โดยเบรมโบ้.
●   ปากต่อปาก เรื่องของ Kimi Räikkönen กับการขับ F1 ครั้งแรก.
●   ใครเป็นรายต่อไป? อดีตลูกหลานนักแข่ง F1 ที่จะเจริญรอยตามพ่อ.
●   11 สถิติใน Formula 1 ที่สุ่มเสี่ยงจะถูกทำลายในปี 2019.
●   ทีมเมท/คู่แข่ง F1 ฤดูกาล 2019 ใครจะก้าวออกมาเหนือกว่า?.
●   ทุกๆ สิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการทดสอบรถ Formula 1.
●   4 ความท้าทายที่รอ Robert Kubica ใน F1 ฤดูกาล 2019.
●   Formula 1 กับการย้ายทีมช็อคโลก! อันเป็นที่โจษจัน.
●   สัปดาห์ Senna และ 10 โมเมนต์ที่ไม่อาจลืมของ Ayrton Senna.
●   สัมภาษณ์พิเศษ Ron Dennis… 20 ปีการจากไปของ Senna.

Drunk Dont Drive